สรุปโลกแห่งการลงทุน เข้าใจทุกอย่างในบทความเดียว

เรามักได้ยินว่าคนยุคใหม่ “ต้องลงทุน” ไม่งั้นชีวิตจะก้าวหน้าได้ช้ากว่าคนอื่นๆ มาก

แต่นักลงทุนมือใหม่จะพบปัญหาใหญ่ นั่นคือ คุณจะถูกสาดข้อมูลปริมาณมหาศาลเข้ามา จนสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก มือใหม่หลายคนจึงเริ่มลงทุนด้วยความรู้ที่ไม่เพียงพอ จนผิดพลาดครั้งใหญ่ บางคนสูญเสียเงินเก็บที่สะสมมานาน 20 ปีไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ผมจึงสรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ในการลงทุนรวมไว้ในบทความเดียว ให้คุณเข้าใจ “โลกแห่งการลงทุน” ตั้งแต่พื้นฐานจนคุณลงทุนได้จริงครับ

 

คนรวย vs คนจนไม่ได้ต่างกันที่วิธีใช้เงิน แต่อยู่ที่การลงทุนเงิน

ถ้าคุณได้อ่านหนังสือ อ่านบทความ ฟังพอตแคสต์ หรือฟังเทคนิคเกี่ยวกับการบริหารเงินที่จะ “พลิกชีวิต” เขาจะสอนให้คุณประหยัด อดออม เลิกเป็นหนี้… แล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะประหยัดแค่ไหน คุณจะพบข้อจำกัดว่า คุณไม่มีทางประหยัดเงินได้มากกว่ารายได้

ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 18,000 บาท ไม่ว่าคุณจะประหยัดแค่ไหน อย่างดีคุณก็เก็บเงินได้มากสุด 18,000 บาท และคนที่มีภาระครอบครัว เงินก้อนนี้ไม่ได้มากมายเลย ต่อให้คุณเก็บนานเป็น 10 ปี มันก็เป็นเงินไม่มาก ยิ่งคนที่มีภาระครอบครัวยิ่งแทบไม่เหลือเก็บ แล้วจะทำไงในวันที่คุณทำงานต่อไม่ไหว?

เจฟ เบซอส ไม่ได้ร่ำรวยจากการออมเงิน แต่จากหุ้น Amazon

เจฟ เบซอส คนผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สิน 6 ล้านล้านบาท อาศัยอยู่ในบ้านราคา 1,500 ล้านบาท (ศึกษาวิธีสร้างธุรกิจของเขาได้ที่นี่) ไม่ว่าคุณจะออมเงินแค่ไหนก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อบ้านราคาเท่านั้นได้

เขาไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ? เหตุผลคือ หุ้นบริษัท Amazon ของเจฟ เบซอส ราคาหุ้นละ 3,000 ดอลลาร์ในปี 2020 และเจฟ เบซอส ถือหุ้นตัวนี้อยู่เยอะมาก จนคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท

แต่ผมจะบอกความลับให้ว่า หุ้น Amazon เคยเปิดขายให้ทุกคนในราคา 1.5 ดอลลาร์ และทุกคน รวมทั้งคุณ สามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้ ถ้าคุณลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้ตั้งแต่วันนั้น เงินหนึ่งหมื่นบาทของคุณจะเติบโตเป็น 20 ล้านบาท และถ้าคุณลงทุนด้วยเงินหนึ่งแสนบาท วันนี้คุณจะมีเงิน 200 ล้านบาท โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากซื้อหุ้นแล้วรอเวลารวย นี่คือความมหัศจรรย์ของการลงทุน

“การลงทุน” คือการที่คุณนำเงินไปซื้อสิ่งที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะร่ำรวยได้ด้วยเงินเริ่มต้นก้อนเล็ก

นี่คือสิ่งที่สร้างเศรษฐีหน้าใหม่มาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ ย้อนไปถึงสมัยบาบิลอนในหนังสือ The Richest Man in Babylon คนที่มองเห็นโอกาสและเข้าไปลงทุนในโอกาสใหม่ๆ จะได้รางวัลตอบแทนเป็นความมั่งคั่ง ชีวิตที่มีความสุข และอิสรภาพในการทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ นี่คือรางวัลของคนที่รู้จักลงทุนและบริหารเงินอย่างชาญฉลาด

ในขณะเดียวกัน คุณจะได้ยินเรื่องของ “ผู้ดีเก่า” ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารนานเป็นสิบๆ ปี จนถึงปัจจุบันเงินเหล่านั้นก็ไม่ได้งอกเงย และเสื่อมค่าลงด้วยเงินเฟ้อ (เงินเฟ้อคืออะไร? อยู่เฉยๆ คุณก็จน) นั่นทำให้เศรษฐีเก่าที่ไม่ได้ลงทุน วันนี้จึงตกอับกลายเป็น “คนธรรมดา” และเป็นเศรษฐี “เก่า” ไป

 

คนที่เก็บเงินอย่างเดียว ชีวิตไม่สบายอย่างที่คิด

การออมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่คุณต้องนำเงินนั้นไปลงทุนด้วย

คนรอบตัวคงบอกให้คุณเรียนสูงๆ หางานดีๆ ทำ แล้วเก็บเงินเผื่อใช้หลังเกษียณ

อีก 40 ปีคุณก็จะสบาย…

แต่เขาบอกความจริงคุณครึ่งเดียว ผมจะบอกอีกครึ่งให้ฟังครับ

  1. เงินเดือนของคุณไม่ได้ขึ้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายคุณจะพบว่าเงินเดือนหยุดโต และไม่พอใช้หลังเกษียณด้วยซ้ำ
  2. เงินเฟ้อจะกินเงินที่คุณออมไว้จนหมด (เงินเฟ้อคืออะไร? อยู่เฉยๆ คุณก็จน)
  3. ถ้าคุณเงินเดือนสูงพอ คุณอาจพออยู่ได้หลังเกษียณ แต่คุณจะใช้เวลาทั้งชีวิตทำงานหนัก 40 ปี และ “ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างประหยัด” ในวันที่ร่างกายไม่แข็งแรงอีกต่อไป คุณมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้ใช้ชีวิต คุณจะจบชีวิตบนเตียงก่อนตายด้วยคำว่า “รู้งี้…”

ผมมีวิธีคำนวณง่ายๆ ครับว่าเงินออมของคุณจะพอเกษียณไหม บทความนี้จะบอกคุณหมดว่าถ้าอยากใช้เงินหลังเกษียณเท่าไร คุณจะต้องออมเงินมากแค่ไหนต่อเดือน

แต่ผมรู้ มันยาวไปไม่อ่าน ผมจึงคัดข้อสรุปเน้นๆ มาให้คุณอ่านตรงนี้เลยครับ

  • ถ้าคุณอยากใช้เงินเดือนละ 25,000 บาท จะต้องฝากธนาคารเดือนละ 33,000 บาท และถ้าคุณเป็นสามีภรรยาก็ต้องคูณสอง เป็น 66,000 บาท (ต้องออมเยอะกว่าที่อยากใช้จ่าย เพราะมีเงินเฟ้อด้วย)
  • แต่ถ้าคุณลงทุนได้ปีละ 20% คุณออมแค่เดือนละ 1,000 บาทก็ได้ผลเท่ากันกับออมเดือนละ 33,000
  • คุณสามารถมีเงินเป็น 100 ล้านได้ง่ายๆ ถ้าลงทุนเป็น ฟังดูยิ่งใหญ่แต่คุณเองก็ทำได้ครับ ผมสรุปวิธีการไว้ข้างล่างแล้ว

ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน ถ้าคุณไม่เริ่มต้นลงทุน คุณจะเหนื่อยกว่าและจนกว่าคนที่ลงทุน ไม่แฟร์ใช่ไหม? ใข่ แต่ระบบทุนนิยมมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ

 

“ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ ไม่มีเงินทุน” เป็นแค่ข้ออ้าง

คุณแปรงฟันทุกวันโดยไม่บ่นว่า “ไม่มีเวลา” เพราะคุณรู้ว่าการแปรงฟันนั้นสำคัญ มันช่วยไม่ให้ฟันผุ ฟันขาวสะอาด และกลิ่นปากหอมสดชื่น

แต่พอพูดถึงการลงทุน หลายคนกลับบอกว่า “ไม่มีเวลา” นั่นเป็นเพราะคุณไม่เห็นความสำคัญของมัน ซึ่งเป็นวิธีคิดปกติของคนสมัยก่อน เพราะเมื่อก่อนคุณฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยปีละ 10% จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการลงทุน คุณฝากธนาคารก็ได้เยอะมากพอแล้ว

แต่กฎระเบียบของโลกสมัยใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้รัฐบาลทั่วโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และมีแนวโน้มจะต่ำไปเป็นสิบๆ ปี คุณจึงฝากธนาคารแล้วแทบไม่ได้อะไร คุณจะได้ยินว่า 1.5% เรียกว่า “ดอกเบี้ยสูง” และ 0.5% คือปกติ

ตอนนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว เงินเดือนเพิ่มขึ้นช้าลง ในขณะที่ดอกเบี้ยธนาคารต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คนที่อยากก้าวหน้าจึงต้องหันมาลงทุน นี่ไม่ใช่ “เรื่องของคนส่วนน้อย” อีกต่อไป แต่เป็น “สิ่งธรรมดาที่ทุกคนต้องทำ” เหมือนการแปรงฟัน

ปัจจุบันเรามีทั้งอินเทอร์เน็ตและแหล่งข้อมูลมากมายให้ศึกษา ข้อมูลหุ้นแทบทุกตัวหาได้ง่ายมาก คุณจึงเข้าถึงข้อมูลหุ้นต่างๆ ได้เทียบเท่า “มืออาชีพ” ที่ทำงานในธนาคารใหญ่ทั้งหลายด้วยซ้ำ

แต่คุณไม่ได้เรียนจบ MBA การเงินมา จะสู้คนอื่นได้ไหม?

คุณโจ ลูกอีสาน มีเงินหลัก 100 ล้านในวัย 38 ปีด้วยการลงทุน คุณโจเป็นคนต่างจังหวัด ครอบครัวยากจน มีพี่น้อง 4 คน แม่ขายของชำเล็กๆ หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เขาอยู่ป.6 เขามีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากมาก และสู้ชีวิตมาตลอด อยู่มาวันหนึ่งตอนเด็กเขาได้ยินว่าปู่ลาออกจากงานประจำมา “เล่นหุ้น” โดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีเงินใช้ เขาจึงสนใจว่า “อาชีพอะไรน่าสนใจแบบนี้” และตั้งใจศึกษา

คุณโจเริ่มลงทุนด้วยเงินเก็บ 50,000 บาท ตอนที่เงินเดือน 10,000 บาท เขานำเงินเดือนมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถึงกับเคยไปทำงานที่ร้านอาหารในเกาหลีเพื่อหาเงินมาลงทุน และเมื่อเวลาผ่านไป 12 ปีครึ่ง เขาก็ทำผลตอบแทนได้ 400 เท่า จนมีเงินหลักร้อยล้านบาท

คุณคิดว่าต้นทุนขีวิตของคุณสูงกว่าคุณโจ ลูกอีสาน ไหม?

ถ้าคุณลงทุนหุ้นได้ถูกตัว คุณจะสามารถทำกำไรได้ในระดับ “พลิกชีวิต” อย่างหุ้น Amazon ที่ราคาสูงขึ้นมา 2000 เท่า หรือหุ้นไทยอย่าง CPALL (เซเว่นอีเลเว่น) ที่ราคาสูงขึ้น 20 เท่าในเวลาเพียง 10 ปี

 

ดอกเบี้ยทบต้น กับค่าเสียโอกาสราคาแพง

ไอน์สไตน์เรียกดอกเบี้ยทบต้นว่า “สิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลก”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เรียก “ดอกเบี้ยทบต้น” ว่า “สิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลก”

เพราะการลงทุนของคุณจะเติบโตได้เร็วจนน่ามหัศจรรย์

ถ้าให้คุณเลือกระหว่างเงิน 100,000,000 บาทกับเงิน 0.00001 บาทที่เพิ่มเป็นสองเท่าทุกวัน ต่อเนื่องกัน 50 วัน คุณจะเลือกข้อไหน?

คนส่วนใหญ่เลือก 100,000,000 แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังพลาดเงินที่มากกว่านั้นถึง 1000 เท่า!

 

ถ้าเราดูเงิน 0.00001 บาทเพิ่มจำนวน เราจะเห็นตัวเลขกะปริดกะปรอย

0.00001

0.00002

0.00004

0.00008

0.00016

แต่ถ้าเราคิดเลขต่อไปเรื่อยๆ พอถึงวันที่ 47 เราจะได้ว่า…

14,073,000,000

28,147,000,000

56,295,000,000

112,590,000,000

 

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ดอกเบี้ยทบต้น”

เวลาคุณลงทุน ช่วงแรกๆ คุณจะไม่เห็นผลของการลงทุนเท่าไรนัก เพราะมันเพิ่มขึ้นช้าๆ จากเงินเริ่มต้นที่น้อยของคุณ แต่พอคุณลงทุนไปสักพัก เงินน้อยของคุณจะเติบโตจนเปลี่ยนชีวิตคุณได้

คนที่ไม่เข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้น จะมองการลงทุนว่า “ไว้มีเงินค่อยศึกษาทีหลังก็ได้” แต่ถ้าคุณเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่มีเงินน้อย เงินนั้นจะเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่โดยคุณไม่รู้ตัว

คนที่ลงทุนเดือนละ 1 หมื่นบาทตั้งแต่อายุ 25 ปี ถ้าลงทุนได้ปีละ 20% เมื่ออายุ 60 ปีจะมีเงิน 420 ล้านบาท

แต่ถ้าคุณเก็บเงินเฉยๆ เดือนละ 1 หมื่นบาทเท่ากัน พอคุณอายุ 55 ปีจะมีเงินเก็บ 3.6 ล้านบาท แล้วถ้าตอนนั้นคุณค่อยเริ่มลงทุน เมื่ออายุ 60 ปีคุณจะมีเงิน 9 ล้านบาท

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส” ซึ่งผมอธิบายละเอียดไว้แล้วในบทความนี้ โดยคุณกำลังทิ้งเงิน 410 ล้านบาทไปเพราะคุณปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยมัวแต่รอให้ “มีเงินเก็บเยอะก่อน” และไม่ลงทุนเสียที

 

คุณลงทุนได้หลายอย่าง แต่หุ้นคือกุญแจสู่ความมั่งคั่ง

ในโลกนี้ คุณจะได้ยินคำว่า “ลงทุน” ไปใช้กับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสวนมะม่วง ร้านจักรยานของคนรู้จัก ฟาร์มกัญชา ประกันชีวิต ไปจนถึงแชร์ลูกโซ่

แต่การลงทุนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “มาตรฐาน” จะมีอยู่เท่านี้ครับ

  1. เงินฝากธนาคาร
  2. ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้
  3. อสังหาริมทรัพย์
  4. หุ้น (หุ้นคืออะไร ลงทุนยังไง? ผมจะอธิบายตั้งแต่พื้นฐาน)
  5. ทองคำ
  6. เงินดิจิทัล (Crypto หรือ คริปโต) เช่น บิทคอยน์

ผมลงรายละเอียดไว้ในบทความ “เราจะลงทุนอะไรได้บ้าง” ทั้งข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง หรือถ้าคุณสนใจตัวไหนเป็นพิเศษ ก็เข้าไปดูในลิงก์เฉพาะตัวนั้นได้เลยครับ

ถ้าคุณอยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ตัวหลัก 2 ชนิดที่สร้างเศรษฐีมากที่สุดคือหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ คุณจะเลือกทางไหนก็ได้ ลองอ่านบทความเปรียบเทียบหุ้น vs อสังหาริมทรัพย์ดูก่อนก็ได้ครับ

แต่ในบรรดาการลงทุนทั้งหมด “หุ้น” คือพระเอกของงาน เพราะมันคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด เศรษฐีแทบทุกคนทั่วโลกจะต้องมีหุ้นติดตัวไว้ไม่มากก็น้อย และคนที่รวยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว CP, บิล เกตส์, อีลอน มัสก์, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หรือเจฟ เบซอส ล้วนรวยจากหุ้นทั้งนั้นครับ

หุ้นคือสัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อคุณซื้อหุ้น คุณก็กลายเป็นเจ้าของคนหนึ่งของบริษัทนั้น ใครก็ตามที่มีหุ้นบริษัท A อยู่ ก็เท่ากับว่าเขาเป็นเจ้าของบริษัท A ตามสัดส่วนหุ้นที่มี

ถ้าบริษัทที่คุณซื้อหุ้นเติบโตขึ้น ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น คุณจะกำไร แต่ถ้าบริษัทนั้นล่มจม ราคาหุ้นจะต่ำลง คุณก็ขาดทุน

การลงทุนหุ้นจึงมีโอกาสกำไรสูงเมื่อคุณซื้อหุ้นบริษัทที่กำลังเติบโต แต่ก็มีความเสี่ยงว่าบริษัทนั้นอาจทำธุรกิจผิดพลาดจนบริษัทเสื่อมถอยลง คุณจึงเห็นราคาหุ้นผันผวนรุนแรง ตาม “ภาพอนาคต” ที่เหล่านักลงทุนในตลาดหุ้นมองบริษัทนั้น

 

คนจนไม่ลงทุนเพราะกลัวความเสี่ยง คนรวยหาความรู้เพื่อบริหารความเสี่ยง

“แล้วถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นพังลงมาล่ะ????”

มหาเศรษฐี 100 อันดับแรกของโลก ผมกล้าฟันธงว่าเกิน 90% รวยจากหุ้น

ทุกคนมีเงินเกิน 3 แสนล้านบาท และทุกคนผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง บางคนผ่านมาเกิน 10 ครั้ง

ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจทำให้คุณล้มละลายทุกครั้ง คุณจะไม่มีวันได้เห็นมหาเศรษฐีที่ทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาท เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ เขาก็ต้องเริ่มใหม่ตลอด ไม่มีทางสะสมความมั่งคั่งได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เศรษฐีที่รู้จักบริหารความเสี่ยงกลับ “รวยขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้ง”

ตั้งแต่ปีพ.ศ.2475 ตลาดหุ้นอเมริกาถล่มลงมา 28 ครั้ง เจอสงครามโลก สงครามเย็น สงครามเวียดนาม สงครามอ่าวเปอร์เซีย วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติไวรัส Covid แต่ทุกครั้งตลาดหุ้นสามารถฟื้นกลับมาได้เสมอ ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ผ่านวิกฤติเหล่านี้มาและเติบโตจาก 1100 จุดเป็น 28000 จุดในปัจจุบัน สรุปว่าขึ้นมา 25 เท่า

เวลาคุณดูข่าว สำนักข่าวมักพูดถึงสภาพอันน่าสยดสยองของตลาดหุ้น คุณจะได้กลัว เขาก็ขายข่าวได้ ซึ่งในความเป็นจริง คนที่ล้มละลายจากตลาดหุ้นก็มีอยู่จริง แต่คนเหล่านั้นคือคนที่ไม่บริหารความเสี่ยงในการลงทุน หลายคนกู้เงินมาซื้อหุ้น จึงหมดตัวได้เวลาหุ้นตกหนัก

แต่ถ้าคุณลงทุนอย่างมีความรู้ รู้จักบริหารความเสี่ยง คุณก็สามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัยครับ

 

การลงทุนเหมือนการออกแบบชีวิต ทุกอย่างเริ่มที่เป้าหมายและกลยุทธ์

หาความรู้และวางแผนก่อนเริ่มต้นลงทุน

ก่อนลงทุน คุณต้องรู้ก่อนว่าลงทุนไปทำไม เพื่อที่จะกำหนดแนวทางการลงทุนได้ถูกต้อง

เป้าหมายการลงทุนของคุณ มักจะขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิตด้วย บางคนอยากมีอิสรภาพทางการเงิน บางคนอยากออมเงินไว้ให้พอหลังเกษียณ ให้คุณตั้งเป้าหมายยิ่งละเอียดยิ่งดี คุณควรกำหนดตัวเลขให้ชัดเจน เช่น

  • คุณอายุ 25 ปี มีเงินเดือน 25,000 บาท ออมเงินเดือนละ 5,000 บาทแล้วอยากลงทุนเผื่อวันเกษียณ → ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีสไตล์ VI หรือซื้อกองทุนให้มืออาชีพบริหารเงินให้
  • คุณมีเงินทุนอยู่ 100,000 บาท อยากรวย → กำหนดก่อนว่า “รวย” คือมีกี่บาท → สมมุติอยากมี 30 ล้านบาท → ต้องการลงทุนเงิน 100,000 บาท ให้เป็น 30 ล้านภายใน 10 ปี → คุณต้องการผลตอบแทน 300 เท่าใน 10 ปี หรือคิดเป็นปีละ 300^(1/10) นั่นคือได้ปีละ 77% → ค่อนข้างยาก มีน้อยคนจะทำได้ (ปกติปีละ 20% ก็เยอะแล้ว) → ต้องลงทุนแบบเสี่ยงกล้าได้กล้าเสีย ซึ่งก็อาจหมดตัว หรือไม่ก็ต้องปรับความคาดหวังลง อาจจะมองว่าใช้เวลา 30 ปีแทนที่จะเป็น 10 ปี ซึ่งจะทำได้ง่ายขึ้นและเสี่ยงน้อยลง
  • คุณเพิ่งเกษียณ มีเงินอยู่ 10 ล้านบาท อยากลงทุนให้ได้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน → ซื้อหุ้นกู้บริษัทที่มั่นคง หรือซื้อหุ้นที่ปันผลสูง หรือซื้อกองทุนหุ้นปันผล

เมื่อคุณรู้เป้าหมายการลงทุน จึงวางกลยุทธ์ว่าจะลงทุนอะไร ในสัดส่วนใด

เราทุกคนต่างมีเป้าหมายต่างกัน รับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นจะไม่มีการลงทุนไหนเหมาะกับทุกคน

คุณจึงควรวางกลยุทธ์การลงทุนตามเป้าหมายทางการเงินของคุณ มี 3 เรื่องที่คุณต้องดู

  1. ผลตอบแทน
  2. ความเสี่ยง
  3. ความถนัด

โดยการลงทุนแต่ละชนิดจะมีผลตอบแทนและความเสี่ยงดังนี้

  1. หุ้น = ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง
  2. อสังหาริมทรัพย์ = ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนปานกลาง
  3. ทองคำ = ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนปานกลาง
  4. พันธบัตร = ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ
  5. เงินฝากธนาคาร = ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนแทบไม่มี

นี่เป็นการแบ่งคร่าวๆ ถ้าคุณอยากดูทางเลือกการลงทุนที่ละเอียดขึ้น สามารถดูได้ที่นี่เลย หรือไม่คุณก็ลองศึกษา All Weather Portfolio ที่ออกแบบมาให้ “กำไรเกือบ” ทุกปีดูครับ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความถนัด คนที่ถนัดการลงทุนก็ลงทุนเองได้ แต่คนที่ไม่ถนัดก็สามารถซื้อกองทุนเพื่อให้มืออาชีพลงทุนให้แทน

การลงทุนหุ้นจะแตกแขนงออกไปอีกหลายสไตล์ ดังนั้นถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี

ผมได้แบ่งสัดส่วนการลงทุนคร่าวๆ ให้คุณลองใช้เป็นตัวอย่าง คุณสามารถเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้เลย

 

1. คนอายุ 25 ปี เพิ่งเริ่มทำงาน อยากรวย กล้าเสี่ยง มุ่งมั่นอยากศึกษา → ลงทุนหุ้น 100% หรือไม่ก็อสังหาริมทรัพย์ 100% ขึ้นกับความถนัด (หุ้น vs อสังหา ลงทุนอะไรดีกว่า?)

ทำไม? หุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นหนทางรวยเร็วที่สุดในการลงทุน แต่ถ้าคุณถนัดอสังหามากกว่า คุณอาจลงทุนแล้วกำไรจากอสังหามากกว่าก็ได้ ลงทุนในสิ่งที่คุณถนัดจะดีที่สุดครับ

 

2. คนอายุ 25 ปี เพิ่งเริ่มทำงาน ไม่อยากรวย ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากศึกษา → ซื้อกองหุ้น 100%

ทำไม? หุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่คุณไม่อยากเสี่ยงและไม่อยากศึกษา คุณจึงควรซื้อกองทุน จะได้มีมืออาชีพมาช่วยลงทุนแทน คุณสามารถถือกองทุนได้ยาวๆ เป็น 10 ปีไปเลยครับ

 

3. คนอายุ 30 ปี ได้มรดกก้อนใหญ่ อยากลงทุนให้เงินงอกเงย แต่กลัวความเสี่ยง → ซื้อกองทุนหุ้น 50% ทองคำ 25% พันธบัตร 25%

ทำไม? คุณควรมีหุ้นบ้างเพราะหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุด เงินของคุณจะได้งอกเงย คุณซื้อเป็นกองทุนจะได้มีมืออาชีพบริหารให้ ส่วนทองคำและพันธบัตรมีไว้ลดความเสี่ยง

 

4. คนอายุ 60 ปี มีเงินเกษียณก้อนหนึ่ง อยากรักษาเงินต้นไว้ ไม่อยากศึกษาการลงทุน → ซื้อพันธบัตร 80% กองทุนหุ้น 20%

ทำไม? พันธบัตรเป็นหลักประกันว่าเงินของคุณจะไม่หายไปไหน ส่วนหุ้น 20% เป็นการลงทุนให้เงินงอกเงยโดยเสี่ยงน้อยเพราะเราลงเงินสัดส่วนน้อย

 

5. คนอายุ 60 ปี มีเงินเกษียณก้อนหนึ่ง มีเวลาว่างศึกษาการลงทุน → แบ่งเงินสัก 2-7 ล้านไปซื้อพันธบัตร ส่วนที่เหลือลงทุนหุ้นและอสังหาเก็บค่าเช่า

ทำไม? พันธบัตรมีไว้เป็นหลักประกันว่าคุณจะมีกินมีใช้ เงินก้อนนี้ควรพอใช้อย่างน้อย 15 ปี จะมากหรือน้อยขึ้นกับค่าใช้จ่ายของคุณ ส่วนที่เหลือให้คุณเอาไปลงทุนให้งอกเงย การลงทุนให้งอกเงยทำได้โดยลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ห้ามซื้อหุ้นด้วยเงินทั้งหมดรวดเดียว จะเสี่ยงเกินไป ช่วงแรกให้ซื้อกองทุนเพื่อให้มืออาชีพบริหาร พอเราศึกษาจนมั่นใจค่อยแบ่งเงินก้อนเล็กๆ มาซื้อหุ้นเอง พอเชี่ยวชาญค่อยย้ายเงินมาซื้อหุ้นเองให้มากขึ้น

 

นักลงทุน 4 สไตล์ที่คุณต้องรู้จักก่อนลงทุนในหุ้น

การลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งได้เร็วที่สุดคือ “หุ้น”

แต่ก่อนลงทุนในหุ้น คุณต้องเข้าใจก่อนว่าคุณกำลังซื้อหุ้นด้วยกลยุทธ์อะไร การลงทุนโดยไม่มีกลยุทธ์ ก็เหมือนการเดินเข้าสนามประลองโดยไม่สวมหมวกเหล็ก คุณจะซื้อขายโดยไม่มีหลักยึด ไม่รู้ว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน ซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร และเมื่อไรที่คุณลงทุนพลาดและต้องรีบถอยก่อนตาย

การลงทุนหุ้นแตกแขนงออกไปหลายสไตล์ ดังนั้นถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

ไม่มีแนวทางใดที่ดีกว่าแนวทางอื่น 100% มันขึ้นอยู่กับนิสัย ความชอบ และความถนัดของแต่ละคนด้วย ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าการลงทุนสไตล์ไหนจะดีที่สุด ให้เลือกลงทุนในแบบที่เหมาะกับเราดีกว่าครับ ผมได้สรุปวิธีลงทุนหุ้นไว้ในบทความ นักลงทุนหุ้น 4 สไตล์ ให้คุณแล้ว ดังนี้

  1. ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Value Investing หรือ VI)
  2. ลงทุนแนวเทคนิค (Technical)
  3. ลงทุนด้วย Story (ลงทุนตามข่าว)
  4. ลงทุนง่ายสไตล์คนขี้เกียจ (Passive Investing)

สไตล์ 1-3 เป็นการลงทุนสำหรับคนที่มีเวลาศึกษา อยากทุ่มเทให้การลงทุนหุ้น แต่ถ้าใครไม่มีเวลาดูหุ้น ไม่ค่อยรู้เรื่องมาก หรืออยากได้ “กำไรชัวร์ๆ” ผมแนะนำให้ไปดูข้อ 4 เลยครับ

 

1. ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Value Investing หรือ VI)

สไตล์นี้จะลงทุนโดยอิงกับตัวธุรกิจล้วนๆ ครับ เราจะกลับไปที่รากฐานของหุ้นว่า “หุ้นก็คือสิทธิความเป็นเจ้าของของบริษัท”

เราคิดว่าบริษัท ABC ทำธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เราก็เลยซื้อหุ้นของบริษัท ABC เพื่อมา “รับส่วนแบ่ง” ความรุ่งเรืองของบริษัทนี้

ถ้าคุณวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆ ได้เก่ง คุณจะกำไรจากแนวทางนี้ได้ง่ายที่สุด และเสี่ยงน้อย เพราะคุณซื้อหุ้นโดยวิเคราะห์ตัวธุรกิจ คุณจึงพึ่ง “ดวง” น้อยกว่าสไตล์การลงทุนอื่นมาก นั่นทำให้นักลงทุนชื่อดังในโลกมักลงทุนด้วยวิธีนี้

กฎสำคัญของการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานก็คือ “ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า”

  • “มูลค่า” ของหุ้น คิดจากกำไรในอนาคต ยิ่งกำไรในอนาคตสูง บริษัทก็มีมูลค่าสูง
  • ไม่มีใครรู้อนาคตจริง เราจึงต้องคาดเดาอนาคตเพื่อประเมินมูลค่า คนที่เข้าใจธุรกิจจึงเดาอนาคตได้ดีและประเมินมูลค่าได้แม่นกว่า

พอคุณประเมินมูลค่าหุ้นได้ คุณก็รอจังหวะซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ตลาดหุ้นก็จะปรับราคาหุ้นให้สูงขึ้นมาเท่ากับมูลค่าเอง แล้วคุณก็จะกำไร

เช่น คุณคิดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเมินจากตัวธุรกิจแล้ว หุ้น ABC น่าจะมีกำไร 10 บาทต่อหุ้น และตลาดหุ้นจะให้ราคาหุ้น ABC ที่ราคา 20 เท่าของกำไร (20 x 10 = 200 บาท)

แต่ตอนนี้ด้วยเหตุผลบางประการ (ตลาดหุ้นตกหนัก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ระเบิดในอิหร่าน ฯลฯ) หุ้น ABC ซื้อขายกันที่ราคา 50 บาท คุณจึงซื้อหุ้น ABC ตอนนี้ แล้วอีก 5 ปีถ้าคุณวิเคราะห์ถูก คุณก็จะขายได้ 200 บาท แสดงว่าคุณจะกำไรสี่เท่า เป็นต้น

คนที่สนใจลงทุนแบบ VI หรือ Value Investing อาจศึกษาการลงทุนหุ้นปันผล ซึ่งเป็นสไตล์ย่อยลงไปอีก หุ้นปันผลจะจ่ายเงินปันผลให้คุณสม่ำเสมอ จึงเป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อย

 

2. ลงทุนแนวเทคนิค (Technical)

นักลงทุนเทคนิคจะเน้นดูกราฟ

คุณเอาราคาหุ้นในอดีตมาวาดกราฟ เสร็จแล้วดูจากกราฟว่าต่อไปหุ้นน่าจะขึ้นหรือลง

  • เช่น ถ้าหุ้นขึ้น “ในลักษณะนี้” มันจะขึ้นไปได้อีกไม่เกิน xxx บาท จากนั้นราคาจะต้องหล่นลงมา
  • หรือ ถ้าหุ้นลง “ในลักษณะนี้” มันจะลงไปได้อีกไม่เกิน xxx บาท จากนั้นราคาจะต้องดีดกลับ

ในความเป็นจริง หุ้นจะขึ้นหรือลงโดย มี pattern เล็กน้อย” พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะพอเดาได้นิดหน่อยว่ามันจะขึ้นลงในลักษณะไหน แต่ไม่มีใครเดาทั้งหมดได้ 100%

ดังนั้นนักลงทุนสายเทคนิคก็จะศึกษา pattern และกราฟหุ้นในรูปแบบต่างๆ แล้วคาดเดาว่า “ราคาหุ้นจะต้องขึ้นไปถึงจุด xxx แล้วจากนั้นน่าจะต้องลง” ซึ่งก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ใครถูกมากกว่าผิดก็สามารถทำกำไรได้

รูปแบบกราฟจะมีหลากหลาย แล้วแต่ทฤษฎีของสำนักต่างๆ ว่าคุณ “ศรัทธา” และคิดว่า pattern แบบไหนน่าเชื่อกว่ากัน

 

3. ลงทุนด้วย Story (ลงทุนตามข่าว)

Beyond Meat เป็นหุ้นที่ราคาขึ้นสูงมาก เพราะ Story บอกว่าจะเติบโตอีก 5000% ในอีกไม่กี่ปี

การลงทุนตามข่าว มีอีกชื่อว่า “การเก็งกำไร” ครับ

ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องขึ้นลงตามความสำเร็จทางธุรกิจ (บริษัทมีกำไรเติบโต) เสมอไป

ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงนั้น ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนไปไล่ซื้อหุ้นตัวนั้น หรือเทขายหุ้นตัวนั้น มากแค่ไหน

หุ้นบางตัวจะมีนักวิเคราะห์ หรือ influencer คอยบอกต่อๆ กันว่า “หุ้นดี ซื้อเลย” ถึงแม้มันอาจไม่ได้ดีจริง โดยเขาก็มักจะให้เหตุผลแบบคลุมเครือว่า…

  • “บริษัทมีแบรนด์แข็งแกร่ง” (แกร่งจริงไหมก็ไม่รู้)
  • “บริษัททำธุรกิจผูกขาด” (ผูกขาดจริงไหมก็ไม่รู้ หรืออาจผูกขาดสิ่งที่ไม่มีใครซื้อ)
  • “บริษัทมีเทคโนโลยีใหม่ที่เหนือกว่าคู่แข่ง” (ไปเอาความมั่นใจจากไหน)
  • “บริษัทจะขยายไปทำตลาดในจีน” (แต่ยังไม่รู้เลยว่าขายออกไหม)
  • ฯลฯ

หุ้นที่มีข่าวแบบนี้ จะมีคนที่ซื้อหุ้นโดยไม่ได้วิเคราะห์ตัวธุรกิจเยอะมาก แล้วราคาก็สามารถขึ้นไปได้หลายเท่าในระยะสั้น

คุณสามารถซื้อหุ้นตามข่าวได้ แล้วพอราคาหุ้นขึ้นสูง คุณก็จะกำไร

ข้อดีคือ เวลาหุ้นราคาขึ้นด้วย Story มันจะขึ้นแรงและเร็วมาก แป๊ปเดียวอาจขึ้นได้หลายเท่า คุณจะเห็นคนที่รวยหุ้นจากการเล่นตาม Story เยอะมากครับ กำไรจะสูงจนคุณตาลุกวาวเลยทีเดียว แต่…!

แต่จุดอ่อนของการลงทุนแบบนี้ก็คือ หุ้นที่ราคาขึ้นไปโดยธุรกิจไม่ได้ดีจริง สุดท้ายราคาจะร่วงกลับมา แต่คุณจะเดาได้ยากว่ามันจะร่วงตอนไหน มันอาจใช้เวลา 1 ปี, 2 ปี, 3 เดือน, หรือ 2 สัปดาห์ และถ้าคุณขายไม่ทันก่อนที่เขาจะ “เลิกเล่นหุ้นตัวนี้กัน” คุณก็จะขาดทุน

 

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BH หรือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นหุ้นที่ “Story ดี” มีนักวิเคราะห์หลายคนแนะนำให้ซื้อ เพราะโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่เขาว่ากันว่าจะได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ (คนแก่ไปหาหมอมากขึ้น)

นั่นทำให้ในปี 2015 หุ้น BH มีราคาหุ้น 200 บาท กำไรต่อหุ้นปีละ 4.72 บาท (ราคาคิดเป็น 42 เท่าของกำไร)

แสดงว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้วกำไร 4.72 บาทไปเรื่อยๆ เราจะต้องใช้เวลา 42 ปีในการคืนทุน ซึ่งนานมาก

แปลว่านักลงทุนพากันไล่ซื้อหุ้นตัวนี้จนราคาสูงมาก เพราะหุ้นตัวนี้มี Story ดี

ในขณะที่ตัวธุรกิจจริง…

ในปี 2015 กำไรต่อหุ้น 4.72 บาท

ในปี 2016 กำไรต่อหุ้น 4.98 บาท

ในปี 2017 กำไรต่อหุ้น 5.41 บาท

ในปี 2018 กำไรต่อหุ้น 5.70 บาท

ในปี 2019 กำไรต่อหุ้น 5.14 บาท

สังเกตว่าตั้งแต่ 2015-2019 กำไรของโรงพยาบาลแทบไม่ได้สูงขึ้นเลย แสดงว่าโรงพยาบาลไม่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุเหมือน Story ที่คุยไว้ดิบดี นั่นทำให้ราคาหุ้นร่วงจาก 200 บาท เหลือ 100 บาทในปี 2020

ถ้าคุณซื้อหุ้น BH ไว้ในปี 2015 คุณจะขาดทุน 50% หรือครึ่งนึงนั่นเอง

 

4. ลงทุนง่ายสไตล์คนขี้เกียจ (Passive Investing)

สำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ

สไตล์การลงทุนแบบนี้เหมาะกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบติดตามข่าว ไม่อยากดูหุ้นทุกวัน ไม่สนใจธุรกิจ แต่อยากลงทุนเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นกับตัวเอง

ลงทุนแบบนี้ง่ายที่สุดครับ หลักการก็ง่ายๆ แค่ “ซื้อสิ่งที่อีก 10 ปียังไงก็ต้องราคาขึ้น” เสร็จแล้วพอซื้อเสร็จ คุณก็ไม่ต้องทำอะไร นอนรอไปได้เลย แล้วอีก 10 ปีค่อยมาดูว่าคุณกำไรไปเท่าไหร่ การลงทุนสไตล์นี้จะกำไรค่อนข้างชัวร์ เพราะคุณเลือกไว้แล้วว่าซื้อสิ่งที่ยังไงก็ต้องกำไร แต่เนื่องจากมันง่ายและออกแรงน้อย กำไรของคุณก็จะไม่สูงมากครับ

ส่วนไอ้ “ซื้อสิ่งที่อีก 10 ปียังไงก็ต้องราคาขึ้น” มันก็มีหลายอย่างให้เราลงทุนครับ เช่น

  • ซื้อกองทุนหุ้นที่ลงทุนกระจายในเศรษฐกิจที่มีการเติบโต
  • ซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยสูง
  • ซื้อหุ้นบริษัทที่ธุรกิจมั่นคงแข็งแรง และจะมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 10 ปี
  • ทองคำ
  • ฯลฯ

เวลาคุณลงทุนแบบนี้ ในระยะสั้น 1-2 ปี สิ่งที่คุณซื้อมาอาจราคาลง แต่ถ้าคุณไม่รีบขายไปก่อน เมื่อเวลาผ่านไปราคามันก็จะสูงกลับขึ้นมาเอง เพราะตัวพื้นฐานธุรกิจหรือคุณค่าของสิ่งที่คุณซื้อมามันไม่ได้หายไปไหน ยังไงราคาก็ต้องกลับมา และจะกลับมาสูงกว่าที่คุณซื้อแน่นอน

เวลาคุณลงทุนแบบนี้ ต้องดูสถิติเป็นหลักครับ เช่น คุณอาจมีข้อมูลว่า “ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 10% ต่อปี” แบบนี้คุณก็พอจะสบายใจได้ว่าถ้าคุณซื้อกองทุนที่ลงทุนหุ้นไทยแล้วถือยาวสัก 10 ปี ก็น่าจะมีกำไรบ้าง ต่อให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลง ผลตอบแทนเฉลี่ยอาจจะลดลงเหลือปีละ 6-7% ต่อปี คุณก็ยังกำไร อะไรแบบนี้

แนวทางนี้อาจไม่ทำให้คุณร่ำรวยเท่าเศรษฐีหุ้นชื่อดัง แต่คุณจะกำไรพอสมควรโดยไม่ต้องออกแรงมากครับ

 

หาความรู้ก่อนลงทุน ไม่งั้นจะหมดตัวได้ง่ายๆ

มาถึงตอนนี้ผมพูดแต่เรื่องดีๆ ของการลงทุนไปแล้ว แต่…

…ความจริงที่น่าสะเทือนใจคือ นักลงทุนในตลาดหุ้นเกิน 90% ขาดทุน ถึงแม้หุ้นในตลาดจะให้ผลตอบแทน 10% ต่อปีโดยเฉลี่ย

สาเหตุคือ ตลาดหุ้นเป็นอะไรที่คาดเดายาก เราบอกไม่ค่อยได้หรอกครับว่ามันจะขึ้นหรือลง คนส่วนใหญ่จึงเดาทางตลาดหุ้นไม่ถูก และขาดทุนไปในที่สุด

ก่อนจะลงทุน คุณจึงควรศึกษาหาความรู้ให้ดี ไม่อย่างนั้นคุณก็กำลังเอาเงินไปขาดทุนในตลาดหุ้นเปล่าๆ

ต่อให้คุณซื้อหุ้นบริษัทที่คุณเชื่อว่าดี ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หุ้นของคุณราคาลงไปจนคุณขาดทุนหนักก็ได้

หุ้น AOT “การท่าอากาศยานไทย” ราคาร่วงจาก 80 เหลือ 50 บาทภายในไม่กี่เดือน

กระทั่งนักลงทุนระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ไม่ได้ลงทุนหุ้นถูกตัวตลอดเวลา เพราะหุ้นคือธุรกิจ และธุรกิจในโลกสมัยนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่คาดเดาไม่ได้จะเกิดขึ้นตลอดการลงทุนของคุณ บริษัทที่เคยรุ่งเรืองมาเป็นร้อยปีกลับพังทลายลงได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

  • โนเกียเคยเป็นเจ้าแห่งโทรศัพท์มือถือ แต่ธุรกิจหายวับไปในพริบตาที่ไอโฟนเปิดตัวสู่ตลาด บริษัทต้องล้มละลายขายกิจการ ราคาหุ้นก็ร่วงหนักอย่างรวดเร็ว
  • โกดักเคยเป็นเจ้าแห่งกล้องถ่ายรูป แต่วันนี้เป็นแค่บริษัทซอมบี้ที่รอวันตาย หุ้นโกดักกลายเป็นเพียงหุ้นปั่นที่ราคาเหลือไม่ถึง 10% ของราคาเดิม
  • หุ้น AOT “การท่าอากาศยานไทย” เป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมั่นคง ผูกขาดการบินในไทย และได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวไทยที่เป็น Mega Trend …แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดไวรัส Covid-19 ระบาด ราคาหุ้นร่วงจาก 80 เหลือ 50 บาทภายในไม่กี่เดือน

ก่อนลงทุน คุณจึงต้องศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นเงินเก็บที่คุณทำงานหนักหามา อาจระเหยไปในอากาศได้อย่างรวดเร็ว

 

วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ และเศรษฐกิจก่อนจะลงทุน

ก่อนจะซื้อหุ้น ให้คุณคิดง่ายๆ เหมือนกับกำลังลงทุนเปิดร้านกาแฟกับเพื่อน

ก่อนที่คุณจะยินดีลงเงินไปกับเพื่อนคนนั้น คุณก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าร้านกาแฟของเพื่อนคุณจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ลูกค้าติดใจกาแฟไหม? กำไรต่อแก้วเป็นเท่าไร? มีโอกาสขยายไปเปิดร้านที่ 2 3 4 หรือไม่? ธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน?

การวิเคราะห์หุ้นก็ไม่แตกต่างกัน คุณก็ต้องวิเคราะห์ธุรกิจและปัจจัยเศรษฐกิจก่อนลงทุน โดยผมเขียนวิธีหาหุ้นตัวแรกของคุณไว้ในบทความนี้ สรุปเป็น 6 ขั้นได้แก่

  1. หาชื่อหุ้น
  2. มี Story ว่าจะเติบโต
  3. มีตัวเลขยืนยันว่าจะโตจริง
  4. คิดถึงกรณีที่แย่ที่สุดเผื่อไว้
  5. ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป
  6. ผู้บริหารซื่อสัตย์มีความสามารถ

 

1. หาชื่อหุ้น

ไม่มีทางที่เราจะศึกษาหุ้นทุกตัวได้ละเอียดอยู่แล้ว เราจึงต้องคัดกรองหุ้นก่อน ให้เหลือหุ้นน้อยตัวที่เราสนใจและพร้อมจะวิเคราะห์เชิงลึก โดยเราสามารถหาชื่อหุ้นได้ด้วยวิธีดังนี้

1.1. ถามเพื่อนหรือถามโบรคเกอร์

โบรคเกอร์มักจะมีบทวิเคราะห์หุ้นให้เราดูเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าคุณตามอ่านบทวิเคราะห์พวกนี้ ก็จะได้ชื่อหุ้นมา

เราไม่ควรเชื่อโบรคเกอร์ว่าควรซื้อหรือควรขายตัวไหน ตรงส่วนนี้เราควรคิดเองมากกว่าเชื่อโบรคเกอร์ แต่เราสามารถดูข้อมูลจากบทวิเคราะห์ได้ว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีผลประกอบการอย่างไร และถ้าตัวไหนน่าสนใจเราก็หาข้อมูลต่อได้

คุณยังอาจถามชื่อหุ้นจากเพื่อน ถ้าเพื่อนคนนั้นลงทุนเก่ง เราก็เชื่อได้มาก แต่ถ้าเพื่อนไม่ค่อยเก่งเราก็อาจจะเอามาแค่ชื่อแล้วไปหาข้อมูลต่อเอง

1.2. หาหุ้นแบบ Top Down (มองภาพใหญ่)

หาหุ้นแบบ Top Down มองภาพใหญ่

การที่คุณหาหุ้นแบบ Top Down จะเริ่มจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ว่าช่วงนี้อุตสาหกรรมไหนกำลังไปได้ดี จากนั้นคุณค่อยไปหาหุ้นในอุตสาหกรรมนั้น ว่ามีตัวไหนอยู่ในตลาดหุ้นให้เราซื้อบ้าง

เช่น คุณอาจมองว่าประเทศไทยโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว คุณก็อาจมองหาหุ้นโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน สนามบิน

หรือถ้าคุณมองว่าช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมพลังงานทดแทน คุณก็อาจมองดูว่าบริษัทไหนจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ เป็นต้น

1.3. หาหุ้นแบบ Bottom Up (หาหุ้นเป็นรายตัว)

หาหุ้นแบบ Bottom Up เริ่มจากภาพเล็ก

เวลาคุณใช้สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน คุณจะได้ข้อมูลสำคัญในการลงทุนโดยไม่รู้ตัว

คุณจะเห็นว่าห้างสรรพสินค้าที่ไหนมีคนเดินเยอะ ร้านอาหารร้านไหนขายดี สินค้าตัวไหนกำลังเป็นที่นิยม แอพตัวไหนคนเล่นเยอะ

เมื่อคุณคิดว่าธุรกิจไหนดี คุณก็แค่ลองเช็คดูว่าบริษัทนั้นอยู่ในตลาดหุ้นหรือไม่ คุณจะได้ศึกษาบริษัทนั้นอย่างละเอียดต่อไป

  • ถ้าคุณชอบเดินเซเว่น คุณก็อาจไปดูหุ้น CPALL
  • ถ้าคุณชอบทานร้านขนม After You คุณก็อาจไปดูหุ้น AU
  • ถ้าคุณชอบดู Netflix คุณก็อาจดูหุ้น NFLX ในตลาดอเมริกา
  • ถ้าคุณชอบใช้สินค้า Apple คุณก็อาจดูหุ้น AAPL ในตลาดอเมริกา

 

2. มี Story ว่าจะเติบโต

ต้องมี Story ว่าบริษัทจะเติบโต

หุ้นที่ดีคือหุ้นที่กำไรจะเติบโตในอนาคต แต่อย่าลืมว่าเบื้องหลังหุ้นทุกตัวจะมีธุรกิจจริงอยู่เสมอ

กำไรจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเติบโต คุณต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมธุรกิจจะโตในอนาคต เช่น…

  • บริษัทเปิดร้านเพิ่ม แล้วร้านใหม่ขายออกทุกร้าน ลูกค้าแน่น
  • บริษัทขยายไปหาตลาดใหม่ เช่น ขยายไปจีน แล้วขายได้
  • บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ลูกค้าพร้อมจ่าย
  • บริษัทผูกขาดบริการสำคัญในธุรกิจที่กำลังเติบโต เช่น สนามบินย่อมมีรายได้เพิ่มถ้ามีนักท่องเที่ยวเพิ่ม ดังนั้นถ้าประเทศไทยจะเติบโตจากการท่องเที่ยว ถึงอย่างไรสนามบินก็ต้องเติบโตไปด้วย

 

3. มีตัวเลขยืนยันว่าจะโตจริง

ถึงแม้คุณจะมีเหตุผลและ Story ที่ดีว่าบริษัทจะเติบโต คุณยังต้องการหลักฐานด้วยว่าบริษัทเติบโตได้จริงๆ

หลายบริษัทมี Story ที่ดี แต่กลายเป็นว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริษัทจึงไม่โตตามคาด ทำให้เราชาดทุนได้ คุณจึงควรหาหลักฐานมายืนยันด้วยว่าบริษัทโต เช่น

  • ดูงบการเงินปีล่าสุด ว่ายอดขายเติบโตจริง
  • ดูจำนวนคนโหลดแอพ คนเข้าเว็บ ยอด Follow คนสั่งซื้อสินค้า ที่เราพอจะดูได้จากแหล่งข้อมูลออนไลน์
  • ถ้าบริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจนั้น เราอาจหาข้อมูลธุรกิจชนิดนั้น แล้วเชื่อมโยงเอาว่าถ้าธุรกิจนั้นโต บริษัทก็ต้องโตด้วย เช่น ถ้าบริษัทเป็นสายการบิน แล้วนักท่องเที่ยวมากขึ้น เราก็อาจมองว่าสายการบินน่าจะโตด้วย

นักลงทุนเก่งๆ บางคนคาดเดากำไรได้โดยไม่ต้องรอตัวเลขยืนยัน โดยวิเคราะห์เศรษฐกิจ ตัวสินค้า หรือใช้ข้อมูลพิเศษบางชิ้น

แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งทำแบบนี้เลยครับ เพราะมันจะเสี่ยงมาก รอให้เรามีประสบการณ์สูงขึ้นก่อนดีกว่า

 

4. คิดถึงกรณีที่แย่ที่สุดเผื่อไว้

ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ในธุรกิจและสงคราม

ยิ่งถ้าบริษัทกำลังเปิดตัวสินค้าใหม่ ขยายไปในตลาดใหม่ หรือทำอะไรที่ไม่เคยทำ ก็ยิ่งเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย

ต่อให้บริษัททำดีทุกอย่าง จู่ๆ อาจมีนโยบายรัฐหรือเรื่องในต่างประเทศเข้ามา จากธุรกิจที่กำลังไปได้สวย อาจกลายเป็นมีปัญหาไปได้

ก่อนลงทุนคุณจึงควรคิดถึงความเสี่ยงต่างๆ เผื่อไว้ด้วย ถ้ามีความเสี่ยงมากเกินไป เราอาจเลี่ยงไม่ลงทุนหุ้นตัวนี้ ไปลงทุนตัวอื่นแทน

เช่น บริษัทกำลังเร่งขยายธุรกิจโดยเปิดร้านใหม่ แต่คุณสังเกตว่าร้านใหม่ไปเปิดในพื้นที่ที่คนฐานะด้อยลง ทั้งที่ฐานลูกค้าเดิมของบริษัทเป็นลูกค้าที่กำลังซื้อสูง คุณก็อาจตั้งคำถามไว้ก่อนว่าแล้วจะขายได้ไหม แล้วอาจไปเช็คยอดขายของร้านใหม่ หรือดูที่ยอดขายเฉลี่ยทุกร้านว่าลดลงไหม

 

5. ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป

หุ้นที่ดีกำไรเติบโตสูงแต่ราคาแพง จู่ๆ ราคาอาจหล่นลงมาทั้งที่ธุรกิจไปได้สวยก็ได้

การซื้อหุ้นในราคาไม่แพงจึงเป็นการปกป้องเราส่วนหนึ่งด้วย

วิธีดูว่าบริษัทแพงไปไหม ให้ดูจากค่า P/E

  • P คือ ราคาหุ้นที่เราจะซื้อ
  • E คือ กำไรต่อหุ้น
  • เอามาหารกันก็เป็นค่า P/E

บริษัทที่โตเร็วจะมี P/E สูงได้ (บริษัทดีเราก็ยอมจ่ายแพงได้) แต่บริษัทที่เติบโตช้า ห้ามซื้อ P/E สูง

ค่า P/E ไม่ควรเกินอัตราการเติบโต เช่น ถ้าบริษัทกำไรโตปีละ 30% ค่า P/E ก็ไม่ควรเกิน 30 ครับ

บางบริษัท เช่นพวกบริษัทเทคโนโลยีในอเมริกา จะเติบโตเร็วทั้งที่ไม่มีกำไร บริษัทแบบนี้วิเคราะห์ยาก จึงไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ครับ ไว้ผมจะเล่าให้ฟังในบทความถัดๆ ไป

 

6. ผู้บริหารซื่อสัตย์มีความสามารถ

CEO ที่เป็นคนสร้างบริษัทกับมือ จะเก่งมากเป็นพิเศษ

สำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์ ถ้าผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์เราก็ควรเลี่ยงหุ้นตัวนั้น

เรื่องความสามารถ บางทีก็ไม่จำเป็นครับ เพราะบางธุรกิจก็ดีด้วยตัวเองอยู่แล้ว ผู้บริหารไม่เก่งมากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผู้บริหารเก่งก็ย่อมดีกว่า

ผู้บริหารที่เก่งเป็นพิเศษคือ “Founder CEO” หรือก็คือคนที่สร้างบริษัทนั้นมากับมือ แล้วยังนั่งบริหารเองอยู่ พวกเขาจะรู้ไส้รู้พุงของบริษัทหมด และทำธุรกิจได้ดุเด็ดเผ็ดมัน พวกเขาจะคิดนอกกรอบกว่าผู้บริหารจากข้างนอกที่ไม่ได้สร้างบริษัทนั้นเอง

มือใหม่เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายๆ วันนี้

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ผมได้สรุปกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่นิยมที่สุด 4 สไตล์ไว้ โดยวิธีที่ผมแนะนำคือการลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI

ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน และถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มหาหุ้นตัวแรกของคุณกันเลย

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *