แชร์เทคนิค ลงทุน ETF ต่างประเทศยังไง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

ตอนนี้คนไทยกำลังสนใจลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ และ ETF ต่างประเทศก็เป็นวิธีลงทุนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง และกำลังเป็นที่นิยมจากนักลงทุนทั่วโลก

ก่อนจะไปกันต่อ ผมขอสรุปง่ายๆ นิดนึงนะครับว่า ETF คืออะไร? เผื่อใครยังไม่รู้จัก

เอาง่ายๆ ETF ก็คือกองทุนนิดนึง แต่ซื้อขายกันในตลาดหุ้น แทนที่จะไปซื้อขายผ่านธนาคาร ซึ่งการที่มันซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้ ETF ลงทุนง่ายกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และเป็นที่นิยมกว่ากองทุนยุคเก่าที่ซื้อขายกันตามธนาคาร

วันนี้เราจะมาดูวิธีซื้อ ETF โดยตรงในต่างประเทศ และเคล็ดลับเลือก ETF ที่เหมาะกับตัวคุณกันครับ

ส่วนคนที่สนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ ผมขอแนะนำอ่านวิธีลงทุนหุ้นต่างประเทศ เพิ่มเติมนะครับ

 

ทำไมต้องลงทุนต่างประเทศผ่าน ETF

คำตอบสั้นๆ “ซื้อ ETF แล้วรวยขึ้น 2 เท่า”

ฟังดูเว่อร์ใช่ไหมครับ? ผมก็ว่างั้น แต่ขอให้อดทนฟังผมจนจบก่อน

ปกติถ้าคุณจะซื้อกองทุนต่างประเทศ วิธีที่ง่ายที่สุดคือไปซื้อกองทุนไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศแทนคุณ

  • ปัญหาคือ ไอ้กองทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศพวกเนี้ย เขาก็ไม่ได้ลงทุนด้วยตัวเอง แต่ใช้วิธี “ไปซื้อกองทุนในต่างประเทศอีกต่อ” 
  • สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กองทุนซ้ำซ้อนถึง 2 ต่อ ต่อแรกจ่ายให้กองทุนไทย ต่อที่สองไปให้กองทุนต่างประเทศ

ดังนั้น กองทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศจะเก็บค่าธรรมเนียมคุณสูงเกินจริง เท่าที่ผมดูจะเก็บกันประมาณ 1.5-2% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมาก

ขอให้คุณดูกองทุนที่ผมหามาให้ข้างล่าง

ข้อมูลวันที่ 1 กรกฎาคม 64

ลองเทียบตัวเลขง่ายๆ เลยครับ ลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุนไทย จ่ายปีละ 1.5-2% แต่ถ้าซื้อกองทุนต่างประเทศโดยตรง ค่าใช้จ่ายจะเหลือแค่เศษเสี้ยว ผลลัพธ์ก็เท่ากัน (หรือลงทุนตรงอาจจะดีกว่าด้วย) แล้วเราจะจ่ายแพงกว่าทำไม?

สมมุติว่า คุณไปซื้อกองทุน Vanguard 500 Index Fund ETF ​จะจ่ายแค่ 0.03% ต่อปี เท่ากับคุณจ่ายน้อยลง 50-67 เท่า!

ค่าใช้จ่ายที่ต่างกันหลายสิบเท่าจะส่งผลในระยะยาวต่อทรัพย์สินของคุณ

สมมุติว่าคุณกับเพื่อนลงทุนหุ้นอเมริกาเหมือนกัน แต่คุณซื้อกองทุนไทยแล้วให้เขาเก็บคุณ 2% แต่เพื่อนไปซื้อกองทุน Vanguard ETF ที่เก็บแค่ 0.03% ถ้าคุณสองคนเริ่มลงทุนตอนอายุ 20 ไปจนถึง 60 ในที่สุดเพื่อนของคุณจะมีเงินเป็น 220% ของคุณ

พูดอีกอย่าง ต่อให้ลงทุนเหมือนกัน แต่คุณจะมีเงินแค่ 45% ของที่เพื่อนมี เหมือนกับคุณขาดทุนไป 55% นั่นเอง

 

วิธีซื้อ ETF ในต่างประเทศโดยตรง

แทนที่คุณจะซื้อกองทุนไทยที่ไปซื้อกองทุนต่างประเทศ แล้วให้เขาหักหัวคิวไปเรื่อยๆ คุณก็แค่ไปซื้อ ETF โดยตรงในต่างประเทศเลย

ลองอ่านวิธีเลือกโบรกเกอร์ต่างประเทศฉบับละเอียดได้เลยครับ ซึ่งผมจะแนะนำให้ใช้บริการของ Interactive Brokers คุณสามารถเปิดพอร์ตได้ผ่านลิงก์นี้ (คุณจะได้หุ้นฟรีมูลค่าสูงสุด $1000 ด้วย)

เรื่องความน่าเชื่อถือ Interactive Brokers เป็นหนึ่งใน Top 5 ของอเมริกา และหลายสำนักก็จัดให้เป็นอันดับ 1 เจ้านี้ทำธุรกิจมา 40 กว่าปี จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับ SEC อเมริกา และหุ้นของโบรกเกอร์นี้ยังอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกาอีกด้วย

นอกจากนี้ Interactive Brokers ยังมีระบบเทรดที่ครบเครื่องที่สุด มืออาชีพในอเมริกาใช้งานกันมากที่สุด อันที่จริงถ้าคุณซื้อขายหุ้นไม่บ่อย เรื่องนี้อาจไม่มีผลมาก แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยคุณได้เยอะในวันที่คุณจะซื้อหรือขาย เพราะมันจะทำให้คุณซื้อขายหุ้นได้ในราคาที่ดีขึ้นมาก

สรุปขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดบัญชี คุณสามารถเปิดพอร์ตได้ผ่านลิงก์นี้ (คุณจะได้หุ้นฟรีมูลค่าสูงสุด $1000 ด้วย) หรือลองอ่านวิธีเลือกโบรกเกอร์ต่างประเทศฉบับละเอียด ดูก่อนก็ดีครับ
  2. ซื้อ ETF ที่ต้องการผ่านโบรกเกอร์ที่คุณเลือก

ง่ายๆ ใช่ไหมครับ ต่อไปเราจะมาดูกันว่าพอคุณเปิดบัญชีเสร็จ จะเลือกซื้อ ETF ตัวไหนดี

 

วิธีเลือก ETF ที่เหมาะกับคุณ

ETF ในอเมริกามีหลากหลาย ลงทุนแทบจะทุกอย่างในโลก เยอะจนคุณไล่ดูเป็นสัปดาห์ก็ดูไม่หมด ดังนั้นเพื่อประหยัดเวลาให้คุณ ผมจึงสรุปเป็นกองทุนในอเมริกาที่น่าสนใจให้คุณเลือกง่ายๆ เลยครับ

คนที่สนใจอยากเลือกช็อปปิ้งกองทุนเพิ่มเติม สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ในนี้เลย บอกไว้ก่อนว่า ETF ในอเมริกามีเยอะมากจริงๆ ครับ

 

คนที่อยากลงทุนอเมริกาโดยเฉพาะ

ETF ที่สะท้อน “ภาพรวมอเมริกา” ได้ดีที่สุดคือตัวที่ลงทุนใน “S&P 500” ครับ ดังนั้นถ้าคุณอยากให้การลงทุนสะท้อนเศรษฐกิจโดยรวมของอเมริกา ก็แนะนำให้เลือก 3 ตัวระหว่าง VOO, SPY, IVV

ทั้ง 3 ตัวนี้ลงทุนใน S&P 500 ทั้งหมด ซึ่งพอคุณไปดูผลตอบแทนก็จะพบว่าใกล้กันมาก แทบไม่ต่างกัน คุณอาจดูปัจจัยอื่นเพื่อเลือกว่าจะเอาตัวไหนในทั้งสามตัวนี้

  • ดูจากค่าธรรมเนียม VOO กับ IVV จะถูกกว่า
  • Vanguard เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมายาวนาน น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ดังนั้นกองทุน VOO ก็จะน่าเชื่อถือตาม
  • SPY เป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด มีคนลงทุนเยอะที่สุด

ที่จริงเลือกตัวไหนก็คงไม่ต่างกัน อันนี้แล้วแต่คุณเลยครับ หรือจะซื้อปนกันก็ได้

 

คนที่สนใจลงทุนหุ้นจีน

กองทุน ETF ที่ลงทุนหุ้นจีนจะมีอยู่ 2 ตัวที่แนะนำนะครับ

  • MCHI ลงทุนหุ้นจีนโดยทั่วไป (ธุรกิจทุกชนิด)
  • CQQQ ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนโดยเฉพาะ

เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หุ้นจีนจึงเป็นการลงทุนที่ร้อนแรงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทุกคนควรมีติดพอร์ตเอาไว้บ้างครับ

 

คนที่อยากลงทุนหุ้นเทคโนโลยีเกาะ Mega Trend

ETF ที่สะท้อน “เทคโนโลยีในอเมริกา” ได้ดีที่สุดคือตัวที่ลงทุนใน “Nasdaq” ครับ ดังนั้นถ้าคุณอยากลงทุนในเทคโนโลยีรวมๆ ก็จะต้องเป็น QQQ

แต่จะมี ETF ที่น่าสนใจนิดนึงคือ ARKK, ARKG, ARKW, ARKQ ซึ่งเน้นลงทุน “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ซึ่งเขาเคลมว่าคัดมาแล้วว่าเป็น “เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด”

  • ARKK ลงทุนเทคโนโลยีทุกชนิด
  • ARKG เน้นจีโนมิกส์ (พวกตัดต่อพันธุกรรม)
  • ARKW ลงทุนหุ้นอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคต
  • ARKQ ลงทุนหุ้นโรบอติกส์ (หุ่นยนต์)

มีข้อควรระวังนิดนึงสำหรับคนที่สนใจซื้อ ARKK, ARKG, ARKW, ARKQ นะครับ เนื่องจากเขาลงทุนแบบโฟกัสหุ้นเฉพาะตัวมากกว่า เขาจะกำไรได้เยอะตอนหุ้นที่เลือกราคาขึ้นไปเยอะ แต่ถ้าเขาเลือกหุ้นผิดพลาด ก็จะขาดทุนได้เยอะเช่นกัน มันจะต่างจากการซื้อ S&P 500 หรือ Nasdaq ซึ่งปลอดภัยว่าในระยะยาวจะกำไรแน่นอน

 

คนที่อยาก “ลงทุนทุกอย่างในโลก”

ถึงอย่างไรโลกของเราก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ในระยะยาว ดังนั้นถ้าคุณลงทุนแบบครอบคลุมทั้งโลก ยังไงคุณก็กำไรแน่นอน โดย VEU เขาลงทุนหุ้นทั่วโลกให้เรายกเว้นอเมริกา ดังนั้นคุณก็แค่ซื้อ VEU ผสมกับตัวที่ลงทุนในอเมริกา ก็จะได้ “ทั้งโลก” เช่น

  • VEU ผสม VOO
  • VEU ผสม IVV
  • VEU ผสม SPY

 

คนที่กล้าได้กล้าเสีย

ถ้าคุณเชื่อว่าเทคโนโลยีจะขับเคลื่อนโลกในอนาคต และคนที่ลงทุนในนวัตกรรมจะได้ผลตอบแทนอย่างงดงาม คุณอาจซื้อ ARKK, ARKG, ARKW, ARKQ ซึ่งเน้นลงทุน “หุ้นแห่งอนาคต” ซึ่งเขาเคลมว่าคัดมาแล้วว่าเป็น “เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด”

ถ้าคุณไปดูผลงานย้อนหลัง 5 ปีของเขา จะพบว่าเขาได้กำไรมา 5-6 เท่า (เยอะมาก) ซึ่งก็พอบอกได้ว่าเขามีฝีมืออยู่สูง

แต่อย่าลืมว่าเขาไม่ได้ลงทุนแบบกระจายหุ้น เขาเลือกหุ้นที่เขาคิดว่าดี ดังนั้น ถ้าเขาเลือกหุ้นผิดพลาด ก็มีโอกาสขาดทุนได้เยอะ ถึงอดีตจะทำได้ดีก็ไม่ได้รับประกันว่าอนาคตเขาจะลงทุนได้ดีเหมือนเดิม มันจะต่างจากการซื้อ S&P 500 หรือ Nasdaq ซึ่งปลอดภัย ในระยะยาวจะกำไรแน่นอน

 

Cathie Wood ผู้ก่อตั้งกองทุน ARK ที่ทำผลตอบแทนปีได้ 90% ในหนึ่งปี

สรุป

การลงทุนต่างประเทศโดยซื้อ ETF โดยตรง จะให้ผลตอบแทนดีกว่าลงทุนผ่านกองทุนไทย และระยะยาวจะทำให้คุณมีเงินต่างกันเป็นเท่าๆ

คุณสามารถซื้อ ETF ในอเมริกาได้โดยตรง ซึ่งค่าธรรมเนียมน้อยกว่าไทยเกิน 50 เท่า และเลือกซื้อ ETF ที่คุณชอบได้ตามสบายเลย

โบรกเกอร์ที่ผมแนะนำคือ Interactive Brokers ซึ่งถ้าคุณสมัครผ่านลิงก์นี้ คุณจะได้รับหุ้นฟรีมูลค่าสูงสุด $1000 และผมยังได้อธิบายขั้นตอนเปิดบัญชีให้คุณทำตามง่ายๆ ด้วย เข้าไปดูกันได้เลยครับ

พอคุณมีบัญชีซื้อขาย คุณก็สามารถซื้อ ETF ในนั้นได้ และซื้อขายหุ้นได้ในบัญชีเดียวกันเลย ศึกษา วิธีลงทุนหุ้นอเมริกา หุ้นต่างประเทศ ต่อได้เลย

 

เรียนคอร์สลงทุน “นักลงทุนมือหนึ่งของโลก”

คอร์สลงทุน บิงโก

อยากศึกษาเรื่องการลงทุนแต่เริ่มไม่ถูก?

บิงโกมีคอร์สสอนลงทุนที่จะคุณอาจสนใจ คอร์สนี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง มือใหม่เรียนจบก็พร้อมลงทุนจริงได้เลย

คอร์สนี้ถูกออกแบบให้พิเศษกว่าคอร์สลงทุนทั่วไป เพราะมาจากหนังสือลงทุนของเซียนหุ้นระดับโลก ทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, เบนจามิน เกรแฮม, ดร.นิเวศน์ และอื่นๆ จนเหมือน “นักลงทุนระดับโลกมาสอนคุณเอง” ทุกเล่มที่เราคัดมาคือหนังสือลงทุนที่ดีที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น “ของจริง” และจะร่นเวลาให้คุณลงทุนได้เก่งกาจอย่างรวดเร็ว

ดูรายละเอียด

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *