9 เทรนด์เทคโนโลยี ที่กำลังจะมาเปลี่ยนชีวิตคุณในปี 2020

ปีใหม่ 2020 เท่ากับว่าเราเริ่มทศวรรษใหม่กันแล้ว (แอดก็นึกว่าเริ่ม 2021 แต่ว่าตามเขา) โลกเทคโนโลยีก็ดูจะยิ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการทำงาน ท่องเที่ยว เดินทาง สุขภาพ พบปะ พูดคุย และอื่นๆ อีกมาก

แต่ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีทุกตัวจะคงอยู่ตลอดไป บางตัวก็มาแรงจนแหกโค้งแล้วก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา (ใครรู้จัก MySpace บ้างเอ่ย?) แต่เทคโนโลยีบางตัวก็เข้ามาฝังรากลึกและมีอิทธิพลต่อเราอย่างมาก เช่น “อินเทอร์เน็ต” ที่คุณผู้อ่านใช้เพื่อเปิดอ่านบทความของเราอยู่ ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนโลกของเราและวิถีการใช้ชีวิตของเราไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเทรนด์เทคโนโลยีทั้ง 9 ที่น่าจับตามองในปี 2020 ได้แก่

  1. Big Data
  2. IoT (อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง)
  3. คอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
  4. AI (ปัญญาประดิษฐ์)
  5. หุ่นยนต์
  6. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ
  7. วิธีสั่งงานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ๆ
  8. บล็อคเชน
  9. แพลตฟอร์ม

 

1. Big Data

ใครที่ติดตามบทความของสำนักพิมพ์บิงโก คงจะอ่านบทความเกี่ยวกับ Big Data กันไปจนจุใจแล้ว แต่สำหรับท่านที่พลาดก็ไปติดตามกันได้ที่ Big Data คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับชีวิตเรา? ส่วนในบทความนี้เราก็จะพูดเป็นออเดิร์ฟให้พอหายอยาก

Big Data หมายถึง ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เราผลิตออกมาบนโลกยุคดิจิตอล รวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์และรวบรวมความเข้าใจเชิงลึกจากข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด Big Data นั้นเรียกได้ว่า big สมชื่อ เมื่อมันทั้งเยอะและใหญ่จนโปรแกรมสามัญประจำบ้านอย่าง Microsoft Excel ไม่สามารถคำนวณได้

กระนั้น Big Data ก็ยังมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ของเราเป็นอย่างมาก ทั้งตอนที่คุณแชทหาเพื่อนผ่านไลน์ คุยกับ Siri แชร์ภาพลงอินสตาแกรม ช้อปปิ้งผ่านลาซาด้า สั่งให้สมาร์ทวอชนับจำนวนก้าวที่คุณเดินในแต่ละวัน ทุกกิจกรรมที่เราทำถือว่าเป็น Big Data ทั้งหมด แล้วองค์กรต่างๆ ก็จะเก็บข้อมูลจากกิจกรรมของเราเหล่านี้แหละ ไปพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับเรา

อย่างในทางการแพทย์เองก็นำ Big Data มาช่วยเหลือชีวิตคนไข้ เช่น การจัดเก็บข้อมูลทางการแพทย์ (เวชระเบียน) รูปภาพสแกน เอ็กซ์เรย์ ฯลฯ จะช่วยให้แพทย์พบสัญญาณโรคต่างๆ ได้ไวขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายที่ต้องแข่งกับเวลา เช่น โรคมะเร็ง ทำให้อัตราผู้รอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

big data walmart ai
ผู้คนจับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตเก็บ Big Data จากคนใช้บริการได้มาก (ขอบคุณภาพจาก Walmart)

2. IoT (อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง)

IoT (Internet of Things) หรือแปลเป็นไทยว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หมายถึง การเอาทุกสิ่งอย่างบนโลกมาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้หมด ข้าวของเครื่องใช้หลายชิ้นในอนาคตของคุณจะ “สมาร์ท” ขึ้น อย่างสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี สมาร์ทวอชเราก็มีกันมาแล้ว ตอนนี้หลายครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ตู้เย็นอัจฉริยะกันแล้วด้วย แต่อนาคตเราจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น แม้แต่เสื่อโยคะของคุณก็จะสมาร์ทด้วย พอเวลาคุณออกกำลังกาย มันก็จะบอกคุณได้ว่าคุณทิ้งน้ำหนักได้พอดีทั้งสองแขนไหม หรือทำท่าทางถูกต้องหรือเปล่า

IoT เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนของข้อมูลเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ว่าสิ่งของที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 แสน 5 หมื่นล้านชิ้นในปี 2020 ในขณะที่ Intel บอกว่า 2 ล้านล้านชิ้น (เท่ากับมนุษย์ทุกคนบนโลกจะมีสิ่งของอัจฉริยะใช้คนละ 26 ชิ้น!)

ai smartmat yoga iot
เสื่อโยคะอัจฉริยะชิ้นแรกของโลกชื่อว่า SmartMat (ขอบคุณภาพจาก dcrainmaker)

3. คอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่า

การเพิ่มพูนอย่างมหาศาลของข้อมูลเอย ข้าวของเครื่องใช้ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอย ทั้งหมดนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ จริงอยู่ที่เราใช้แฟ้มเก็บข้อมูลกันมานานก่อนจะมีคอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้เราจัดการข้อมูลพวกนั้นได้เยอะขึ้น เร็วขึ้น และสะดวกมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพราะคอมพิวเตอร์

และคอมพิวเตอร์ที่ว่านี่แอดไม่ได้หมายถึง PC ตั้งโต๊ะอย่างเดียวนะคะ แต่หมายรวมถึงคอมพิวเตอร์ในมือคุณด้วย หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ระบบการประมวลผลจึงจะทำงานได้ ซึ่งตอนนี้สมาร์ทโฟนที่ว่าก็มีพลังในการคำนวณพอๆ กับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของกองทัพเมื่อ 50 กว่าปีก่อนที่ขนาดใหญ่มโหฬารคับห้อง ทำให้คำของกอร์ดอน มัวร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ที่บอกไว้ตั้งแต่ปี 1975 ว่า “คอมพิวเตอร์จะฉลาดขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 2 ปี” นั้นใกล้ความเป็นจริงเข้าไปทุกที

smartphones computer ai
สมาร์ทโฟนก็คือคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ดีๆ นี่เอง (ขอบคุณภาพจาก Dignited)

4. AI (ปัญญาประดิษฐ์)

ถ้าพูดถึง AI หลายคนคงจะร้องอ๋อ เพราะ AI ไม่ได้เพิ่งเกิดมาเมื่อปีสองปีนี่ แต่สำหรับคนที่ไม่ทราบ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ก็คือคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเลียนแบบมนุษย์นั่นเองค่ะ แต่มนุษย์ในที่นี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องรูปร่างเหมือนมนุษย์เท่านั้น อย่าง Alexa ในเครื่องมือทรงกระบอกนั่นก็เป็น AI ตัวนึง (รูปประกอบด้านล่าง) ซึ่งคุณสามารถพูดโต้ตอบด้วยได้เหมือนมนุษย์

Alexa ยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่ถ้า Big Data เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เธอก็จะฉลาดขึ้น เพราะ AI ทุกตัวทำงานได้ด้วยคลังข้อมูลมหาศาลที่เราผลิตออกมาในทุกๆ วินาที เหมือนสมองของมนุษย์ที่ฉลาดมากขึ้นเพราะได้เรียนรู้มากขึ้น AI ก็เรียนรู้จากข้อมูลเช่นกัน

AI ทำให้คอมพิวเตอร์มองเห็น (ไอโฟนล็อคอินด้วยการสแกนหน้า), อ่าน (ทวิตเตอร์สามารถดักจับข้อความที่ไม่เหมาะสมได้), ฟัง (คุณพ่อถาม Alexa ว่า “ภูเขาเอเวอเรสต์สูงเท่าไหร่?”) และโต้ตอบ (“ภูเขาเอเวอเรสต์สูง 8,848 เมตร”) ทั้งหมดนี้คือความเฉลียวฉลาดของ AI ที่ในอนาคตก็จะยังพัฒนาอีกเรื่อยๆ

amazon alexa ai
Amazon Echo ที่มี AI ชื่อ Alexa อยู่ เป็นผลิตภัณฑ์จาก Amazon วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2014 (ขอบคุณภาพจาก owenkelly)

5. หุ่นยนต์

Automation หรือแปลง่ายๆ ว่าหุ่นยนต์ คือ เครื่องจักรที่มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำงาน ทำให้เครื่องสามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ เราอาจนำหุ่นยนต์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการผลิตหรือทั้งระบบเลยก็ได้ เทคโนโลยีในข้อนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะมาแทนที่มนุษย์ไวที่สุดและมากที่สุด โดยงานที่มีลักษณะของหนึ่งใน 4D คืองานที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

  1. Dull (น่าเบื่อ) งานที่น่าเบื่อ ซ้ำๆ ซากๆ งานรูทีน หุ่นยนต์จะทำงานพวกนี้ได้โดยไม่เหนื่อย ไม่เบื่อ ไม่บ่น และไม่มีวันหมดสมาธิ
  2. Dirty (สกปรก) งานสกปรกอย่างงานจัดการระบบท่อระบายน้ำอาจทำมนุษย์รู้สึกไม่ค่อยพึงใจเท่าไหร่นัก แต่หุ่นยนต์ไม่มีความรู้สึกแบบนั้น
  3. Dangerous (อันตราย) งานเสี่ยงตายมนุษย์คนไหนก็ไม่อยากทำถ้าค่าแรงไม่สมน้ำสมเนื้อ หรือแม้จะสมน้ำสมเนื้อบางคนก็ยังเมินหนี แต่หุ่นยนต์ไม่สนเรื่องเงินเดือน ตอนนี้บางพื้นที่ก็ใช้หุ่นยนต์ตรวจหาระเบิดกันแล้ว เห็นทีหุ่นยนต์ robo-cop น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
  4. Dear (เป็นเพื่อน) ในอนาคต สังคมมนุษย์จะกลายเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุเยอะขึ้น แต่ในเมื่อลูกหลานยังต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แล้วใครจะมาคอยดูแลและคลายเหงาให้กับคุณตาคุณยายกันล่ะ? หุ่นยนต์คือหนึ่งในคำตอบนั้น
ai kiva amazon
หุ่นยนต์เคลื่อนย้ายสินค้าของ Amazon ชื่อว่า Kiva Robots (ขอบคุณภาพจาก Machine Design)

6. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ถ้าโรงงานใหญ่ๆ ใช้หุ่นยนต์มาช่วยในการทำงาน แล้วโรงงานหรืออุตสาหกรรมเล็กๆ ล่ะ? เครื่องพิมพ์ 3 มิติช่วยคุณได้ อันที่จริงเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี่แหละที่กำลังมาเปลี่ยนแปลงหลายๆ อุตสาหกรรมเลยทีเดียว อย่างยาตัวแรกที่ถูกผลิตขึ้นโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติก็ได้รับการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา) เมื่อปี 2015 แล้วว่าบริโภคได้จริง

กระทั่ง “เนื้อเยื่อของมนุษย์” ก็ถูกพิมพ์เป็น 3 มิติขึ้นมาได้สำเร็จแล้วเช่นกัน เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของเราในอีกหลายแง่มุม ตั้งแต่สินค้าที่เราซื้อ ฟันปลอมที่เราใส่ บ้านที่เราอยู่ ไปจนถึงอาหารที่เราทาน

แม้แต่ช็อกโกแลตก็ถูกผลิตขึ้นมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วนะคะ อย่างบริษัทผลิตช็อกโกแลตเฮอร์ชีในอเมริกาก็ได้ร่วมมือกับบริษัทผลิตและจัดจำหน่าย 3D Systems ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่คุณสามารถเลือกดีไซน์ รส สี ขนาดได้เองหมดเลย ถ้าธุรกิจของคุณเกี่ยวข้องกับการผลิต เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นเทรนด์ที่พลาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ

hershey's 3d printing
หน้าตาเครื่องพิมพ์ช็อกโกแลต 3 มิติของ Hershey’s (ขอบคุณภาพจาก @benwood)

7. วิธีสั่งงานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ๆ

วิธีการสั่งงานคอมพิวเตอร์ของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี่ และก็จะยังคงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากตอนแรกที่เราใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ/คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พิมพ์บนแป้นคีย์บอร์ด คลิกเมาส์ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นสัมผัสบนหน้าจอสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ต แถมบางบ้านก็ยังมีเครื่องใช้ในครัวเรือนระบบสัมผัสอีก (ตู้เย็น หม้อหุงข้าว ฯลฯ) และล่าสุดคือการสั่งงานด้วยเสียงบนเครื่องมือหลากชนิด แน่นอนว่าไอโฟนกับไอแพดของเรามี Siri แต่เดี๋ยวนี้ทีวี รีโมตทีวี เครื่องดูดฝุ่น และแม้แต่หลอดไฟก็สั่งงานด้วยเสียงได้แล้วเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2020 กว่าครึ่งของการค้นหาจะมาจากการสั่งงานด้วยเสียง หลากหลายวิธีการสั่งงานคอมพิวเตอร์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องของ VR (ความจริงเสมือน) และ AR (ความจริงเติมแต่ง) อีก แต่พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้คงไม่พอใส่รายละเอียดทั้งหมด เพราะงั้นแอดจะขอยกไปไว้อีกบทความหนึ่งเพื่อเจาะลึกเกี่ยวกับวิธีสั่งงานคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว อย่าลืมกดสมัครสมาชิกด้านล่าง จะได้ไม่พลาดเวลามีบทความใหม่ๆ จากบิงโกนะคะ

 

 

siri apple ai
Siri ก็ถือว่าเป็นวิธีสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยเสียงที่ล้ำกว่าเมื่อก่อนมาก (ขอบคุณภาพจาก Cult of Mac)

8. บล็อคเชน

บล็อคเชน (Blockchain) เป็นศัพท์ที่แพร่หลายในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสกุลเงินออนไลน์ คุณผู้อ่านหลายคนก็คงเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ บล็อคเชนคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้บุคคลหรือบริษัททำธุรกรรมออนไลน์ใดๆ ก็ตามได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง

ธุรกรรมที่ใช้บล็อคเชนจะมีความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งต่างจากการทำธุรกรรมผ่านคนกลาง เช่น ธนาคาร เวลาเราโอนเงิน ถอนเงิน ฝากเงิน เราก็ต้องพึ่งพาธนาคารที่เป็นตัวกลางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งระบบของธนาคารจะทำงานรูปแบบไหน จะล่มเมื่อไหร่ เราก็ไม่อาจรู้ได้เลย แถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง ตอนหลังจึงมีคนคิดค้นระบบบล็อคเชนขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

บุคคลหรือบริษัทที่ใช้ระบบบล็อคเชนจะถือ “สมุดเดินบัญชีสาธารณะ” (Public Ledger) คนละเล่ม ข้อมูลทุกอย่างจึงเป็นสาธารณะทั้งหมด ถ้าเกิดมีใครทำธุรกรรมหนึ่งขึ้น ทุกคนในวงนั้นก็จะช่วยกันตรวจสอบสมุดในมือตัวเองและยืนยันว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นพ้อง ธุรกรรมนั้นๆ จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

บล็อคเชนน่าจะใช้เวลาอีกนานจนกว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนใช้กันแพร่หลาย แต่คุยกันมาถึงตรงนี้ แอดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าบล็อคเชนจะเกิดบูมขึ้นมาในปี 2020 ก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่

bitcoin ai blockchain
สกุลเงินออนไลน์อันโด่งดัง Bitcoin ก็ใช้บล็อคเชนในการแลกเปลี่ยนกัน (ขอบคุณภาพจาก CoinDesk)

9. แพลตฟอร์ม

ในที่สุดก็มาถึงเทรนด์สุดท้าย แพลตฟอร์ม (Platform) ซึ่งน่าจะเป็นเทรนด์ที่ใช้ประโยชน์จากทุกเทรนด์ที่เราพูดถึงกันไปแล้วมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Big Data, ข้าวของอัจฉริยะ, คอมพิวเตอร์แรงๆ, AI, หุ่นยนต์ ฯลฯ แล้วแพลตฟอร์มในหัวข้อนี้คืออะไร?

แพลตฟอร์มเป็นเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อถึงกันได้ เพื่อทำการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือข้อมูลต่างๆ (การแชทหากันก็ใช่) ความแตกต่างระหว่างโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมและโมเดลธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม เปรียบได้กับแท็กซี่และอูเบอร์ (หรือ Grab ในบ้านเรา) แท็กซี่เป็นธุรกิจที่พึ่งพารถ (ซึ่งต้องมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอด) และลูกจ้างที่ขับรถ ในขณะที่อูเบอร์หรือ Grab ใช้ประโยชน์จากพลังมวลชน รวมคนที่มีรถแล้วอยากได้เงิน กับคนที่อยากขึ้นรถไปตามสถานที่ต่างๆ มาไว้ที่เดียวกันบนแพลตฟอร์ม ให้ความสะดวกแก่คนทั้งสองกลุ่ม

แพลตฟอร์มเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจอย่าง Airbnb ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน รวมถึงเจ้าเก่าอย่าง Facebook และ Twitter ก็ใช้แพลตฟอร์มในการทำธุรกิจเช่นกัน และตอนนี้ธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือ SME ก็หันมาใช้แพลตฟอร์มกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง อย่างร้านกาแฟข้างบ้านคุณที่มีเพจเฟซบุ๊กก็ใช่ด้วยเหมือนกัน

platform mobile app ai
แอพมือถือ เว็บไซต์ที่ผู้คนสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มทั้งหมด (ขอบคุณภาพจาก people)

บทสรุป

เทรนด์แห่งเทคโนโลยีที่เราพูดถึงกันมาทั้ง 9 เทรนด์ในบทความนี้ คงจะมาแทนที่เราในไม่ช้า โดยเฉพาะในกรณีของข้อ 5 หรือหุ่นยนต์ และบางเทรนด์ก็ทำเอาเราขวัญผวาไปตามๆ กัน โดยเฉพาะ AI ที่หนังไซไฟต่างก็ประโคมว่า AI จะครองโลกอนาคต แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว แอดก็ยังคิดว่าเราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพวกนี้มากกว่าเสีย คนที่กลัว AI หรือ Big Data ก็ยังใช้ประโยชน์จากพวกมันเพื่อตรวจหามะเร็งได้

และสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ก็สามารถนำเทรนด์เหล่านี้ไปใช้เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้นได้ (Big Data) เปลี่ยนการใช้ชีวิตพวกเขาให้สะดวกสบายขึ้น (คอมพิวเตอร์แรงๆ, AI, IoT, วิธีสั่งงานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่, แพลตฟอร์ม) ผลิตสินค้าที่มีความน่าสนใจมากขึ้น (เครื่องพิมพ์ 3มิติ) รวดเร็วขึ้น (หุ่นยนต์) และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (บล็อคเชน) ถ้าเทรนด์เหล่านี้ทำให้คุณตกงานได้ แอดว่าพวกมันก็น่าจะสร้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาได้เช่นกัน และที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะปรับตัวทันต่อคลื่นแห่งเทคโนโลยีหรือไม่ก็เท่านั้นเอง

 

บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

จากทั้ง 9 เทรนด์ที่เล่ามาทั้งหมด Big Data เป็นหัวข้อหนึ่งที่แอดได้เขียนถึงอย่างละเอียดไปแล้ว รวมถึงบทความที่เป็นกรณีศึกษาให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Big Data ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นด้วย ดังต่อไปนี้

 

แหล่งศึกษาเพิ่มเติม

 

4 thoughts on “9 เทรนด์เทคโนโลยี ที่กำลังจะมาเปลี่ยนชีวิตคุณในปี 2020

  1. Pingback: Netflix กลายเป็นผู้นำเรื่องการใช้ Big Data ได้อย่างไร? - สำนักพิมพ์บิงโก

  2. Pingback: Big Data คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับชีวิตเรา? - สำนักพิมพ์บิงโก

  3. Pingback: Walmart ใช้ Big Data จนขึ้นแท่นเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างไร?

  4. Pingback: สรุปหนังสือ Tribes เป็นหัวหน้าเผ่าในโลกสมัยใหม่ - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *