สรุปหนังสือ Outliers ตีแผ่ทุกแง่มุมของ “ความสำเร็จ” ที่คุณไม่เคยรู้ที่ไหนมาก่อน

ถ้าคุณเผลอคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะครับ ผมเชื่อว่าคุณคือแฟนคลับ Blog ของสำนักพิมพ์บิงโกและปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน แม้ว่าคุณเคยอ่านชีวประวัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับตำนานมาหลายรอบ แต่ผมกล้าฟันธงว่า “ถ้ายังอ่าน Outlier ไม่จบ แสดงว่าคุณเข้าใจคำว่า ‘ความสำเร็จ’ เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ”

Malcolm Gladwell ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ตีแผ่ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของบุคคลที่ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน รวมถึงหยิบยกเรื่องราวและข้อเท็จที่ถูกเก็บงำมาเปิดเผยให้คุณรับรู้

  • ความลับเบื้องหลังเจ้าพ่อซอฟท์แวร์อย่างบิล เกตส์ คืออะไร?
  • ซุปเปอร์สตาร์ฮ็อกกี้น้ำแข็งพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
  • ทำไมคนเอเชียถึงเก่งคณิตศาสตร์กว่าคนอเมริกัน?
  • ทำไมวง The Beatles จึงประสบความสำเร็จจนเป็นที่จดจำจนถึงปัจจุบัน?

 

โปรดมอบให้เวลา 5 นาทีกับผมที่นี่ แล้วคุณจะเห็นว่า สิ่งที่เหนือการควบคุม (หรือเรียกสั้นๆ ว่า “โชค” ) มีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่าที่คุณคิด

 

ทุกคนชอบเรื่องราวของคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวจาก Zero To Hero

เมื่อคุณเห็นทักษะการคิดเชิงตรรกะของนักคณิตศาสตร์ ความว่องไวของนักกีฬาโอลิมปิก และเซ้นส์ทางดนตรีของศิลปินแล้ว คุณอาจจะสรุปต้นเหตุความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้แบบรวบรัดว่า “เกิดจากพรสวรรค์และพรแสวง”

ในปี 1999 Jeb Bush ลงสมัครท้าชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดา หนึ่งในกลยุทธ์การหาเสียงของเขาคือ การโปรโมทตัวเองว่าเป็น “Self-Made man” (แปลว่า คนที่สร้างตัวด้วยนำ้พักน้ำแรงของตัวเอง) จริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เพราะคนตระกูล Bush เป็นถึงอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน 2 คน เป็นนายธนาคารผู้โด่งดังใน Wall Street และเป็นอดีตวุฒิสมาชิก อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมอเมริกาให้ความสำคัญกับตัวปัจเจกบุคคลมากกว่า Jeb Bush เลยคว้าตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดาคนที่ 43 ไปครอง

ครอบครัวตระกูล Bush, Jeb Bush คือคนนั่งแถวหน้าขวาสุด

 

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าสาเหตุความสำเร็จมาจากความเพียรพยายามแบบ Zero to Hero จนมองข้ามพื้นฐานครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ Bush ตะกายมาถึงจุดนี้เช่นกัน เพราะมนุษย์ชอบแนวเรื่องซุปเปอร์ฮีโร่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว

 

เมื่อคุณมีทักษะมากถึงจุดๆหนึ่ง ความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลต่อความสำเร็จอีกต่อไป

แม้ว่าคุณสมบัติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น ส่วนสูง 190 เซนติเมตรจะมีความสำคัญ แต่นั่นก็ยังไม่การันตีว่าคุณจะได้เซ็นสัญญาร่วมทีมบาสเกตบอลชื่อดังมูลค่าหลายล้านเหรียญ การมีไอคิวสูงระดับเทวดาก็ไม่ได้รับประกันรางวัลโนเบลให้คุณ

คุณสมบัติเฉพาะตัวที่เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จอย่าง ส่วนสูงของนักบาส หรือไอคิวของนักคณิตศาสตร์ จะมีอิทธิพลถึงแค่จุดๆ หนึ่งเท่านั้น ผมจะเรียกจุดๆ นี้ว่า “Threshold”

นักบาสที่มีส่วนสูงถึงจุด Threshold แล้ว แม้ว่าจะสูงกว่านี้อีกสองสามนิ้ว ความสามารถในการเล่นบาสก็ไม่เพิ่มขี้นแต่อย่างใด เรื่องราวนี้พบเห็นในวงการกฏหมายเช่นกัน

โรงเรียนสอนกฎหมายในอเมริกาบางแห่งลดเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อสนองนโยบายคนต่างเชื้อชาติผิวสี แม้ว่าผลการเรียนของกลุ่มนักเรียนผิวสีแย่กว่ากลุ่มคนขาวเล็กน้อย แต่พอจบออกไปทำงานจริงแล้ว ทั้งสองกลุ่มกลับได้รับเงินเดือนเท่ากัน มีชื่อเสียงพอๆ กัน ฝากผลงานประดับวงการพอๆ กัน

นั่นหมายความว่า ถ้าคุณมีความรู้ด้านกฎหมายมากพอเกิน Threshold แล้ว ปัจจัยอื่น ๆ เช่น อุปนิสัยและทักษะที่เกี่ยวข้องจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น คุณจะไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้หากมีทักษะความคิดเชิงตรรกะเป็นศูนย์

เมื่อคุณมีทักษะจำเป็นเพียงพอ แม้พรสวรรค์จะผลักดันให้คุณมีทักษะนั้นเหนือกว่าผู้อื่น ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนให้คุณไปได้ไกลกว่า แต่องค์ประกอบอื่น เช่น ทักษะการเข้าสังคม คอนเนคชั่น (หรือโชค) ต่างหากที่จะพาคุณทะยานขึ้นไป

 

อยากเป็นระดับโลกในด้านไหน จงอยู่กับสิ่งนั้นให้ครบ 10,000 ชั่วโมง

พรสวรรค์เป็นส่วนผสมในสูตรแห่งความสำเร็จ แต่การฝึกฝนอย่างหนักก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

บิล เกตส์ ใช้เวลาหมกอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เยอะมาก วง The Beatles ก็ออกแสดงสดบนเวทีบ่อยไม่แพ้กัน แน่นอนว่าพวกเขามีพรสวรรค์ แต่การฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลระดับ World-class

จากผลการวิจัยพบว่า คุณต้องใช้เวลาฝึกฝนขั้นต่ำที่สุดประมาณ 10,000 ชั่วโมงเพื่อจะกลายเป็น World-class ในด้านใดด้านหนึ่ง แน่นอนว่าทุกคนไม่มีเวลามากขนาดนั้นสำหรับฝึกฝนอะไรบางอย่าง

แต่คุณสามารถสะสมชั่วโมงบินได้ก่อนใคร โดยเริ่มฝึกตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสครองพื้นที่อันดับต้นๆ ในวงการได้ อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ คุณ (หรือครอบครัวของคุณ) ต้องมีทรัพยากรเพียบพร้อมเพื่อสนับสนุนตัวคุณด้วย หากคุณไม่พร้อมหรือยังมีภาระอื่นต้องทำ ก็ยากที่จะหาเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อทำสิ่งที่ตัวเองรักจนกลายเป็นเอกอุในวงการ

Cristiano Ronaldo นักฟุตบอลเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย คือคนสุดท้ายที่เดินออกจากสนามซ้อมเสมอ

 

ถ้าคุณโชคดีเหมือน Bill Gates หรือวง The Beatles ที่มีทรัพยากรพร้อมและสะสมชั่วโมงบินครบ คุณก็เป็น World-class เหมือนพวกเขาได้ไม่ยาก น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกับคนเหล่านี้ เลยขาดโอกาสที่จะกลายเป็น World-class ในด้านที่ต้องการ

 

เดือนที่คุณเกิดอาจจะส่งผลต่อความสำเร็จของคุณ

เดือนที่คุณเกิดอาจจะเป็นจุดชี้ขาดในชีวิตคุณก็เป็นได้ ลองอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ดูนะครับ

ในประเทศแคนาดา การคัดเลือกเด็กเข้าร่วมลีกเยาวชนฮอกกี้นั้นจะทำโดยการให้เด็กอายุเท่ากันแข่งกันเอง ถ้าพูดให้ละเอียดก็คือ ให้เด็กที่เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ในปีปฏิทินเดียวกันแข่งขันกันเอง ฟังดูยุติธรรมใช่มั้ยครับ?

ผิดแล้ว!! การแบ่งเด็กโดยใช้วันเกิดนั้นมีช่องโหว่ใหญ่เลยทีเดียว เพราะว่าจะมีกรณีที่เด็กคนหนึ่งต้องแข่งขันกับเด็กที่มีอายุมากกว่าเกือบหนึ่งปี (เด็กที่เกิดต้นมกราคมต้องแข่งกับเด็กที่เกิดปลายธันวาคม) สำหรับเด็กวัย 8 ขวบ ความต่างของอายุเพียง 1 ปีคือช่วงเวลา 1 ใน 8 ของชีวิตเลยนะครับ

การแข่งขันฮอกกี้ในลีกเยาวชนแคนาดา

 

เด็กที่มีข้อได้เปรียบด้านอายุก็จะได้รับการสนับสนุนจากโค้ชและโอกาสในการพัฒนาตัวเองมากกว่า ทำให้เกิดข้อได้เปรียบสะสม จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมนักฮอกกี้สัญชาติแคนาดาที่เกิดในช่วงครึ่งแรกของปีมีจำนวนมากกว่าครึ่งปีหลังอย่างเห็นได้ชัด

คุณอาจจะคิดว่า “เรื่องนี้ไม่สำคัญหรอก ฉันไม่ได้เล่นฮอกกี้ และฉันไม่ใช่ชาวแคนาดานะ! ”
ลองสังเกตการแบ่งกลุ่มทั่วโลกสิครับ แทบทุกวงการทั่วทุกมุมโลกแบ่งแยกคนตามอายุนะครับ ฉะนั้นเราจะเห็นโอกาสที่ไม่เท่าเทียมซ่อนอยู่เต็มไปหมดโดยเฉพาะในโรงเรียน

คุณเป็นลูกหัวปีหรือท้ายปีครับ? คุณอายุเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเพื่อนชั้นเดียวกัน? แล้วผลการเรียนของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?

 

วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่มีผลต่อความสำเร็จมากๆ

หลังจากที่คุณมีทักษะเกินจุดๆ หนึ่ง พรสวรรค์ก็ไม่ช่วยให้คุณไขว้คว้าความสำเร็จไปมากกว่านี้ ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ คุณมีความฉลาดในเชิงปฏิบัติ (Practical Intelligence) มากน้อยขนาดไหน

ความฉลาดในเชิงปฏิบัติ คือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการ หรือความสามารถในการตีความสถานการณ์และทำงานร่วมกับผู้คนในสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ รู้ว่าควรจะถามอะไรกับใคร และเมื่อไหร่ รวมถึงความสามารถในการปฏิสัมพันธ์และเจรจาต่อรองกับผู้คน

ความรู้ด้านนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นักสังคมวิทยาที่ชื่อ Annette Lareau พบว่า พ่อแม่ที่มีฐานะดีจะปลูกฝังความรู้ด้านนี้ให้บุตรหลานได้ดีกว่าพ่อแม่ชนชั้นกลาง เพราะมีเวลาใส่ใจบุตรหลานตนเองมากกว่า และสนับสนุนให้ลูกๆ เข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างสติปัญญามากกว่า

Annette Lareau นักสังคมวิทยา เจ้าของผลงานหนังสือ Unequal Childhoods

 

ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่ที่ฐานะไม่ค่อยดีมักปล่อยให้ลูกเติบโตเองตามธรรมชาติ พวกเขาผลักดัน สนับสนุน และให้กำลังใจลูกน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่าเด็กที่โตมาจากครอบครัวฐานะไม่ดีมักไม่ค่อยได้รับโอกาสในการอบรมเรื่องความฉลาดเชิงปฏิบัติเท่าที่ควร ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตลดลงอย่างมาก

 

ปีที่เกิดส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตคุณเช่นกัน

หากสืบสาวข้อได้เปรียบด้านต้นทุนชีวิตไปเรื่อย ๆ คุณอาจจะเจอต้นตอที่คาดไม่ถึง

ถ้าไปเปิดชีวประวัติของเศรษฐีเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง บิล เกตส์, สตีฟ จอบส์ และ บิล จอย ก็จะเห็นว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับความคิดเชิงตรรกะ ความทะเยอทะยาน ความฉลาดเชิงปฏิบัติ และโอกาสในการสะสมชั่วโมงบิน แค่นี้ความลับของความสำเร็จก็ถูกไขแล้วใช่ไหม?

ซ้าย: บิล จอย (1954) // กลาง: บิล เกตส์ (1955) // ขวา: สตีฟ จอบส์ (1955-2011)

 

อย่าเพิ่งใจร้อนครับ!! แม้จะมีทุกอย่างครบก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เพราะโอกาสทั้งหมดนี้ต้องเข้ามาในจังหวะที่ถูกต้องด้วย ถึงจะสามารถสะสมชั่วโมงการฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ครบ 10,000 ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ใช่

เศรษฐีเหล่านี้เกิดในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะมากๆ ไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไป เส้นชีวิตของคนเหล่านี้อยู่ในช่วงที่โมเดลคอมพิวเตอร์แบบใหม่กำลังจะเริ่มบูมพอดี ทำให้เขียนโปรแกรมแก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น ถ้าเกิดเร็วกว่านี้ พวกเขาอาจจะสนใจการสร้างครอบครัวมากกว่าที่จะเสี่ยงทำธุรกิจ ถ้าเกิดช้ากว่านี้ก็อาจจะมีคนอื่นชิงไอเดียของพวกเขาไปทำก่อน

ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดในช่วงปี 1954-1956 จะประสบความสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดถูกที่ถูกเวลานั้นมีความสำคัญไม่น้อย

 

ทวีปที่คุณอยู่และวัฒนธรรมที่ได้รับก็มีอิทธิพลต่อความสำเร็จ

คุณน่าจะคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ชาวเอเชียว่าเป็นพวกเก่งคณิตศาสตร์

จริงๆ เรื่องนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมตะวันออกส่งเสริมให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์มากกว่า! ลองดูภาษาที่พวกเขาใช้สิ ตอนที่เด็กจีนหรือญี่ปุ่นเรียนรู้ตัวเลขเบื้องต้น (一 二 三 四) พวกเขาก็เรียนรู้การบวกเลขโดยอัตโนมัติ (1 เส้นบวก 1 เส้นเป็น 2 เส้น) พอตัวเลขเยอะขึ้นเกินหนึ่งหลัก ตัวเลขจีนจะเขียนแบบนี้ 二 十 五 (สอง สิบ ห้า) ซึ่งเห็นภาพและมีที่มาที่ไปมากกว่าเลขอารบิก (25) เลยส่งผลต่อการพัฒนาการด้านคณิตศาสตร์ของเด็ก

นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวเอเชียก็มีส่วนช่วยให้เด็กตะวันออกเก่งเลขด้วย เพราะการทำนาข้าวในจีนนั้นส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานหนัก

การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ก็เหมือนกับการทำนา เพราะต้องอาศัยความอดทน
แม้ว่าคนรุ่นหลังจะเลิกทำนาไปแล้ว แต่ทัศนคติการทำงานหนักก็ยังถูกส่งต่อจากบรรพบุรุษเป็นมรดกทางวัฒนธรรม

 

ชาวนาตะวันออกแต่ละครอบครัวจะครอบครองที่นาขนาดเล็กทำให้ต้องพิถีพิถันกับที่นาของตัวเอง ต้องดูแลทุกกระเบียดนิ้วอย่างประณีต ตั้งแต่การหว่านเมล็ด ดำนา ให้ปุ๋ย รวมถึงผันน้ำเข้าออกแปลงนาอย่างพอเหมาะ ทำให้การเพาะปลูกในตะวันออกนั้นยากกว่าในตะวันตกหลายเท่า

ในทางกลับกัน ระบบศักดินาในยุโรปไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้คนตั้งใจทำนามากเท่าที่ควร เพราะชาวนาต้องมอบผลผลิตส่วนใหญ่ให้กับเจ้าขุนมูลนาย ดังนั้น คนเอเชียจึงเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามกับผลตอบแทนมากกว่า ส่งผลให้คนเอเซียเห็นคุณค่าของการทำงานหนักมากกว่า

นอกจากนี้สภาพอากาศหนาวอันหฤโหดและความสมบูรณ์ของดินยังบีบบังคับให้ชาวตะวันตกทำไร่เพียงปีละครั้ง ต่างจากชาวเอเชียที่ทำนากันปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นปัจจัยที่หล่อหลอมชาวตะวันออกให้ขยันขันแข็งและไม่ย่อท้อมากกว่าชาวตะวันตก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการเรียนคณิตศาสตร์

มรดกทางวัฒนธรรมก็นำความล้มเหลวหรือหายนะครั้งใหญ่มาหาได้เช่นกัน

เหตุการณ์เลวร้ายอย่างเครื่องบินตกมักเป็นผลมาจากการสะสมปัญหาเล็กๆ หรือข้อผิดพลาดที่ไม่มีนัยสำคัญหลายๆ จุดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับผลรวมความผิดพลาดนี้ ก็ยากที่จะหลบเลี่ยงภัยพิบัติครั้งใหญ่ไปได้

ก่อนปี 2000 Korean Air เป็นสายการบินที่มีชื่อฉาวโฉ่เรื่องความปลอดภัยที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก เพราะมีอัตราเครื่องบินตกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถึง 17 เท่า ประวัติแง่ลบนี้สามารถอธิบายได้ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกับความเก่งด้านคณิตศาสตร์ของชาวเอเชีย

เหตุกาณ์เครื่องบินของสายการบิน Korean Air ตกที่เกาะ GUAM

 

วัฒนธรรมเกาหลีให้ความสำคัญกับลำดับขั้นมากๆ ทุกคนต้องเคารพต่อผู้ที่มียศสูงกว่า ถ้ากัปตันทำพลาด ลูกเรือที่ยศต่ำกว่าจะไม่กล้าบอกหรือแก้ไขข้อผิดพลาดของกัปตันเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาแบบนี้

เหตุกาณ์เครื่องบินตกที่เกาะ GUAM สามารถสืบย้อนกลับไปที่ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร เจ้าหน้าที่ของเที่ยวบินนั้นพยายามจะบอกกัปตันว่า “ตอนนี้ทัศนวิสัยไม่ดีพอที่จะนำเครื่องออกสู่รันเวย์” แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กัปตันขุ่นเคือง เจ้าหน้าที่เลยใช้คำพูดว่า “กัปตันไม่คิดว่าฝนตกจะตกแรงกว่านี้ตรงบริเวณนี้หรอครับ?” แทน กัปตันเลยละเลยความคิดเห็นขี้ขลาดของเจ้าหน้าที่คนนั้น สุดท้ายเครื่องบินก็ชนเข้ากับเนินเขา

Korean Air ได้ทำการปฏิรูปองค์กรโดยว่าจ้างบริษัทอเมริกันมาช่วยปรับปรุงทัศนคติและทักษะการสื่อสารของบุคลากร ปัจจุบันสายการบิน Korean Air มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเทียบเท่าสายการบินอื่นๆ แล้ว

 

สรุปส่งท้ายก่อนวางหนังสือ Outliers

ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เพราะ Malcolm Gladwell นำหลักฐานมากมายมาชี้ให้คุณเห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด มีปัจจัยหลายอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เช่น เดือนเกิด ปีเกิด ประเทศที่เกิด วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม รวมถึงพื้นฐานครอบครัว เป็นต้น แต่ในทางกลับกัน ผู้เขียนก็แสดงให้เห็นปัจจัยความสำเร็จด้านที่เราสามารถควบคุมได้เช่นกัน กฏ 10,000 ชั่วโมงยังไม่เคยทรยศใคร

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วล่ะครับ ว่าจะเปลี่ยนแปลงและพลิกชีวิตตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

 

ผลงานอื่นๆ จากนักเขียนคนเดียวกัน (Malcolm Gladwell)

สำนักพิมพ์บิงโกเราได้สรุปภาพรวมไว้ให้อ่านกันแล้วครับ ตามไปที่ลิงก์ด้านล่างกันเลย

  • The Tipping Point คู่มือเพื่อนักการตลาดแห่งศตวรรษที่ 21
  • David and Goliath เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เราเข้าใจผิดกันมาตลอด แกลดเวลจะมาบอกคุณผู้อ่านได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นมายังไงกันแน่ แล้วเราจะนำมันมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร
  • Blink การคิดให้รอบคอบอาจไม่ใช่วิธีตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะสมองคนเรามี “จิตไร้สำนึก” ที่ทำให้เราตัดสินใจได้ไวกว่าและให้ผลแม่นยำกว่าอยู่

6 thoughts on “สรุปหนังสือ Outliers ตีแผ่ทุกแง่มุมของ “ความสำเร็จ” ที่คุณไม่เคยรู้ที่ไหนมาก่อน

  1. Pingback: สรุปหนังสือ The Tipping Point เปลี่ยนสินค้าให้เป็นไวรัส จุดกระแสให้ดังไปทั่วโลก

  2. Pingback: สรุปหนังสือ David and Goliath กลยุทธ์ไก่รองบ่อน เหนือกว่าอย่างแยบยล - สำนักพิมพ์บิงโก

  3. Pingback: สรุปหนังสือ Grinding It Out: ความลับของอาณาจักรแมคโดนัลด์ จากปากผู้ก่อตั้ง

  4. Pingback: สรุปหนังสือ The 48 Laws of Power 48 กลยุทธ์ยึด “อำนาจ” ไว้ที่ตัวคุณ

  5. Pingback: สรุปหนังสือ Blink มองให้ทะลุ ภายใน 2 วิฯ - สำนักพิมพ์บิงโก

  6. Pingback: สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *