สรุปหนังสือ Who Moved My Cheese บทเรียนจากหนังสือเก่าที่ไม่เก่า

และแล้วก็มาถึงบทความสรุปหนังสือที่มีชื่อเรื่องอินดี้มากๆ อย่าง “Who moved my cheese” หรือในฉบับภาษาไทยว่า “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป”

ผมเชื่อว่า ถ้าคุณเห็นหนังสือเล่มนี้วางบนแผง ต้องนึกสงสัยและลองหยิบมาเปิดอ่านแน่ๆ ผมเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกในร้านหนังสือแห่งหนึ่งย่านบางแค รู้สึกประหลาดใจกับชื่อหนังสือมาก นึกว่าเป็นหนังสือนิยายที่มีเด็กน้อยบางคนหยิบมาวางผิดชั้นบนหมวดหนังสือธุรกิจพัฒนาตัวเอง พอเปิดอ่านด้านใน ต้องร้องว่า โอ้โห!! เนื้อหาทั้งสนุกและชวนติดตามมากๆ

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่มียอดขายทั่วโลกเกิน 2.5 ล้านเล่ม คนที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการมักจะนำหนังสือเล่มนี้ไปให้พนักงานอ่านอยู่บ่อยๆ เพื่อสร้างขวัญแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนไม่ว่าจะคนหนุ่ม คนแก่ คนรวย คนจนก็อ่านได้อ่านดี

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Spencer Johnson และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในหนังสือธุรกิจที่ดีสุดในโลก ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2002 แม้จะผ่านไปเกือบ 20 ปี แต่เนื้อหาข้างในไม่เก่าเลย

 

อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง จงสนุกไปกับทุกการผจญภัยในชีวิต

Who moved my cheese ไม่ได้เป็นนิทานที่เอาไว้เล่าเพื่อสร้างอารมณ์สนุกสนานให้แก่เด็กๆ เท่านั้น เนื้อเรื่องยังสอดแทรกบทเรียนชีวิตเอาไว้มากมาย ชีวิตของทุกคนต่างต้องดิ้นรน เรียนรู้ที่จะเอาชนะความกลัว จัดการช่วงผันผวนของชีวิต และไล่ตามความฝันของตัวเองกันทั้งนั้น

นิทานเรื่องนี้มีตัวละครอยู่แค่ 4 ตัว หนู 2 ตัวชื่อ Sniff กับ Scurry และคนแคระ 2 คนชื่อ Hem กับ Haw ทั้งสี่ต้องการหาเนยแข็งในเขาวงกต

who moved my cheese
ตัวละครทั้ง 4 ตัวในเรื่อง

 

การเดินทางไปตามเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็งไม่ได้เป็นแค่การหาอาหารประทังชีวิตเท่านั้น แต่เป็นการแสวงหาตัวเองและทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ผมรับรองว่า ถ้าคุณอ่านจบ คุณจะได้ข้อคิดดีๆ ติดตัวกลับไปแน่นอน

 

หนังสือ Who moved my cheese จะสอนคุณว่า…

  • คุณต้องเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตอย่างไร?
  • ทำไมการคิดแบบหนูช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า? และ
  • คุณจะเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้อย่างไร?

 

ความสำเร็จอาจทำให้ชีวิตของคุณเป็นอัมพาต

ทุกวัน หนูทั้งสองตัว Sniff และ Scurry จะใส่รองเท้าแล้ววิ่งเข้าไปในเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็งกิน ทั้งคู่ไม่ใช่พวกคิดเยอะ เลยใช้แค่สัญชาติญาณในการหาอาหาร Sniff ใช้จมูกคอยดมกลิ่นเนยและชี้ทาง ส่วน Scurry ก็จะวิ่งนำหน้าไปสำรวจทางให้ ทั้งสองใช้เวลาไปกับการวิ่งขึ้นลงในเขาวงกต ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ถ้าเจอทางตันก็ลองวิ่งหาเส้นทางใหม่

ถึงแม้ปลายทางไม่มีเนยแข็งรออยู่ Sniff และ Scurry ก็ไม่ย่อท้อ รีบหันหลังกลับและวิ่งหาเส้นทางอื่นๆ โดยไม่เสียเวลาไปกับความหงุดหงิด

ในขณะเดียวกัน สองเกลอคู่แคระ Hem และ Haw เข้าไปหาเนยแข็งในเขาวงกตเช่นกัน ภาพในหัวของพวกเขา เนยแข็งเป็นมากกว่าแค่ของกินประทังความหิว เนยแข็งเป็นเหมือนหลักประกันถึงการมีชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง ซึ่งจะนำความสุขและความสำเร็จมาให้

แน่นอนว่า คนแคระสองคนนี้มีสมองที่เหนือกว่า(หนู) เลยคิดกลยุทธ์ในการค้นหาเนยแข็งที่ซับซ้อนกว่าวิธีของหนูมากๆ พวกเขาจดจำมุมมืดของเขาวงกตและตรอกลับทุกซอกทุกมุมพร้อมกับร่างแผนที่ แม้กลยุทธ์นี้ดูเข้าท่า แต่พวกเขาก็สับสนและหลงทางในบางครั้ง เมื่อไหร่ก็ตามที่ทั้งคู่ไม่เจออะไร ก็จะหดหู่และตัดพ้อกับโลกใบนี้ว่า ทำไมพระเจ้าช่างโหดร้าย ไม่ยอมมอบ “ความสุข” ให้คนแคระบ้าง

สุดท้าย Sniff, Scurry, Hem และ Haw ก็ค้นพบเนยแข็งกองโตที่สถานี C ด้วยวิธีของตัวเอง

ในชีวิตจริง พวกเราก็มักจะทำเรื่องต่างๆ ให้มันซับซ้อนเกินความเป็นจริง วิธีการของหนูดูเหมือน “ไร้สมอง” แต่กลับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้พวกมันบรรลุเป้าหมาย

การลงมือทำโดยไม่ต้องคิดเยอะก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณประหยัดแรงและเวลามากกว่าก็ได้

 

พวกเขาทั้งสี่จะมาที่สถานี C เพื่อทานเนยแข็งทุกวัน

Sniff และ Scurry ตื่นแต่เช้าทุกวันและวิ่งเข้าไปเขาวงกตเพื่อไปทานเนยแข็งที่สถานี C ส่วน Hem และ Haw ที่ตื่นทีหลัง ค่อยๆ เดินไปยังสถานี C อย่างไม่รีบร้อน คนแคระทั้งสองเชื่อว่า สถานี C เป็นสถานที่ที่วิเศษมากๆ เนยแข็งที่นี่มีเพียงพอสำหรับทั้งคู่ไปตลอดชีวิต ถึงขนาดโยนรองเท้าวิ่งทิ้งเพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว

คนส่วนใหญ่เมื่อพบความสำเร็จหรือ “เนยแข็ง” เช่นเดียวกับ Hem และ Haw แล้วก็มักจะยึดติดกับความสำเร็จนั้นมากเกินไป จนชีวิตโคจรรอบ ๆ “เนยแข็งของตัวเอง” เท่านั้น

 

มีขึ้นก็ต้องมีลง ฉะนั้นจงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

หลายปีต่อมา สองแคระ Hem และ Haw ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง เดินมาที่สถานี C เหมือนเช่นเคย ทั้งสองต่างขมวดคิ้วทำหน้าตกใจเมื่อรู้ว่าที่สถานี C ไม่เหลือเนยแข็งให้กินอีกแล้ว

ตรงกันข้าม เจ้าหนู Sniff และ Scurry ที่วิ่งมากินเนยแข็งทุกเช้า เมื่อทั้งคู่เห็นว่าเนยแข็งที่สถานีหมดเกลี้ยง ก็ไม่ได้ตกใจเพราะสังเกตเห็นปริมาณเนยแข็งลดลงเรื่อยๆ ช้าๆ ใกล้หมดมาหลายวันแล้ว

ในโลกแห่งความจริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว ถ้าคุณตระหนักถึงเรื่องนี้ คุณจะตื่นตัวกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอและพยายามคาดเดาการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า แต่ถ้าคุณคิดว่าทุกสิ่งจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาลนาน คุณก็อาจพลาดสัญญาณแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงไป

 

สองแคระ Hem และ Haw ตื่นตระหนกกับเนยแข็งที่หายไปอย่างมาก พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่าเนยพร่องไปทีละนิด เนยบางก้อนเริ่มมีราขี้นพวกเขาก็ยังไม่รู้เรื่อง!

บางครั้ง สิ่งที่คุณยึดมั่นมักทำให้คุณยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก คุณรู้สึกว่าสมควรได้รับความสำเร็จหรือได้กินเนยแข็งชั่วชีวิตจากความพยายามอย่างหนัก เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกพรากไป คุณจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมจนกล้าปฏิเสธความเป็นจริงตรงหน้า

Hem และ Haw รู้สึกลึกๆ ว่า เนยแข็งที่สถานี C เป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนักตลอดหลายเดือน ดังนั้น เมื่อคลังเนยแข็งที่สถานี C หมดเกลี้ยง พวกเขาจึงตะโกนร้องเรียกหาความยุติธรรม โวยวายว่า ใครเอาเนยแข็งของฉันไป เพราะยอมรับความจริงไม่ได้

คุณไม่ต้องการให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพนี้หรอกครับ ดังนั้นคุณต้องเบิกตาให้กว้าง สังเกตสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้ดีๆ เตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวอยู่เสมอ ยิ่งปรับได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบความสำเร็จขั้นถัดไปได้เร็วขึ้นเท่านั้น

เมื่อเจ้าหนู Sniff และ Scurry เห็นว่า เนยแข็งที่สถานี C เริ่มร่อยหรอ พวกมันก็เริ่มเสาะหาเนยแข็งที่อื่นโดยไม่รีบเร่ง และโชคดีที่ทั้งสองพบเนยแข็งกองโตมหึมาที่สถานี N

ทางด้านสองแคระ Hem และ Haw ยังทำใจไม่ได้ ด้วยความเคยชินกับสิ่งเดิมๆ ทั้งคู่ยังคงหวนกลับไปที่สถานี C ที่มีแต่ความว่างเปล่า ความหิวเริ่มคืบคลานเข้ามาจนครอบงำจิตใจทั้งคู่ ทำให้หดหู่และอ่อนแอ

คุณควรเรียนรู้บทเรียนจากคนแคระทั้งสอง ถ้ารู้จักปล่อยวางความสำเร็จเก่าๆ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถปรับตัวและพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นเท่านั้น

 

เป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวในยามวิกฤติ

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงเมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงเหมือน Hem และ Haw?

เพราะความกลัวไงครับ ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้เราไม่กล้าการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงทำให้คุณต้องรับมือกับสถานการณ์ใหม่ๆ และต้องต่อสู้กับกฎใหม่ๆ ซึ่งนำความสับสนและท้อแท้มาให้ ความกลัวจึงเกิดขึ้น

who moved my cheese
ตราบใดที่คุณยังกลัวที่จะเดินออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ของตัวเอง สถานการณ์รอบตัวจะไม่วันดีขึ้น ได้เวลาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแล้วครับ!

 

เมื่อ Hem และ Haw ไม่เจอเนยแข็งที่สถานี C เลยจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในเขาวงกตอีกครั้งเพื่อหาอาหาร แต่ภาพความกลัวว่าจะหลงทางหรือไปโผล่ในตรอกลับที่ไม่มีทางออก ก็กัดเซาะกล้ามเนื้อต้นขาจนก้าวเดินไม่ไหว

ตราบใดที่คุณยังกลัวที่จะออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ของตัวเอง สถานการณ์จะไม่วันดีขึ้น

 

ลองนึกภาพว่า วันนึงคุณถูกแฟนทิ้งหรือได้รับบาดเจ็บจนเล่นกีฬาที่คุณชื่นชอบไม่ได้ ความสูญเสียเหล่านี้ทำลายทั้งกำลังกายและกำลังใจอย่างมาก คุณจะไม่มีทางดีขึ้นจนกว่าจะพบวิธีใหม่ในการเติมเต็มความสุขให้ชีวิตอีกครั้ง นั่นหมายความว่า คุณจำเป็นต้องมองหาสิ่งใหม่ ๆ

หลายวันผ่านไป Hem และ Haw คิดว่าเนยแข็งต้องซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในสถานี C แน่ๆ พวกเขาทุบผนังของสถานีเพื่อสำรวจว่ามีของกินซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า แต่ก็คอตกทุกครั้งเมื่อเห็นแต่ความว่างเปล่า ร่างกายของทั้งสองคนเริ่มอ่อนเพลียและอ่อนแอลง และยังคงกลัวที่จะสำรวจเส้นทางใหม่ ๆ ในเขาวงกต

จนในที่สุด Haw ก็ทนไม่ไหวกับสภาพร่างกายที่อดอยาก เลยฉุกคิดได้ว่า ตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นตัวเองต้องอดตายแน่ๆ เขาจึงตัดสินใจออกไปผจญภัยหาเส้นทางใหม่ แม้อุปสรรค ความท้อแท้ ความลำบากจะถาโถมเข้ามาเยอะเพียงใดก็ยังดีกว่านั่งรอเฉยๆ ที่สถานี C

Haw จัดการกับความกลัวได้ดี เขาสร้างกำลังใจโดยจินตนาการว่า ตัวเองนั่งอยู่บนกองเนยแข็งรูปสามเหลี่ยมที่เขาโปรดปราน ยิ่งจินตนาการก็ยิ่งมีแรงมากขึ้น

who moved my cheese
“เนยแข็ง” ในนิทานเรื่องนี้หมายถึง “โอกาส” ในชีวิตเรานั่นเองครับ อย่าหยุดที่จะไขว่คว้ามันมาถ้าคุณยังมีแรง

 

 

จริงๆ แล้ว การนึกภาพเป้าหมายของตัวเองให้ชัดถึงรายละเอียดจะช่วยเพิ่มความมุ่งมั่นให้คุณวิ่งสู่เป้าหมายเร็วขึ้น ดังนั้น ในเวลาที่คุณพบว่าตัวเองจมอยู่กับอุปสรรคจนไม่สามารถควบคุมความกลัวได้ ก็ให้นึกถึงเป้าหมายของตัวเองให้ดี สิ่งนี้จะช่วยเติมไฟและมอบพลังให้คุณก้าวไปข้างหน้า

 

จงกล้าที่จะก้าวไปในทิศทางใหม่ แล้วสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น

หลังจากที่ Haw ตัดสินใจออกตามหาเนยแข็งก็ชักชวน Hem ให้ไปด้วย แต่ Hem ไม่ไป เขายังคงนั่งอยู่ในสถานี C อันเวิ้งว้าง ยังคงโกรธแค้นและอ่อนแอเกินกว่าที่จะก้าวออกไปหาเนยแข็ง

พอ Haw เริ่มออกสำรวจ ก็ชำนาญเส้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ในโลกแห่งความจริง เมื่อคุณก้าวไปในทิศทางใหม่ คุณจะเริ่มเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้วิธีรับมือกับมัน หากเอาชนะความกลัวได้ในครั้งแรก ครั้งต่อไปที่คุณต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง คุณจะมีความมั่นใจในการก้าวต่อไปอีกครั้ง ความกลัวจะทำอะไรคุณไม่ได้เช่นครั้งก่อน

who moved my cheese
ขอเพียงก้าวแรกเท่านั้นครับ แล้วจากนั้นความกลัวก็จะทำร้ายคุณไม่ได้อีกต่อไป

 

Haw กล้าที่จะเดินต่อไป แม้ว่าเขาจะอยู่ตามลำพังและยังกลัวในตอนเริ่ม แต่เขารู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้นแม้เจอเนยแข็งเพียงไม่กี่ชิ้น ชีวิตเริ่มดีขึ้น ความกลัวเริ่มจางหายไปจากจิตใจ พละกำลังและความมั่นใจของ Haw เริ่มฟื้นคืนกลับมา เขาสำรวจเขาวงกตด้วยความหวังที่เปี่ยมล้นจนกระทั่งพบเนยแข็งกองมหึมาที่สถานี N ซึ่งเป็นที่ที่ Sniff และ Scurry นั่งอยู่มาโดยตลอด

ในชีวิตจริง เมื่อคุณเริ่มก้าวเท่ากับว่าโอกาสที่สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นมีมากขึ้น แน่นอนบางครั้งสถานการณ์ใหม่อาจจบลงด้วยความล้มเหลว แต่อย่าท้อ อย่าหงุดหงิด! ยังมีเนยแข็งก้อนใหม่ๆ รอคุณอยู่เสมอ

“เนยแข็ง” ก้อนใหม่ของคุณอาจกลายเป็นเพื่อนใหม่ งานใหม่ หรือแม้แต่วิธีจัดการกับปัญหาใหม่ๆ ในธุรกิจ สิ่งที่คุณต้องทำคือ ก้าวออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ของตัวเองและเริ่มออกเดินทาง

ความกลัวที่สะสมในจิตใจนั้นเผาผลาญพละกำลังของเรามากกว่าอุปสรรคที่กำลังจะเจอในสถานการณ์ใหม่ๆ เสียอีก!

 

นำบทเรียนจากนิทานเรื่องนี้ไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง

คุณสามารถนำบทเรียนจากนิทานเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจและชีวิตของคุณให้เกิดประโยชน์ได้

ลองนำเรื่องราวของ Hem, Haw, Sniff และ Scurry ไปแบ่งปันให้ทีมของคุณฟัง พวกเขาอาจจะเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ และมองปัญหาในมุมที่ต่างออกไป ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร

หากคุณเป็นหัวหน้า คุณยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกน้องด้วยการให้พวกเขาระบุตัวละครที่ใกล้เคียงกับตัวเอง เช่น คนที่รู้สึกว่ามีความใกล้เคียงกับหนู Sniff และ Scurry จะเป็นกำลังหลักขององค์กรในช่วงที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้

คนที่มีคาแรกเตอร์คล้ายกับหนู Sniff จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่เก่งกาจ พวกเขาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ได้ก่อนใคร ซึ่งช่วยให้คาดเดาการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมา พวก Sniff สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือกลยุทธ์การแข่งขัน และพร้อมที่จะพัฒนา (เปลี่ยน) วิสัยทัศน์ของบริษัทด้วย

คนแบบหนู Scurry จะชอบทำสิ่งต่างๆ ให้เสร็จสิ้น คนเหล่านี้ควรได้รับการส่งเสริมให้ทำงานตามวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กรในช่วงต้น

ส่วนคนที่เป็นแบบ Haw จะรู้สึกไม่ปลอดภัยในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในองค์กรได้ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับความกลัวจนกลายเป็น Hem คุณในฐานะหัวหน้าองค์กรต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อแสดงให้คนประเภทนี้เห็นถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

เรื่องราวของคนแคระกับหนูยังไม่จบนะครับ อย่าเพิ่งหนีไปไหน 🙂

ลองมาดูตอนจบของนิทานเรื่องนี้กัน…

หลังจากที่ Haw พบกองเนยแข็งแหล่งใหม่แล้วก็นำเนยแข็งส่วนหนึ่งมาฝาก Hem ให้ลองชิม พร้อมกับชักชวนให้ไปสถานี N แต่ Hem ปฏิเสธและบอกว่า เขาชอบเนยแข็งแบบเก่ามากกว่าและจะไม่ยอมออกไปไหนจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ

แม้ว่าสถานี N จะมีเนยแข็งมากมาย Haw ก็ยังคงสำรวจเขาวงกตเพิ่มเติมเพื่อหาแหล่งเนยแข็งที่อื่นๆ

อันที่จริง สิ่งที่ใช้ได้ผลในวันนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในวันพรุ่งนี้ เมื่อสภาพเศรษฐกิจและตลาดเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจของคุณก็จำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน ไม่งั้นคุณถูกทิ้งไว้ข้างหลังแน่ๆ

คอยจับตาดูโอกาสใหม่ที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ แม้ทุกอย่างจะกำลังเป็นไปด้วยดีก็ตาม

 

สรุปส่งท้ายก่อนวางหนังสือ Who Moved My Cheese

หากใครได้ชมภาพยนตร์ The Shawshank Redemption จะเห็นความน่ากลัวของการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างชัดเจน บรู๊กส์ ผู้ที่อาวุโสที่สุดและติดคุกนานกว่า 50 ปีจนกลายเป็นคนยึดติดกับสถาบัน (คุก) เสียแล้ว หลังจากที่บรู๊กส์ได้รับการปล่อยตัวสู่โลกภายนอก สิ่งรอบตัวไวขึ้นจนน่าตกใจ น่าเศร้าที่สุดท้ายบรู๊กส์คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับโลกใบนี้อีกแล้ว

who moved my cheese
The Shawshank Redemption หนังดราม่าในตำนาน อย่าลืมไปหาดูกันนะครับ

 

แน่นอนว่าปัจจุบันโลกของเราไม่ได้หน้าตาเหมือนกับโลกเมื่อ 10 ปีก่อน ผมเห็นผู้ใหญ่หลายท่านที่ไม่อยากรับรู้ความจริงในโลกปัจจุบัน แต่สุดท้าย ไม่ช้าก็เร็ว ผู้ใหญ่เหล่านี้ก็ต้านทานการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ไหวเพราะไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เลยปรับตัวและหันมามองกระแสการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

แล้วคุณล่ะ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไร?

who moved my cheese tie in

หนังสือเล่มอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้ Who Moved My Cheese

  • ในปี 2018 Spencer ออกหนังสือเล่มใหม่อย่าง Out of the Maze หนังสือภาคต่อจาก Who Moved My Cheese ถ้าคุณอยากรู้ว่าเจ้าหนู Hem และ Haw จะเจอกับสถานการณ์อะไรบ้าง ลองหาอ่านกันได้เลยนะครับ
  • ถ้าคุณมีเป้าหมายใหญ่ที่อยากพิชิตให้ได้ สนพ.บิงโกขอแนะนำเทคนิคการบริหารชื่อดังเพื่อทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จซึ่งได้รับการยอมรับจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง “OKR” “อยากสำเร็จต้องโฟกัส ด้วยแนวคิด OKR”คุณสามารถอ่านเทคนิคการบริหารนี้เพิ่มเติมได้จากหนังสือเรื่อง
  • หนังสืออีกเล่มที่สอนให้คุณรู้จักเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือ Only the Paranoid Survive ที่เขียนโดยแอนดี โกรฟ อดีต CEO ระดับตำนานของบริษัท Intel ซึ่งสนพ.บิงโกได้ทำสรุปข้อคิดดีๆ จากหนังสือเล่มนี้ไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วครับ
  • The Greatest Salesman in the World เป็นหนังสือเก่าอีกเล่มที่เนื้อหาไม่เคยเก่าเลย หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องผ่านเด็กเลี้ยงอูฐผู้ต่ำต้อยนามว่า ฮาฟิด ซึ่งผู้เขียนได้สอดแทรก “เทคนิคการเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จ” เอาไว้ได้อย่างลงตัว
  • ถ้าคุณสนใจหนังสือเกี่ยวกับการบริหารเวลา สนพ.บิงโกขอแนะนำหนังสือของ Kevin Kruse “แค่ใช้เวลาเป็น ไม่ต้องเก่ง ก็ไปได้ไกลกว่า” ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมเคล็ดลับการบริหารเวลาระดับเทพจากมหาเศรษฐี นักกีฬาโอลิมปิก และนักธุรกิจชั้นนำกว่า 200 คนในเล่มเดียว

 

9 thoughts on “สรุปหนังสือ Who Moved My Cheese บทเรียนจากหนังสือเก่าที่ไม่เก่า

  1. Pingback: สรุปหนังสือ Shoe Dog: ไนกี้ จากรองเท้าห้องแถวสู่ธุรกิจ 3 ล้านล้าน

  2. Pingback: สรุปหนังสือ Emotional Intelligence: รู้แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จกว่าคน IQ 180

  3. Pingback: กฎ 10 ข้อของ Sam Walton เจ้าของวอลมาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  4. กรวิกา สุวรรณจินดา says:

    ชอบอ่านมากคะ สรุปได้ดีมากเห็นภาพชัดเจน พี่อยู่วงการประกันชีวิต อายุ64ปี ต้องปรับตัวอยู่ตลอดคะ

  5. Pingback: สรุปหนังสือ Permission Marketing ขายออนไลน์แล้วทำไมยังเจ๊ง - สำนักพิมพ์บิงโก

  6. Pingback: สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก