รู้แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จกว่าคน IQ 180 [สรุปหนังสือ Emotional Intelligence]

EQ emotional intelligence ความฉลาดทางอารมณ์

สรุปหนังสือ Emotional Intelligence

อะไรสำคัญกว่าความฉลาด? หนังสือ Emotional Intelligence มีคำตอบ

“สิ่งสำคัญจริงๆ ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จและมีความสุข คือทักษะด้านอารมณ์ หรือ ‘EQ’ … ไม่ใช่ความฉลาดที่วัดได้จากการทำข้อสอบ IQ

ในบทความก่อน ผมพูดถึงทักษะสำคัญในโลกอนาคตไปแล้วใน A Whole New Mind สังคมมักสอนให้เรานับถือคนฉลาดที่มี IQ สูง ใครยิ่งเรียนสูง… ยิ่งจบด็อกเตอร์ จบแพทย์ … ยิ่งน่าประทับใจ กระทั่งระบบการศึกษาก็เชิดชูนักเรียนสายวิทย์ที่ “ฉลาดกว่า” และตีตราคนเรียนสายศิลป์ว่าเป็น “เด็กหัวอ่อน”

แต่เพราะคิดกันแบบนี้ เราจึงเห็น…

  • คนเรียนปริญญาเอกเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ
  • คนที่เรียนเก่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
  • หัวหน้าเก่งๆ ที่เรียนจบสูงดีกรีนอก แต่บริหารงานอะไรไม่ได้ มีแต่ลูกน้องเกลียด (คุณจะไม่กลายเป็นหัวหน้าแบบนี้ได้ไง? ลองดูใน What Got You Here Wont Get You There)
  • “อายุ 5 ปีเป็นอัจฉริยะ 15 ปีเป็นคนฉลาด และ 25 ปีเป็นคนธรรมดา”

แดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ดได้จับตาดูคนประเภทต่างๆ และพบว่า “ความฉลาดทางสติปัญญาไม่ใช่ทุกอย่าง” เพราะสิ่งต่างๆ ในโลกมักไม่จำเป็นต้องเก่งก็ทำได้ สิ่งสำคัญคือการอยู่ร่วมกับคนอื่นและกลายเป็นที่รักของทุกคนต่างหาก (คุณเองก็ชนะใจคนอื่นได้ง่ายๆ ซึ่งบิงโกได้สรุปไว้ใน How to Win Friends and Influence People)

มันคือ “ความฉลาดทางอารมณ์” ที่ตัดสินว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร และหนังสือ Emotional Intelligence เล่มนี้ก็คือต้นตำรับของแนวคิด EQ ที่เผยแพร่กันทั่วโลก เรียกได้ว่าใครสนใจความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ คุณต้องไม่พลาดหนังสือเล่มนี้

คนที่ฉลาดทางอารมณ์ อายุยืนและประสบความสำเร็จมากกว่า

EQ สรุปหนังสือ emotional intelligence ความฉลาดทางอารมณ์
คนเรียนเก่งมักโตมาไม่ต่างจากคนปกติ

ลองย้อนกลับไปดูคนที่เคยเรียนได้ที่ 1 ของห้อง…

ชีวิตแต่ละคนหลังเรียนจบแล้วเป็นยังไงครับ?

ถ้าคุณเหมือนคนส่วนใหญ่ คำตอบก็คือ “เหมือนคนอื่นๆ” คนที่เรียนเก่งส่วนใหญ่จบแล้วก็หางานทำ บางคนชีวิตผิดหวังไม่เป็นไปตามที่ฝัน บางคนก็เจริญก้าวหน้าไปมาก… ไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่นที่ชีวิตมีทั้งดีและไม่ดี

งั้นการเรียนเก่ง หรือ “IQ สูง” มันมีผลแค่ไหน ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นๆ ยกเว้นได้เกรดสวยๆ ในสมุดพก? คำตอบคือ ไม่มากเท่าไร สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จไม่ใช่ IQ แต่เป็น “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือ EQ ต่างหาก

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดทำการทดลอง “The Marshmallow Challenge” (บททดสอบมาร์ชแมลโลว์) พวกเขาจับเด็ก 4 ขวบมานั่งในห้อง แล้วเอาขนมมาร์ชแมลโลว์วางไว้ตรงหน้า ถ้าใครอดทนไม่กินได้ในเวลาที่กำหนด ก็จะได้ขนมอีกก้อน… หลายปีผ่านไป เด็กที่อดทนไม่รีบกินขนมได้สำเร็จ ได้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า

ในโลกการทำงาน คนที่ฉลาดทางอารมณ์จะได้รับการเชื่อถือจากคนรอบข้างมากกว่า คนเหล่านี้จะพูดแล้วคนอื่นทำตาม (เทคนิคให้คนอื่นทำตามในสรุปหนังสือ Influence) ซึ่งทำให้ก้าวหน้าไวและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

ความฉลาดทางอารมณ์ยังช่วยให้คุณสุขภาพดี อย่างเวลาคุณเครียด หัวใจจะทำงานหนัก ความดันจะสูงเกินปกติ และระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอ แต่คนที่ควบคุมอารมณ์ได้จะไม่ งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันว่าคนที่อารมณ์ดีมีอายุยืนยาวกว่าคนที่หงุดหงิดตลอดเวลา

คนแบบไหนเรียกว่าฉลาดทางอารมณ์

สรุปหนังสือ Emotional Intelligence
ผู้นำต้องรู้จักควบคุมอารมณ์

คนที่ “ฉลาดทางอารมณ์” คืออะไรกันแน่? เขาคือคนที่ทำ 2 สิ่งนี้ได้ชำนาญครับ

  1. เข้าใจอารมณ์ ทั้งของตัวเองและผู้อื่น
    • บอกได้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกยังไง ทำไมโกรธ? ทำไมดีใจ?
    • เข้าใจว่าสีหน้าท่าทาง “แบบนี้” แสดงว่าคนอื่นกำลังรู้สึกยังไง? จะทำอย่างไรเขาจึงหายโกรธ?
  2. ควบคุมอารมณ์ ในเวลาที่คุณโกรธ คุณจะเก็บอารมณ์และยังยิ้มแย้มได้ไหม? ถ้าคุณผิดหวังหรือโศกเศร้า คุณจะใช้เวลานานแค่ไหนในการทำใจและลุกขึ้นมาใหม่?

“สมองส่วนที่คิด” กับ “สมองส่วนอารมณ์”

EQ หนังสือ Emotional Intelligence ความถนัดทางอารมณ์
สมองซีกซ้ายถนัดเหตุผล ซีกขวาถนัดอารมณ์

สมองคนเรามีสองส่วน คือ “สมองส่วนที่คิด” (ใช้เหตุผล) กับ “สมองส่วนอารมณ์” (ใช้ความรู้สึก) เวลาคนเราคิดอะไร สมองทั้ง 2 ส่วนจะทำงานประสานกัน คนที่ฉลาดทางอารมณ์คือคนที่นำ “สมองส่วนความคิด” มาคุมสติ “สมองส่วนอารมณ์” ได้ดี

ขอทวนนิดนึงครับ คนที่ฉลาดทางอารมณ์คือคนที่ทำ 2 สิ่งนี้ได้ดี

  1. เข้าใจอารมณ์ เวลาเราทำความเข้าใจอารมณ์ สมองส่วนอารมณ์จะ “รู้สึกถึงอารมณ์” จากนั้นสมองส่วนความคิดจะเอาสิ่งที่เรารู้สึกนั้นมา “พิจารณาด้วยเหตุผล” การที่เราจะเข้าใจอารมณ์จึงต้องใช้สมองทั้งสองส่วนร่วมกัน
  2. ควบคุมอารมณ์ ถ้าคุณพบเจออะไร (เช่น ผู้ชายไว้หนวด) สมองส่วนอารมณ์จะตื่นตัวก่อน (หนวดเซ็กซี่จัง) จากนั้นสมองส่วนที่คิดจึงค่อยวิเคราะห์ว่าควรทำตัวอย่างไรดีที่สุด (มีผักชีติดที่หนวด คงสกปรกแน่)
    • คุณควรควบคุมอารมณ์ให้ได้ ใช้เหตุผลนำหน้าอารมณ์อีกที (เขาเดินมาด่าฉันอย่างรุนแรง ฉันไม่ชอบเลย แต่ถ้าลองคิดดู ต่อให้ด่ากลับไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เดินหนีหรือเงียบไว้ดีกว่า)

ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เดินทางสู่เป้าหมาย

ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายอะไร ความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ขั้นตอนก็ง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง งานวิจัยชี้ว่าคนที่ไม่เข้าใจตัวเองจะระเบิดอารมณ์ง่าย ชีวิตเต็มไปด้วยความรุนแรงกับเรื่องดราม่า
    • ลองนึกภาพขี้เมาที่ทำร้ายคนอื่นเวลาโมโหสิครับ แค่เราไปพูดไม่เข้าหูหน่อย เขาอาจทำร้ายเราจนเสียชีวิต แล้วบอกว่า “ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป” นั่นเพราะเขาไม่รู้อารมณ์ตัวเอง ต่อให้เขาโกรธ เขาก็ไม่มีสติพอจะรับรู้และใช้เหตุผลกับอารมณ์นั้นได้
  2. าเหตุผลให้ความรู้สึกนั้น ความรู้สึกมักขึ้นกับมุมมองที่คุณใช้เหตุผลกับสิ่งต่างๆ ทุกคนจึงรู้สึกต่างกันแม้พบเจอสิ่งเดียวกัน
    • เช่น ถ้าคุณเจอเพื่อนบนถนนแล้วเขาไม่ทัก คุณอาจโกรธหรือเสียใจที่เขาแกล้งไม่เห็นคุณ
    • แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมุมมอง เพื่อนคนนั้นอาจกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ จึงไม่เห็นคุณจริงๆ ก็ได้
  3. วบคุมตัวเองให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคุณรู้ใจตัวเองและคุมมันได้ ความฉลาดทางอารมณ์จะพาคุณให้สำเร็จในทุกเรื่องที่ต้องการ
    • สมมติว่าตอนนี้คุณไม่มีเงินเก็บเลย แต่อยากเกษียณด้วยเงิน 50 ล้านบาท หลายคนอาจร้องในใจว่า “บ้า!” และมองว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยให้คุณใจเย็นมองเห็นเส้นทางขึ้นมาได้ (เริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งได้ใน พ่อรวยสอนลูก Rich Dad, Poor Dad)
    • คุณอาจศึกษาวิธีบริหารเงินหลายๆ ทาง และพบว่าถ้าคุณออมเงินเดือนละ 10,000 บาท โดยที่ลงทุนแบบปลอดภัย (ยอมทิ้งเส้นทางรวยเร็ว 4-Hour Workweek เพื่อลงทุนให้ได้ผลตอบแทนความเสี่ยงต่ำ) แค่นี้การสร้างตัวจนมีเงิน 50 ล้านบาทก็เป็นไปได้แล้ว
    • หลายคนร้อง “โอ้โห!” กับการออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ความฉลาดทางอารมณ์ยังช่วยให้คุณโดดเด่นในที่ทำงาน เงินเดือนขึ้นเร็ว และมีวินัยในการออมจนบรรลุเป้าหมายสำเร็จ (อ่านวิธีกลายเป็นคนโดดเด่นฉบับเต็มได้ที่ Outlier)

คนที่สำเร็จไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ฉลาดทางอารมณ์ต่างหาก

คุณจะเป็นคนที่ฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างไร

Related image

ความฉลาดทางอารมณ์นั้นฝึกฝนกันได้ ขอแค่คุณรู้วิธี ดังนี้

  1. วิธีเข้าใจตัวอารมณ์ตัวเอง ให้พูดคุยกับตัวเองบ่อยๆ (คุยในใจก็พอนะครับ!)
    • สมมติว่าเพื่อนของคุณเล่าปัญหาครอบครัวให้ทุกคนฟังยกเว้นคุณ คุณเสียใจ คุณอาจลองคุยกับตัวเองว่า “ทำไมฉันจึงเสียใจ? เพราะเพื่อนสนิทปรึกษาเรื่องครอบครัวกับทุกคนยกเว้นฉัน” คุณก็จะเข้าใจตัวเองขึ้นมา
  2. วิธีผ่อนคลายอารมณ์เสีย หัดมองโลกในแง่ดี

    • ถ้าคุณโกรธที่เพื่อนไม่มาปรึกษาปัญหาครอบครัวกับคุณ คุณอาจบอกตัวเองว่า “เขาอาจไม่อยากรบกวนฉัน เพราะเขารู้ว่าฉันกำลังยุ่งกับงานอยู่ก็ได้” คุณจะได้รู้สึกแย่น้อยลง
  3. วิธีเข้าใจคนอื่น นึกภาพว่าตัวเองจะรู้สึกยังไงถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผู้อื่น หรือถ้าให้ดีก็เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาเลย

    • ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลองทำท่าทางเหมือนผู้อื่น ภาษากายเป็นบ่อเกิดของความรู้สึก คุณจึงเข้าใจความรู้สึกได้ผ่านภาษากาย เช่น ถ้าคุณทำท่าทีตึงเครียดเหมือนอีกคน คุณก็จะรู้สึกตึงเครียดไปด้วย
  4. สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง & คิดบวก คุณต้องเข้าใจก่อนว่าแรงบันดาลใจของคุณขึ้นอยู่กับ “ทัศนคติต่อความสำเร็จหรือล้มเหลว”

    • คนที่เชื่อว่าความล้มเหลวมาจากสิ่งที่เขาแก้ไขได้ จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ คุณจะพยายามต่อไปเรื่อยๆ ถ้าคุณเชื่อว่าจะสำเร็จในที่สุด
    • แต่คนที่มองว่าความล้มเหลวมาจาก “ฉันไม่เก่งพอ” เจออุปสรรคนิดเดียวก็ยอมแพ้ (“พยายามไปก็เท่านั้น ฉันเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก”) คุณต้องเลิกคิดแบบนี้ถ้าอยากประสบความสำเร็จ

รู้ว่าเมื่อไรควรคุม เมื่อไรควรปล่อยอารมณ์

Image result for donald trump angry
การควบคุมอารมณ์เป็นสมบัติของผู้นำ

ถึงบางครั้งการระเบิดอารมณ์จะทำให้เสียเรื่อง แต่จริงๆ อารมณ์ก็มีข้อดีของมัน คุณต้องเรียนรู้ว่าเมื่อไรควรคุมอารมณ์ไว้ เมื่อไรควรปล่อยให้มันช่วยเหลือคุณ

ข้อดีของอารมณ์

  1. ช่วยจดจำเรื่องราว สมองคนเราไม่ได้จดจำสิ่งต่างๆ เป็นข้อมูลเท่านั้น แต่จะผสม “อารมณ์” เข้าไปในความทรงจำด้วย อารมณ์จะทำให้ความทรงจำนั้นยึดแน่นยาวนาน … บางครั้งก็ตลอดชีวิต
    • เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หลายคนกู้เงินเต็มที่มาเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ (ตื่นเต้น คาดหวังสูง) แต่พอฟองสบู่แตก ก็ถูกหนี้สินรุมเร้า (หดหู่ ผิดหวัง)
    • เมื่อพวกเขาเจอเหตุการณ์คล้ายกัน ก็จะระมัดระวังในการลงทุน ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านอารมณ์เดียวกัน สามารถศึกษาข้อมูลในอดีตได้ แต่ก็ไม่ “อิน” เท่ากับคนที่เคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
  2. เข้าใจคนอื่น อารมณ์ของตัวคุณเองได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว คนรอบข้างที่มีความสุขจะทำให้คุณมีความสุขไปด้วย คนรอบข้างที่หดหู่จะทำให้คุณรู้สึกหดหู่ไปด้วย
    • เมื่อคุณเข้าใจอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น คุณจะพอเข้าใจได้ด้วยว่าคนที่คุณกำลังคุยด้วยนั้นกำลังสุข ทุกข์ เศร้า มีความรัก หรือเต็มไปด้วยความหวัง
  3. ทำให้คุณมุ่งมั่น ไม่ว่าคุณจะผิดหวังหรือสมหวัง คนเราต้องมีอารมณ์จึงจะก้าวไปข้างหน้าได้ มีคนที่ประสบอุบัติเหตุกับสมองส่วนอารมณ์ พวกเขากลายเป็นคนไร้อารมณ์และไม่รู้สึกอยากทำอะไรทั้งสิ้น มันเหมือนกับ “ชีวิตไม่มีอะไรให้คาดหวัง” อีกต่อไป
    • คนที่เป็นโรคซึมเศร้าคือคนที่สารเคมีในสมองผิดปกติ พวกเขา “ไม่รู้สึก” ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น พวกเขาจึงเสียความตั้งใจในการมีชีวิตไป บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเพราะ “ไม่เห็นจะรู้สึกเสียใจกับการตายเลย… ก็รู้สึกเฉยๆ”

แต่อารมณ์ที่มากเกินไปก็มีข้อเสีย

  1. คุณจะกลายเป็นคนไร้เหตุผล เหมือนคนที่เอะอะก็ “หัวร้อน” ตัดสินใจด้วยอารมณ์จนเสียหายทั้งตัวเองและผู้อื่น
  2. ด่วนตัดสินใจจนผิดพลาด เวลาเราเจอสถานการณ์ต่างๆ ข้อมูลจะเดินทางผ่านสมองส่วนอารมณ์ก่อนแล้วค่อยไปส่วนที่ใช้เหตุผล ถ้าคุณคิดด้วยอารมณ์ทันทีที่เจออะไร ข้อมูลก็จะไปไม่ถึงสมองส่วนเหตุผล คุณจึงตัดสินใจผิดโดยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน (สมองคนเราที่จริงไร้เหตุผลมาก แต่คุณทำนายได้ง่ายๆ ถ้ารู้เรื่องใน Predictably Irrational)
  3. เข้าใจผิด อารมณ์ช่วยให้เราเรียนรู้บทเรียนสำคัญในอดีต แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจยังยึดติดกับบทเรียนที่ล้าสมัย จนเข้าใจสถานการณ์ผิดพลาดไป
    • คนที่เคยเสียหายจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์อาจเข็ดจากการลงทุนไปเลย เขาจึงไม่กล้าลงทุนอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้นและมีโอกาสดีๆ อยู่มากก็ตาม … เรียนรู้วิธีลงทุนที่ปลอดภัยและได้ผลจากหนังสือลงทุนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ Intelligent Investor รับประกันโดยนักลงทุนอันดับ 1 ของโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์
    • ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นเถ้าแก่ที่ทำธุรกิจสำเร็จในอดีต แต่ไม่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโลกปัจจุบัน เพราะ “เคยทำมาแบบนี้” ธุรกิจนั้นจึงเสื่อมลงเรื่อยๆ (อ่านเรื่องราวสนุกๆ ของเจ้าหนูหน้าโง่ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนให้ทันโลกได้ใน Who Moved My Cheese)

ความฉลาดทางอารมณ์คือทักษะภาคบังคับในโลกสมัยใหม่

Image result for coworking space team chinese cheer

ในโลกที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทักษะที่หุ่นยนต์ไม่มีทางทดแทนได้คือ “ความฉลาดทางอารมณ์” (เพราะเครื่องจักรมันไม่มีอารมณ์!) ความฉลาดทางอารมณ์จะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การคิดเลขเก่งนั้นลดความสำคัญลง

  • คนที่อยากก้าวหน้าต้องเป็นที่รักของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับความฉลาดทางอารมณ์ (แต่ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีที่ง่ายกว่านั้น ลองดูสรุปหนังสือ How to Win Friends and Influence People)
  • ในทางกลับกัน ถ้าหัวหน้าอยากสอนงานหรือทำให้ลูกน้องปรับปรุงตัว การพูดดีๆ ด้วยไม้อ่อนและไม้แข็ง ย่อมได้ผลกว่าการสั่งด้วยอารมณ์
  • เจ้าของธุรกิจที่ต้องสัมภาษณ์คนมาอยู่ตำแหน่งสำคัญ ต้องอ่านอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายออก
  • ชีวิตแต่งงานจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดทางอารมณ์ด้วย
    • คนที่ฉลาดทางอารมณ์จะคุยเกี่ยวกับปัญหาด้วยเหตุผล และหาวิธี “แก้ปัญหาร่วมกัน” ส่วนคนที่ไม่ฉลาดทางอารมณ์จะเน้นเถียงว่า “ใครผิด” ซึ่งบังคับให้ 1 ใน 2 คน (คุณกับคู่ชีวิต) ต้องรับบท ”คนผิด”
    • ผู้หญิงและผู้ชายปรึกษาปัญหาด้วยเหตุผลต่างกัน ผู้ชายปรึกษาเพราะอยากได้ทางออก ส่วนผู้หญิงปรึกษาเพราะอยากได้คนรับฟัง ถ้าคุณเข้าใจความแตกต่าง ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในการแต่งงานก็จะลดลงด้วย
  • งานวิจัยสรุปว่าคนที่มีปัญหากับการควบคุมอารมณ์ มีแนวโน้มอ่านใจคนอื่นไม่ออก ติดยา ก่อคดี เรียนหนังสือไม่ดี และล้มเหลวในชีวิต

สรุป

กุญแจสำคัญของความสำเร็จและความสุขไม่ใช่ IQ อย่างที่เราเชื่อกัน แต่เป็น “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือ  EQ ซึ่งประกอบด้วยการเข้าใจอารมณ์ และการควบคุมอารมณ์ ในโลกยุคใหม่ คนที่ฉลาดทางอารมณ์จะได้เปรียบคนอื่นๆ มากขึ้น (รู้ทันโลกยุคใหม่ในสรุปหนังสือ The End of Jobs)

ทุกคนฝึกฝนตัวเองให้ฉลาดทางอารมณ์ได้ โดยการฝึกถามอารมณ์ตัวเอง (ถามในใจก็พอนะครับ!) และคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับอารมณ์มากขึ้น

คนที่ฉลาดทางอารมณ์จะคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น และเลือกวิธีพูดคุยที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี เช่น ถ้าคุณทะเลาะกับใครสักคน คุณไม่ควรหาว่าใครผิด (ไม่งั้นคุณหรือเขาก็ต้องผิดสักคน) แต่ควรหาทางออกร่วมกันเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดี และได้ผลที่คุณต้องการ

หนังสือที่อาจจะดีกว่าเล่ม Emotional Intelligence

บิงโกมีหนังสือและบทความดีๆ อีกมากที่คุณอาจสนใจ ดังนี้

  • ในโลกสมัยใหม่ที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคนได้แทบทุกด้าน คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าตัวเองจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง? ทักษะของคุณกำลังล้าสมัยหรือไม่? ทักษะอะไรจะเป็นที่ต้องการในอนาคต? บริษัทสมัยใหม่อยากจ้างคนที่ถนัดอะไร? หนังสือ A Whole New Mind มีคำตอบ
  • คุณจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร? ตั้งแต่โมซาร์ท “อัจฉริยะนักดนตรี” ไอน์สไตน์ “บิดาของนิวเคลียร์” ปิกาสโซ่ “จิตรกรเอกของโลก” ไปจนถึง ดาร์วินชี “นักคิดค้นที่ทำได้ทุกอย่าง” หนังสือ Originals จะมาไขความลับความคิดสร้างสรรค์ของคนเหล่านี้
  • กระทั่งบริษัทระดับโลกอย่างกูเกิลเอง ก็บริหารโดยให้ความสำคัญกับคนเป็นหลัก How Google Works เป็นวิธีทำธุรกิจที่อดีต CEO ของกูเกิล เอริค ชมิตต์ เขียนด้วยตัวเอง เพื่อสอนการทำธุรกิจที่เน้นคนเก่งเป็นหลัก
  • ทำไมคุณเก่งแล้วแต่ไม่ก้าวหน้าเสียที? คุณอาจกำลังทำผิดพลาดแบบในหนังสือ What Got You Here Won’t Get You There ที่คนเก่งจำนวนมากติดกับดับจนรุ่นน้องแซงหน้าไปหมด … แค่คุณปรับนิสัยเพียงนิดเดียวก็จะประสบความสำเร็จกว่าเดิม 10 เท่า
  • หนังสือ “เปลี่ยนคนธรรมดาให้มีหัวผู้นำใน 3 ชั่วโมง” เป็นหนังสือแปลจากญี่ปุ่นที่ศาสตราจารย์ด้านผู้นำจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ได้รวมหลักความเป็นผู้นำทุกอย่างไว้ … เหมาะกับทุกคน!! ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำอยู่แล้ว หรือยังไม่เป็นแต่ฝันว่าสักวันจะต้องก้าวหน้าเป็นผู้นำให้ได้
  • การที่คนจะชอบเราหรือไม่นั้นขึ้นกับเวลา 90 วินาทีแรกที่เจอหน้ากัน หนังสือ ทำอะไรใครก็ Like ด้วยเทคนิคมัดใจใน 90 วินาที จะสอนเทคนิคการสร้างความประทับใจอย่างรวดเร็วกับใครก็ตามที่คุณเจอ ด้วยเทคนิค NLP
  • ซากุราดะ จุน นักออกแบบ InfoGraphic มือหนึ่งของญี่ปุ่นจะมาสอนคุณมองสิ่งต่างๆ ด้วยแผนภาพ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องยากๆ ได้ใน 1 นาที พบกับหนังสือ “คิดเป็นภาพ” ที่เจาะลึกเทคนิคคิดเป็นภาพของเขาอย่างละเอียด พร้อมแบบฝึกหัดที่สอดแทรกเรื่องราวสนุกๆ และบทเรียนธุรกิจจากบริษัทชั้นนำ เพื่อขัดเกลาความคิดของคุณให้เฉียบคม

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *