AI คืออะไร ทำไมมันจะเปลี่ยนโลกยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้า

ย้อนไป 100 ปีก่อน เราคงไม่ทันคิดว่า “ไฟฟ้า” จะเปลี่ยนชีวิตคนเราไปขนาดนี้

ย้อนไป 20 ปีก่อน เราคงไม่เข้าใจว่า “อินเทอร์เน็ต” ทุกวันนี้จะสำคัญยิ่งกว่าน้ำและอาหาร

และตอนนี้ AI ก็กำลังจะเปลี่ยนชีวิตคุณในระดับไฟฟ้า และยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ต

คนที่รู้จักกับอินเทอร์เน็ตในยุคแรก ล้วนได้เปรียบคนอื่น

พวกเขาสร้างธุรกิจ สร้างชื่อเสียง มีงานที่ดี และตอนนี้มีชีวิตที่น่าอิจฉา (อ่านสรุปหนังสือ Crush It เพื่อดูวิธีสร้างธุรกิจอินเทอร์เน็ต)

เพราะเขามองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ในตอนที่ยังไม่มีใครเข้าใจ

วันนี้ เรากำลังจะเห็นสิ่งที่พลิกโฉมทุกชีวิตบนโลกอีกครั้ง

AI ไม่ใช่แค่หัวข้อในวงสนทนาของพวกเนิร์ด วิศวะ หรือโปรแกรมเมอร์อีกแล้ว 

แต่มันเกี่ยวโยงกับเงินตรา การเมือง ขั้วอำนาจโลก และชีวิตกับอนาคตของเราทุกคน

ถ้าคุณยังเรียนอยู่ การรู้จัก AI จะเปลี่ยนทั้งชีวิตของคุณได้

ถ้าคุณทำงานด้านวิศวะ การเงิน ค้าขาย สังคม หรือกระทั่งศิลปวัฒนธรรม

คุณจะพบว่า AI จะมีผลต่ออนาคตของคุณอย่างไม่น่าเชื่อ

และถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ มันอาจตัดสินความเป็นความตายของคุณได้เลย

คนที่รู้จักใช้ AI ก็เหมือนคนที่ขับรถถัง ในโลกที่คนอื่นสู้ด้วยดาบ

คุณใช้เวลา 1 วัน คนอื่นใช้เวลา 7 วัน

คุณต้นทุน 10 คนอื่นต้นทุน 100

คุณใช้ 0 คน คนอื่นใช้ 5 คน

นี่เป็นโอกาสที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

เทคโนโลยีระดับพลิกโลกเช่นนี้ เกิดขึ้นเพียงนานๆ ครั้ง

ชั่วชีวิตคนหนึ่งคน อาจเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง

และบางครั้งเป็น 100 ปีก็ไม่มีโอกาสได้เห็น

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร สนใจด้านไหน คุณจะต้องรู้จักกับ AI ไม่ช้าก็เร็ว

แต่คนที่รู้จักเร็วที่สุด คือคนที่จะเห็นโอกาสครั้งใหญ่ก่อนใคร

ในยุคสมัยใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

คน ลิง และ AI

มนุษย์วิวัฒนาการจากลิง สูญเสียความแข็งแรงเพื่อฉลาดขึ้น

ถ้าจับคุณไปขังอยู่ในกรงกับลิง ไม่มีสิ่งใดที่คุณจะชนะลิงได้เลย

ลิงแข็งแรงกว่าคุณ สายตาดีกว่าคุณ วิ่งเร็วกว่าคุณ ปีนต้นไม่ได้ ยิ้มมีเขี้ยวแบบสาวญี่ปุ่น และขนดกกว่าคุณ

ถ้าให้คุณชกแลกหมัดกับลิง คนปกติแทบไม่มีโอกาสชนะลิงชิมแปนซีได้ ยังไม่ต้องถึงมือกอริลล่าด้วยซ้ำ

แต่ลิงไม่ได้ครองโลก คนต่างหากที่ครองโลก

ข้อได้เปรียบของคนเราก็คือสมอง เรามีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คนเราทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ จนสร้างสังคมที่เหนือกว่าลิงขึ้นมา

แต่ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของมนุษย์กำลังจะหายไป เมื่อสิ่งประดิษฐ์ของคนเรา กำลังจะฉลาดกว่าเรา

บ่ายเดือนพฤษภาคมปี 2017 วัยรุ่นจีนนามเค่อเจี๋ยมาในชุดสูทสีดำ เชิ้ตขาว และเนคไทดำ เขากำลังนั่งจมอยู่บนเก้าอี้ ถูขมับขณะกำลังครุ่นคิดกับปัญหาตรงหน้า

เค่อเจี๋ยกำลังต่อสู้แบบทุ่มสุดตัวกับหนึ่งในสุดยอด AI ที่ฉลาดที่สุดในโลกนามว่า AlphaGo ที่กูเกิลเป็นผู้สร้าง โดยมีสมรภูมิเป็นกระดานโกะขนาด 19×19 ช่อง และตัวหมากสีขาวดำวางอยู่

โกะเป็นเกมที่ดูเรียบง่ายแต่ความจริงซับซ้อน มีความเป็นไปได้ในการวางหมากแทบไม่สิ้นสุด โกะเป็นหนึ่งในสี่ศิลปะที่นักปราชญ์จีนทุกคนต้องเชี่ยวชาญ เชื่อกันว่าเกมนี้จะปลูกฝังความคิดที่ละเอียดอ่อนและภูมิปัญญาแบบเซ็นแก่ผู้เล่น มันจึงเป็นศิลปะทางความคิดที่ลึกซึ้ง

เค่อเจี๋ยคือนักเล่นโกะอันดับหนึ่งของในโลก แต่เขากำลังเผชิญกับผู้เล่นโกะในระดับที่ไม่เคยมีใครหยั่งถึงมาก่อน

ในวันนั้น AlphaGo ถล่มเค่อเจี๋ยจนย่อยยับ ตลอดการแข่งขันตลอด 3 ยก ยกละ 3 ชั่วโมง เค่อเจี๋ยงัดทุกกลยุทธ์ที่มีมาต่อกร ทั้งแบบเชิงรุก เชิงรับ และไร้รูปแบบ แต่ไม่มีสิ่งใดได้ผล เจ้า AI ตัวนี้เอาชนะเค่อเจี๋ยได้โดยไม่เสียเหงื่อสักหยด

เค่อเจี๋ย แชมป์โกะโลกน้ำตาซึมหลังสู้ AI ไม่ได้

AI คือคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาจนเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เหมือนมนุษย์

ที่ผ่านมา เรารู้จัก AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence) จากหนังไซไฟ อย่างเช่นหุ่นยนต์เดินได้ในสตาร์วอร์ เราจึงนึกไปว่ามันอยู่ไกลตัว มองว่ามันก็แค่จินตนาการในภาพยนตร์ หรือของเล่นในห้องทดลองวิทยาศาสตร์แค่นั้น

แต่ตอนนี้ AI ได้พัฒนามาถึงจุดที่นำมาใช้งานได้แล้ว เห็นได้จากที่มันชนะกระทั่งมนุษย์อันดับหนึ่งของโลกได้

ตอนเราสร้าง AI เสร็จ มันก็เหมือนเด็กทารกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว จากนั้นเราแค่ป้อนข้อมูลต่างๆ ให้ AI แล้วมันก็จะเรียนรู้ของมันได้เอง และมีทำงานได้เทียบเท่ามนุษย์ที่มีประสบการณ์ทำงาน 10,000 ปี เหมือนที่กระทั่งเซียนโกะอันดับหนึ่งของโลกก็เทียบไม่ติด

 

ชีวิตคุณจะไม่มีวันเหมือนเดิม

ที่อเมริกากับจีน เริ่มมีการใช้ AI ในทุกหนแห่งแล้ว

เพื่อให้คุณเห็นภาพ ลองจินตนาการว่าคุณไปช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านในยุค AI

“สวัสดีค่ะคุณจุ๊บแจง ยินดีต้อนรับสู้ห้างสรรพสินค้าเซ็งท่าน!”

คุณจะรู้สึกดีมากเมื่อรถเข็นพูดต้อนรับคุณเหมือนเป็นเพื่อนเก่า

คุณดึงรถเข็นออกจากที่เก็บ ระบบตรวจจับใบหน้าบนรถก็สแกนใบหน้าคุณเสร็จ แล้วนำไปเช็คประวัติด้วยระบบ AI มันจะรู้ว่าคุณเป็นนักช้อป แม่บ้านที่ดี และนักทำอาหารเกาหลีมือหนึ่ง

“นี่คือรายการสินค้าที่คุณจุ๊บแจงซื้อประจำนะคะ” รถเข็นพูดกับคุณ บนหน้าจอก็แสดงรายการสินค้าที่คุณชอบซื้อ หมูสันใน ไข่ มะนาว พริกขี้หนู มันฝรั่ง แครอท กิมจิ ไอศกรีมฮาร์เก้นดาส และนมอัลมอนด์

ตู้เย็นและตู้กับข้าวของคุณจะเชื่อมกับ AI ของห้างเอง ปกติตู้เย็นของคุณจะสั่งซื้อของแห้งอย่างข้าวสาร น้ำมัน และซีอิ๊วให้คุณโดยอัตโนมัติ และคุณจะซื้อของสดกับขนมจากห้างเพิ่มเติม “ถ้าอยากเพิ่มหรือลดรายการใด คุณจุ๊บแจงบอกหนูได้เลยนะคะ”

“ตัดไอศกรีมฮาร์เก้นดาสออก เปลี่ยนเป็นไอศกรีมอึ้มมิลค์ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แล้วพาไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวสดหน่อยสิ”

“ได้ค่ะ” รถเข็นพาคุณไปซุ้มก๋วยเตี๋ยวสด ที่มีหุ่นยนต์กำลังนวดและยืดเส้นอย่างเมามัน ทุกครั้งที่คุณหยิบของใส่รถเข็น จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับสินค้าคอยดู แล้วพอคุณเช็คเอาท์ ระบบก็จะตัดเงินจากบัญชีของคุณโดยอัตโนมัติ และมีบริการส่งถึงบ้านหรือให้รถเข็นเดินตามไปที่รถ

พอคุณกลับไปบ้าน ระบบ AI ของห้างจะติดต่อไปยังผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ให้เขาผลิตสินค้าโดยอัตโนมัติ มีหุ่นยนต์จัดสินค้าเข้าโกดัง และมีรถยนต์ไร้คนขับส่งสินค้ามาถึงบ้านคุณโดยไม่ต้องผ่านมือคน

ทุกวันนี้ สตาร์ทอัพทั่วโลกต่างกำลังทยอยสร้าง AI ในรูปแบบต่างๆ ของตัวเอง (สตาร์ทอัพคืออะไร? อ่านได้เลย) ไม่มีใครสร้างระบบที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ AI ตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ก็เหมือนมันสมองคนที่กระจัดกระจายไปในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน การธนาคาร การผลิต การจัดจำหน่าย ขนส่ง บริการ บันเทิง การแพทย์ และอื่นๆ

ในที่สุด AI ต่างสายพันธุ์พวกนี้จะมาเชื่อมกันจนเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ทรงพลัง และพร้อมทดแทนธุรกิจเก่าแก่เหมือนคลื่นสึนามิที่สาดซัดโดยไม่ทันตั้งตัว

 

งานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หุ่นยนต์พ่อครัว ซึ่งทำอาหารอร่อยได้ทุกชนิดในโลก

ถ้า AI คิดและตัดสินใจได้ดีกว่าคน แล้วทักษะของคุณจะเหลือค่าแค่ไหน?

ในยุค AI คุณจะไม่ต้องมีใบขับขี่ รถยนต์จะขับตัวเองได้เลย

ไม่ต้องต่อคิวหาหมออีก เพราะ AI จะตรวจสุขภาพคุณได้ทันที

เรียนหนังสือก็เรียนกับครู AI ได้ ซึ่งสอนเก่งไม่แพ้ครูที่เป็นมนุษย์

ไม่ต้องทำสิ่งต่างๆ ที่น่าเบื่อ เราแค่ให้ AI ทำแทนให้หมด

อยากได้อะไรก็พูดสั่งลำโพง AI ได้ แล้วมันจะจัดทุกอย่างให้เรา

ที่สำคัญที่สุดคือ… เราจะไม่ต้องทำงานอีก เพราะ AI ทำแทนได้หมด!

คนขับรถ แรงงานภาคการเกษตร นักบัญชี นักเขียนข่าว นักแปล 

นักวิเคราะห์หุ้น เจ้าหน้าที่สินเชื่อ กราฟฟิคดีไซเนอร์ พ่อครัว

…และกระทั่งแพทย์ …จะตกงานในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณอาจพบว่าใบปริญญาที่เล่าเรียนมากว่า 22 ปี ประสบการณ์ทำงานที่คุณสั่งสมมาทั้งชีวิต กลับกลายเป็นแค่สิ่งไร้ค่า เมื่อ AI ทำสิ่งที่คุณทำได้ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า

ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกจาก AI มากขึ้น งานกลับน้อยลง จนคุณอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเป็นมนุษย์ไปเพื่ออะไร?”

ม้าดีไม่อาจวิ่งแข่งกับรถ BMW

ตะเกียงไม่อาจให้แสงสว่างได้เท่าหลอดไฟ

นกพิราบย่อมไม่รวดเร็วเท่าโทรศัพท์มือถือ

แล้วคุณจะทำอย่างไร ถ้าต้องคิดคำนวณแข่งกับ AI ที่ไม่มีวันเหนื่อย?

ตายเปล่า

อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Paypal และรถไฟฟ้า Tesla พูดไว้ว่า 

“หุ่นยนต์จะทำทุกเรื่องได้ดีกว่าคนเรา …ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีอะนะ นี่เป็นปัญหาน่ากลัวที่สุดที่ผมห่วงเลย”

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อชีวิตของคุณดีขึ้น แต่งานกลับหายไป?

จะมีงานหรือโอกาสใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นในยุค AI บ้าง?

สังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกับเครื่องจักรจะมีหน้าตายังไง เราจะอยู่กันแบบนี้จริงเหรอ?

 

ผู้ชนะกินรวบ ผูกขาดยิ่งกว่าเซเว่นอีเลเว่น

การประท้วงในไทย

การชุมนุมในฮ่องกง

ความวุ่นวายในอเมริกา

“3 ทศวรรษที่หายไป” ของญี่ปุ่น

Brexit ในอังกฤษ

ม็อบเสื้อกั๊กในฝรั่งเศส

กลิ่นการปฏิวัติที่ระอุขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก

การชุมนุมในฮ่องกง เพราะความเหลื่อมล้ำสูงเกินจะทน

สิ่งเหล่านี้คือเรื่องบังเอิญงั้นหรือ? เปล่าเลย

30 ปีที่ผ่านมารายได้ต่อหัวของโลกเราเพิ่มขึ้น 300% 

แต่ที่น่าตกใจคือ รายได้ของคนชั้นกลางกลับเท่าเดิม ในขณะที่คนจนชั้นล่างสุด …รายได้หดตัวลง…

ใช่ครับ ในขณะที่รายได้ “เฉลี่ย” สูงขึ้นเป็น 4 เท่า คนจนกลับจนลง และชนชั้นกลางกำลังย่ำอยู่กับที่

เราเห็นคนรวยกลุ่มเล็กๆ มีชีวิตฟู่ฟ่าน่าอิจฉา แต่คนส่วนใหญ่มองไปทางไหนก็ “ไม่มีอนาคต”

นั่นเพราะเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องสร้างประโยชน์ให้ทุกคนเท่ากัน

หลายปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตได้บดขยี้ธุรกิจท้องถิ่นทั่วทุกมุมโลก และสูบความมั่งคั่งไปอยู่กับชนชั้นนำไม่กี่คน

เกิดความเหลื่อมล้ำระดับมโหฬารในรอบหลายศตวรรษ

เศร้า? โกรธ? กังวล? ยังเร็วไปครับ

ปีเตอร์ ธีล เขียนไว้ในหนังสือ Zero to One ว่าธุรกิจอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรืออเมซอน มีอำนาจการผูกขาดมหาศาลจากการที่ทุกคนใช้บริการของพวกเขา

แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกทำนายว่า AI จะก่อให้เกิดการผูกขาดในระดับที่อินเทอร์เน็ต “เป็นแค่น้ำจิ้ม” 

เราจะเห็น AI ที่ดีที่สุดไม่กี่ตัว ยึดครองธุรกิจในแต่ละประเภท จนยากที่คนธรรมดาจะแข่งขันได้

บริษัทที่ครอง AI ที่เก่งที่สุด สามารถอัพโหลดโปรแกรมแล้วส่งไปได้ทั่วโลกภายในไม่กี่นาที

สำหรับประเทศเล็กอย่างไทย คนที่ได้ประโยชน์ คือนายทุนและบริษัทใหญ่ที่มีเงินซื้อโปรแกรมเหล่านี้

บริษัทที่ติด AI ย่อมทำธุรกิจได้เหนือกว่าบริษัททั่วไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ร้านค้า สายการผลิต การบริการนับสิบนับร้อยชนิด จะแปรสภาพเป็นสิ่งที่ “smart”

ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วย จ้างคนน้อย กำไรเยอะ

คุณสามารถนึกภาพหนังแนวอนาคตต่างๆ ที่กดปุ่มไม่กี่ปุ่ม ก็มีหุ่นยนต์ทำแทนได้หมด ซึ่งแปลว่าเขาไม่ต้องการคนงานอีกต่อไป

กระทั่ง “การเกษตร” ที่คนไทยพึ่งพามาเป็นเวลาหลายร้อยปี ก็จะถูก AI แย่งงานไป

ความมั่งคั่งส่วนใหญ่จึงไหลไปรวมอยู่ที่นายทุนกับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพไม่กี่คนเท่านั้น

 

คนไทยเกินครึ่งจะกลายเป็น ชนชั้นไร้ประโยชน์

คนฮ่องกงที่ยากจน จ่ายเดือนละ 25,000 บาทเพื่ออยู่ “บ้านกรงหมา”

งานในโลกนี้แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 ชนิด

  1. งานที่ “ใช้ความรู้” แค่เรียนมาคุณก็ทำงานได้
  2. งานที่ “ใช้ความคิด” ต่อให้เรียนก็ทำไม่ได้ คุณต้องคิดเป็นด้วย

งานเกินครึ่งในไทยคืองานที่ใช้ความรู้ เพราะสังคมไทยยกย่อง “คนมีความรู้”

เราจะได้ยินเสมอว่า “คนนั้นเขาเรียนสูง” หรือ “คนนั้นเขาเรียนจบปริญญาเอก” แล้วเราก็ยกย่องสรรเสริญกันว่าใครเรียนมาเยอะก็เป็น “คนที่มีค่า” มากกว่าคนที่เรียนมาน้อย

เราไม่ได้ให้ค่ากับความคิดหรือความสามารถ เราให้ค่ากับใบปริญญาเท่านั้นเอง

ดังนั้นถ้าเราให้คนไทย “เอาสายไฟเส้น A ไปจิ้มใส่รู B หมุนตัวสามครั้ง แล้วกดสวิตช์” คนไทยจะทำได้

แต่ถ้าเราบอกให้คนไทย “ออกแบบสายไฟแบบใหม่ที่ดีขึ้น” คนไทยจะบอกว่า “ทำไม่ได้ ไม่ได้เรียนมา” ทั้งที่ในประเทศเจริญแล้วคนที่ทำได้ก็คือคนปกติ แต่เขามีพื้นฐานความคิดว่า “จะคิดทำสิ่งใหม่ยังไงดี” แทนที่จะคิดว่า “ไม่ได้เรียนมา” (ฟังดูไม่น่าเชื่อนะครับ แต่แค่คุณคิดว่า “ทำได้” คุณก็มีแนวโน้มสำเร็จไปครึ่งแล้ว มันคือ The Magic of Thinking Big)

ในโลกยุคเก่า ความรู้ของคนไทยยังมีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยเราก็ต้องการคนที่เอาสายไฟ A ไปจิ้มรู B ได้ถูกต้อง

แต่ในยุค AI ที่หุ่นยนต์จิ้มสายไฟแทนคุณได้ ความรู้ที่คุณมีจะไร้ประโยชน์ลงทันที (หนังสือ The End of Jobs อธิบายไว้อย่างละเอียดว่าความรู้ในโรงเรียนล้าสมัยไปแล้ว)

คนที่จะอยู่รอดได้ในยุค AI คือคนที่มีความคิด คุณต้องนำความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ข้ามสายงานได้ สามารถคิดนอกกรอบและนำเสนอสิ่งใหม่ได้ ไม่ใช่รอรับคำสั่งเหมือนหุ่นยนต์

ถ้าคุณทำได้แค่งานรับคำสั่งเหมือนหุ่นยนต์ เขาก็แค่เอาหุ่นยนต์มาแทนคุณ แค่นั้นเอง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่รอดได้ด้วยการส่งออกแรงงานราคาถูก

เราจับคนมานั่งเรียงเป็นแถวในโรงงานเพื่อเอาน็อต A จิ้มใส่รู B

เราเอาคนมานั่งเรียงกันเพื่อแกะกุ้งส่งออกไปยุโรปกับอเมริกา

เรานำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์พืช (ไม่ได้ทำเอง) จากนั้นใช้แรงงานปลูกเป็นผลไม้หรือสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก

นี่ไม่ใช่เพราะเรามีไอเดียที่ลึกล้ำ หรือทำการเกษตรได้ชาติเดียวในโลก แต่เพราะเรายินดีทำสิ่งเหล่านี้ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าฝรั่ง

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหุ่นยนต์ค่าแรงถูกกว่าคนไทย?

  • คนจีนปลูกทุเรียนเองก็ได้ เขาก็ไม่ต้องนำเข้าทุเรียนไทย
  • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตสินค้าต่างๆ ก็ไม่ต้องใช้แรงงานไทยราคาถูก โรงงานก็ย้ายกลับยุโรปอเมริกา
  • งานขับรถหรือให้บริการง่ายๆ ก็ไม่ต้องจ้างคนไทย
  • งานเอกสารจำเจที่ปัจจุบันรองรับคนไทยจำนวนมาก จะหายไป
  • คนไทยยังมีสินค้าเกษตร แต่คุณจะยังพูดเหมือนเดิมหรือเปล่า ถ้าคนไทยปลูกกล้วยด้วยต้นทุน 100 แต่คนจีนใช้ AI จนมีต้นทุน 50? เกษตรกรไทยจะขายกล้วยอย่างไรถ้านำเข้าจากจีนถูกกว่า? คนจีนจะซื้อกล้วยไทยทำไมในเมื่อกล้วยจีนถูกกว่า?
คนจีนเริ่มใช้หุ่นยนต์กรีดยางพารา ในขณะที่คนไทยกรีดด้วยมือ

คุณจะเห็นคนไทยพากันแย่งทำงานที่ยังพอปลอดภัยจาก AI นั่นคือเปิดร้านอาหาร ทำท่องเที่ยว ซึ่ง AI ทำแทนไม่ได้

แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ สิ่งใดที่คนแย่งกันทำ ค่าแรงย่อมน้อยลงจนไม่เหลือ…

คุณจะเห็นคนไทยที่ไม่เหลืองานให้ทำ เพราะกระทั่งงานใช้แรงงานที่ทำได้ ก็ถูกหุ่นยนต์แย่งไปหมดจนไม่เหลือ พวกเขาจึงไม่เหลือคุณค่าใดในเชิงเศรษฐกิจอีกต่อไป ไม่ต่างจาก “ชนชั้นไร้ประโยชน์” ตามคำพูดของคุณ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens

 

ทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับคุณ?

โลกจะเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปี จนคุณจำไม่ได้ – ภาพ Hema Supermarket ที่ใช้ AI ในจีน

เคยอ่านหนังสือ Who Moved My Cheese? ไหมครับ เขาบอกว่าคนที่ทำสิ่งเดิมๆ ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว…มักไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก

ในยุค AI สิ่งต่างๆ รอบตัวเรา

ความสัมพันธ์

งาน

ชีวิต

ความหมายของการเป็นมนุษย์

จะถูกจัดระเบียบใหม่หมด

คุณจะเห็นตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ล้มละลาย

งานเกินครึ่งจะหายไป

มีธุรกิจรูปแบบใหม่ที่คุณนึกไม่ถึง

เกิดชนชั้นไร้ประโยชน์ที่หมดแรงจะสู้กับ AI ในงานทุกชนิด

ความเหลื่อมล้ำในระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

สถาบันทางสังคมที่จะถูกท้าทาย

และตัวคุณที่จะต้องเผชิญกับอนาคตเหล่านี้

ทั้งหมดจะเกิดภายในเวลาอีกไม่กี่ปี

การเปลี่ยนแปลง AI ครั้งใหญ่นี้ยังจะเกิดขึ้นพร้อมกับมหาอำนาจใหม่ “จีน” ที่มาท้าทาย “อเมริกา”

เราจะเห็นระเบียบโลกใหม่ที่พลิกฟ้าพลิกดิน 

เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของเรา จะถูกทำลายและสร้างใหม่

หนังสือ Built To Last พูดถึงการสร้างบริษัทที่จะยืนยงไป 100 ปี แต่การคิดแบบนั้นอาจเป็นไปได้ยากแล้วก็ได้

ในยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง ความมั่งคั่งจะย้ายไปอยู่กับคนที่มีทักษะการคิด กับคนที่มีความรู้ด้านการลงทุนให้เงินงอกเงย ถ้าคุณจะอยู่รอดในยุค AI คุณต้องเป็นอย่างน้อย 1 ในสองกลุ่มนี้ครับ

บิงโกได้สรุปขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนง่ายๆ ไว้แล้ว ซึ่งคุณสามารถตามอ่านได้เลย

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี และคิดหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

ส่วนคนที่สนใจพัฒนาทักษะของตัวเอง อ่านต่อข้างล่างได้เลยครับ

 

ทักษะที่สำคัญในยุค AI

ทักษะในโลกสมัยใหม่จะเน้นที่ “การคิดนอกกรอบ” มากขึ้น

บทความส่วนใหญ่จะบอกคุณว่าในยุค AI ทักษะที่สำคัญคืออะไรก็ตามที่หุ่นยนต์มาแทนไม่ได้ อย่างเช่น

  • ความเป็นมนุษย์
  • การเข้าใจผู้อื่น
  • ความเห็นอกเห็นใจ

ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าทักษะ Emotional Intelligence เหล่านี้หุ่นยนต์จะมาแทนไม่ได้ และจะสำคัญมากในอนาคต

แต่ถ้าคุณลองไปดูอาชีพที่พึ่งพาทักษะเหล่านี้เป็นหลัก คุณจะพบว่านักสังคมสงเคราะห์ คนทำงานบริการ พนักงานโรงแรม พี่เลี้ยงเด็ก หรือหมอนวด ต่างเป็นอาชีพที่รายได้น้อย

ส่วนใหญ่งานที่รายได้สูง จะมีการคิดวิเคราะห์ปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

แดเนียล พิงค์ พูดถึงทักษะแห่งอนาคตในหนังสือ A Whole New Mind ได้อย่างลึกซึ้ง แต่ผมมีข้อเสริมนิดนึงครับ

คุณต้องเข้าใจจุดอ่อนของ AI ก่อน นั่นคือ มันทำงานได้หลากหลายจริง แต่มันทำข้ามสายงานไม่ได้ แล้วก็คิดสร้างสรรค์ไม่เป็น ถ้าคุณตั้งโปรแกรมให้มันรักษาโรคหัวใจ มันจะงงถ้าคุณไปขอให้มันรักษาสิว หรือถ้าคุณตั้งโปรแกรมให้ AI ปลูกมันฝรั่ง คุณก็ไม่สามารถไปขอให้มัน “ปลูกเสร็จแล้วหาลูกค้าให้หน่อย”

ผมจึงสรุปทักษะสำคัญในอนาคตให้คุณดังนี้

  1. ทักษะการสรุป
  2. ทักษะการเชื่อมโยงความรู้
  3. ทักษะการขายและนำเสนอ

 

ทักษะการสรุป

คือการสกัดข้อมูลที่ไม่สำคัญออกไป เหลือแก่นเน้นๆ สำหรับทำความเข้าใจหรือใช้งานต่อ เช่น ถ้าผมบอกว่า “ผมลองเช็คราคาห้องดีสนีย์แลนด์ในจีนจากแหล่งต่างๆ ระหว่างวันที่ 2 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม คิดเป็น 7753 หยวน ส่วนราคาห้อง 5479 หยวนบนเว็บทางการของดีสนีย์ถูกจองเต็มหมดแล้ว นอกจากนี้ ดีสนีย์แลนด์ในเซี่ยงไฮ้ยังจองเต็มหมดทุกแพ็คเกจ” คุณก็สรุปได้เหลือ “ดีสนีย์แลนด์ในจีนขายดีในวันที่ 2-3 ตุลาคม”

คนที่มีทักษะการสรุปจะได้เปรียบคนอื่นมากในระยะยาว คุณจะเรียนรู้ได้เร็ว จำได้นาน และทำงานได้ดี สิ่งเหล่านี้พอสะสมไปนานๆ จะสร้างความแตกต่างอย่างมากครับ

 

ทักษะการเชื่อมโยงความรู้

ในปี 2007 สตีฟ จอบส์ เปิดตัวไอโฟนเครื่องแรก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Apple ไม่เคยผลิตโทรศัพท์มือถือแม้แต่เครื่องเดียว (เรียนรู้เทคนิคนำเสนอขั้นเทพจากสตีฟ จอบส์ ได้ทางนี้ครับ)

ตอนนั้น Apple กำลังประสบความสำเร็จจากเครื่อง iPod ซึ่งบรรจุและเล่นเพลงได้นับพันเพลง แต่แล้วสตีฟ จอบส์ ก็พบว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีหน่วยความจำดีขึ้น และบรรจุเพลงได้แทบจะไม่จำกัด

นึกภาพว่าคุณไปนั่งสวมวิญญาณสตีฟ จอบส์ สิครับ ตอนนั้คุณมีแผนกผลิตคอมพิวเตอร์ Macbook ที่ใกล้จะเจ๊ง กับ iPod ทีกำลังจะถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ

คนส่วนใหญ่ที่เผชิญสถานการณ์เดียวกัน อาจเลือกทำ iPod ให้จุเพลงได้มากขึ้น หรือยกธงขาวกลับไปทำคอมพิวเตอร์ต่อ แต่สตีฟ จอบส์ เชื่อมโยงสิ่งที่มีแล้วนำมาสร้างเป็น iPhone เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ

ผลของไอเดียในคราวนั้น ได้สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าล้านล้านขึ้นมาทั้งระบบ และส่งให้บริษัท Apple กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก

 

ทักษะการขายและนำเสนอ

ในอนาคต ทุกคนคือนักขาย ทุกคนต้องนำเสนอเป็น ไม่อย่างนั้นถึงคุณจะมีไอเดียดีๆ คนอื่นก็ไม่สนใจ ไอเดียของคุณจะถูกแช่แข็งค้างไว้อย่างน่าเสียดาย

ยิ่งคุณทำให้คนพูดถึงตัวคุณหรือสินค้าของคุณแบบ “ไวรัล” ได้ คุณยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง (ดูสรุปหนังสือ The Tipping Point เพื่อเรียนรู้วิธีจุดกระแสไวรัลให้ดังระเบิด)

ไม่มีใครขายเก่งตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา ทักษะการขายก็เหมือนทักษะอื่นๆ มันเกิดจากนิสัยเล็กๆ ที่คุณหมั่นทำทุกวัน จนสะสมทำให้คุณกลายเป็นคนที่น่าคบหาและพูดเก่งเหมือนเข้าไปอยู่ในใจคน โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอีกต่อไป

 

หนังสือดีๆ ที่จะเสริมทักษะแห่งอนาคตให้คุณ

หนังสือ AI Superpowers ฉบับไทย

ถ้าคุณอยากรู้จัก AI แบบเต็มปากเต็มคำ ผมขอแนะนำหนังสือ AI Superpowers ที่เขียนโดยหลี่ไคฟู

เล่มนี้เขาเขียนให้ทุกคนอ่านได้ คุณไม่ต้องรู้จัก AI มาก่อนก็ยังอ่านสนุก และคนเขียนเคยเป็นผู้บริหารใหญ่ทั้ง Google, Apple, Microsoft ดังนั้นรับประกันว่าสนุก เข้มข้น และลึกซึ้งครับ

อย่าถูกหลอกด้วยหน้าปกสุดแสนน่ารัก หนังสือ 5 ทักษะการคิดฉบับญี่ปุ่นเต็มไปด้วยเนื้อหาอันเข้มข้น ซึ่งเขียนโดยโปรแกรมเมอร์ญี่ปุ่นชั้นเซียน

หนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยน “ความคิด” ของคุณให้พัฒนาไปอีกขั้น คุณจะทำงานได้ดี มีวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล คิดนอกกรอบ และพัฒนาตัวเองได้เร็ว จนคนรอบข้างประหลาดใจ

ถ้าคุณคิดว่าเรียนจบปริญญาตรีอายุ 22 แล้วคุณไม่ต้องเรียนรู้อะไรอีก คุณอาจไม่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้

แต่ถ้าคุณคิดว่าคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต หนังสือ เรียนอะไรก็รู้เรื่อง แค่สรุปได้ใน 20 คำ จะสอนให้คุณเรียนรู้ได้เร็วขึ้น 10 เท่า และจำสิ่งที่อ่านหรือฟังได้อย่างแม่นยำ คุณจะได้เทคนิคดีๆ ในการสรุปทุกสิ่งที่คุณเรียนรู้ อ่าน หรือฟังใน 20 คำ เทคนิคนี้เริ่มต้นใช้กันในโตโยต้า และคนเขียนนำมาพัฒนาต่อจนโด่งดังในญี่ปุ่น

เราหลายคนถูกสอนมาให้ “เก่งทางเดียว” แล้วเก่งด้านนั้นให้สุดทางไปเลย

วิธีคิดแบบนี้ใช้ได้ผลในสมัยก่อนที่คนเก่งมีน้อย แต่โลกเรากำลังเปลี่ยนไป สมัยนี้คนเก่งเกลื่อนจนแทบจะเดินชนกัน ต่อให้คุณทำอะไรได้ ก็จะมีอีกเป็นหมื่นคนและ AI ที่ทำได้เหมือนคุณ

หนังสือวิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด จะสอนให้คุณเป็น “ซูเปอร์เป็ด” ที่เก่งรอบด้าน และสามารถนำทักษะที่หลากหลายมาใช้ ให้ก้าวหน้าในงาน ชีวิต และธุรกิจ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *