ลงทุนอะไรดี ข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยงคืออะไร

คุณอาจเคยได้ยินว่าคนรุ่นใหม่ต้องลงทุน การลงทุนเป็นหนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน การลงทุนจำเป็นมากในสมัยนี้ ฯลฯ

พอคุณอ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูก หรือหนังสือ I Will Teach You to be Rich เขาก็จะบอกให้คุณไปลงทุนซะ

แต่พอจะลงมือลงทุนจริง คุณอาจสงสัยว่าควรเริ่มต้นยังไง

RMF SSF กองทุน ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้น หุ้นกู้ บิทคอยน์ คริปโต ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้หลายคนได้ยินแล้วก็ตาลายไปหมดเลยใช่ไหมครับ

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้กันให้รู้เรื่องไปเลย

อ่านบทความนี้จบแค่ 7 นาที คุณจะเข้าใจทั้งลักษณะการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนอย่างทะลุปรุโปร่งเลยครับ

 

เราจะลงทุนอะไรได้บ้าง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกเราเริ่มต้นด้วยเงินก่อน

แต่ก็มีคนหัวหมอที่สังเกตว่า ถ้าเราเอาเงินไปซื้อทรัพย์สินบางอย่าง มันจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หรือจ่ายเงินปันผล/ดอกเบี้ยกลับมาให้เราใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ เขาจึงเรียกทรัพย์สินพวกนี้ว่า “การลงทุน”

ทรัพย์สินเหล่านี้คือสิ่งที่มีค่าด้วยตัวเอง ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ เราก็จะรวยขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

สิ่งเหล่านี้ได้แก่…

  1. เงินฝากธนาคาร
  2. ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้
  3. อสังหาริมทรัพย์
  4. หุ้น
  5. ทองคำ
  6. เงินดิจิทัล (Crypto หรือ คริปโต) เช่น บิทคอยน์

เราต่างมีเป้าหมายต่างกัน รับความเสี่ยงได้ต่างกัน จึงไม่มีการลงทุนใดที่เหมาะกับทุกคน

คุณจึงควรรู้จักการลงทุนแต่ละชนิด เพื่อเลือกทางที่เหมาะกับตัวคุณเองครับ

 

1. เงินฝากธนาคาร

ฝากเงินไว้ที่ธนาคาร คือการลงทุนที่แย่ที่สุด

เงินฝากธนาคารจะแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภท (ฝากประจำ ฝากออมทรัพย์) แต่โดยรวมแล้วก็คือเงินที่เราไปเก็บไว้กับธนาคาร

ยิ่งเงินฝากประเภทไหนมีเงื่อนไขเยอะ เขาก็จะให้ดอกเบี้ยเราสูง เท่ากับว่าเรา “ยอมรับข้อจำกัดเพื่อแลกดอกเบี้ยที่สูงขึ้น”

เช่น เงินฝากประจำมีดอกเบี้ยสูง แต่ถ้าคุณถอนก่อนกำหนดก็จะไม่ได้ดอกเบี้ย เท่ากับบังคับให้เราเอาเงินไปอยู่กับธนาคารนานขึ้น ไม่ได้เอาไปลงทุนให้งอกเงย

เงินฝากธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงต่ำสุด แต่เขาก็จะให้ดอกเบี้ยเราต่ำสุดเช่นกัน ปกติดอกเบี้ยจากเงินฝากจะน้อยมาก น้อยจนเหมือนไม่มีเลยก็ว่าได้ครับ

ปกติแล้วเงินฝากธนาคารควรใช้เก็บเงินเผื่อยามฉุกเฉินเท่านั้น เช่น 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือนของเรา ถ้าเกินกว่านั้น เราไม่ควรฝากธนาคารแล้ว แต่ควรไปลงทุนอย่างอื่นมากกว่าครับ

 

2. ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้

กูเกิลเป็นบริษัทเอกชน ออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินไปทำธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ทุกคนล้วนเป็นหนี้ครับ

รัฐบาลกู้เงินไปพัฒนาประเทศหรือซื้อเรือดำน้ำ ส่วนเอกชนก็กู้เงินไปขยายธุรกิจ

เวลากู้เงิน เขาก็มีทางเลือก 2 ทาง คือกู้กับธนาคาร หรือไม่ก็กู้จากนักลงทุนโดยตรง

สำหรับคนกู้แล้ว เงินกู้ธนาคารมักจะดอกเบี้ยสูง แถมธนาคารยังเรื่องมาก รัฐบาลและเอกชนจึงชอบกู้เงินโดยออกสิ่งที่เรียกว่า ตราสารหนี้” เพื่อกู้เงินจากนักลงทุนโดยตรง เช่น ถ้าบริษัท ABC กู้เงินจากธนาคาร เขาอาจต้องจ่ายดอกเบี้ย 7% และธนาคารก็จ่ายดอกเบี้ยให้คนฝากเงิน 1% ส่วนต่างก็เป็นกำไรของธนาคาร

แต่ถ้า ABC ออกตราสารหนี้ให้นักลงทุนโดยตรง เขาอาจจ่ายดอกเบี้ยแค่ 4% ส่วนนักลงทุนก็ได้ดอกเบี้ย 4% เต็มๆ โดยไม่ให้ธนาคารหักหัวคิว

นักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้จากบริษัท ABC จะได้ดอกเบี้ยเป็นประจำทุกปีหรือครึ่งปี แล้วพอครบกำหนดก็จะได้เงินต้นคืน แต่เขาไม่สามารถขอเงินคืนได้ก่อนกำหนด ต้องถือไปเรื่อยจนครบกำหนด ยกเว้นเอาตราสารหนี้นั้นไปขายต่อให้คนอื่น

 

สังเกตว่าการลงทุนในตราสารหนี้ก็เหมือนการให้คนอื่นกู้เงิน แต่เราตัดธนาคารที่เป็นตัวกลางออกไป

ดังนั้นถ้าเราอยากลงทุน แทนที่เราจะเอาเงินไปฝากธนาคาร เราก็ไปซื้อตราสารหนี้แทน จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากนั่นเอง โดยตราสารหนี้แบ่งย่อยได้ 2 แบบครับ

  1. ออกโดยรัฐ เรียกว่า พันธบัตร
  2. ออกโดยบริษัทเอกชน เรียกว่า หุ้นกู้

ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้ก็คือดอกเบี้ยสูง เพราะเราตัดธนาคารออกไป

แต่ข้อเสียของตราสารหนี้ก็คือ เราตัดธนาคารออกไป ดังนั้นจะไม่มีใครมารับประกันว่าคนกู้เขาจะจ่ายเงินคืน ถ้าเขาเบี้ยวหนี้ เราก็รับไปเต็มๆ โดยทั่วไปรัฐบาลจะไม่ค่อยเบี้ยวหนี้ ถ้ารัฐบาลเบี้ยวก็แสดงว่าทั้งประเทศน่าจะเจอปัญหาใหญ่ การซื้อพันธบัตรจึงเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นกู้

 

3. อสังหาริมทรัพย์

ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด ฯลฯ หลายคนซื้อมาขายทำกำไร หลายคนกำไรจากการปล่อยเช่า

การลงทุนอสังหาฯ มี 2 รูปแบบหลัก

  1. ซื้อที่ดินเก็บไว้หลายปี แล้วขายทำกำไรรวดเดียว
  2. ซื้อตึกมาปล่อยเช่า ให้คนมาอาศัยหรือทำการค้า

อสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงรองจากหุ้น เพราะคุณซื้อมาแล้วราคาอาจไม่ขึ้นอย่างที่คิด หรืออาจปล่อยเช่าไม่ได้ ยิ่งถ้าบางคนกู้เงินมาซื้อแล้วปล่อยเช่าไม่ได้ คุณอาจขาดทุนหนักได้

แต่ความเสี่ยงมาพร้อมโอกาส ผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์สามารถสูงได้มากที่สุดรองจากหุ้นครับ

ผมได้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของอสังหา vs หุ้นไว้แล้ว ลองดูได้ครับ

 

4. หุ้น

Wall Street เป็นถนนสายใหญ่ในนิวยอร์ก เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก

หุ้นคือสิทธิความเป็นเจ้าของบริษัท เวลาบริษัทเขาอยากได้เงินไปลงทุนแต่ไม่อยากกู้เงิน เขาก็สามารถออกหุ้นมาขายนักลงทุนเพื่อไปทำธุรกิจแทน

พอเราซื้อหุ้นบริษัทไหนมา ความมั่งคั่งของเราก็จะขึ้นลงตามความรุ่งเรืองของบริษัทนั้น บริษัทไหนเติบโตแข็งแกร่ง ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าบริษัทไหนล่มจม ราคาหุ้นก็จะร่วงเร็วและแรงมาก

เราสามารถกำไรจากหุ้นได้ 2 ทางครับ

  1. ราคาหุ้นสูงขึ้น เพราะบริษัทเจริญรุ่งเรือง
  2. บริษัทมีกำไรก็เลยจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เราถือหุ้นอยู่ดีๆ ก็ได้เงิน

หุ้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสและความเสี่ยงสูงที่สุดครับ ราคาหุ้นสามารถขึ้นได้เร็วมาก และก็ลงได้เร็วมากเช่นกัน เราจึงมักได้ยินเรื่องราวของ “คนรวยหุ้น” กับ “คนเจ๊งหุ้น” เยอะมาก

การซื้อหุ้นก็เหมือนการซื้อธุรกิจ เช่น ถ้าเราอยากเป็นเจ้าของบริษัทปตท. เราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำธุรกิจเอง เราแค่เอาเงินไปซื้อหุ้นปตท. ในราคาไม่กี่สิบบาท แค่นี้เราก็เป็นเจ้าของปตท.ได้แล้ว ความมั่งคั่งของคุณก็จะขึ้นลงตามการเติบโตของบริษัทปตท.นั่นเอง

ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน จากนั้นก็คิดหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

หุ้นที่ความเสี่ยงต่ำได้แก่ การลงทุนหุ้นปันผล และ การลงทุนหุ้น VI ครับ

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

5. ทองคำ

ก้อนเหลืองๆ เก็บไว้แล้วราคาก็จะขึ้นไปของมันเอง

ทองคำมีลักษณะพิเศษคือ เป็น “Safe Haven” หรือ “สรวงสรรค์ที่ปลอดภัย” เพราะเวลาตลาดหุ้นตก ทองคำมักจะราคาขึ้นสวน ทำให้การลงทุนในทองคำมักปลอดภัยเวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

แต่ข้อเสียของทองคำก็คือ เวลาหุ้นขึ้นแรงๆ ทองคำมักจะราคาไม่ขึ้น หรือบางทีก็ราคาลงไปเลย

ในระยะยาว มูลค่าของทองคำจะขึ้นอยู่กับความต้องการทองคำในโลก ซึ่งปัจจุบันมี 2 ตัวเร่ง

  • ธนาคารกลางอเมริกา (Fed) พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเยอะมาก ซึ่งทุกคนรู้ว่ายิ่งพิมพ์เงินก็ย่อมเสื่อมค่าลง ธนาคารกลางชาติอื่นๆ จึงมักซื้อทองคำไปเก็บไว้เป็นหลักประกัน
  • คนจีนและอินเดียชอบเก็บทองคำ เมื่อสองชาตินี้ร่ำรวยขึ้น ทองคำจึงเป็นที่ต้องการและมีราคาสูงขึ้น

คุณอาจมีทองคำเก็บไว้จำนวนเล็กน้อย เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุน (ทองคำ สวรรค์อันปลอดภัย หรือก้อนโลหะไร้ประโยชน์?)

 

6. เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency

เมื่อ 10 ปีก่อน มีคนญี่ปุ่นชื่อซาโตชิเขียนโปรแกรมตัวหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า บิทคอยน์” (Bitcoin) จากนั้นเขาก็เอามาเผยแพร่ตามอินเทอร์เน็ต แล้วก็มีคนชอบ มันเลยดังขึ้นมา ซึ่งบิทคอยน์ตัวนี้ก็เหมือนเงินในเกมนั่นแหละครับ เราเอาเงินจริงไปแลกเงินบิทคอยน์ แล้วในคอมก็จะมีโชว์ว่าเรามีกี่บิทคอยน์แล้ว

เราสามารถเอาบิทคอยน์ไปขายกลับเป็นเงินจริงได้ ถ้าเราขายได้แพงกว่าตอนซื้อก็กำไร เย้!

พอบิทคอยน์มันดัง ช่วงหลังก็เลยมีคนทำเงินดิจิทัลแบรนด์อื่นมาแข่ง (เหมือนเกมคู่แข่ง) เรียกรวมๆ กันว่า Cryptocurrency หรือ คริปโต

เงินคริปโตเป็นเหมือนเงินในเกม ตราบใดที่คนยังเล่นเกมอยู่ เงินนั้นก็ยังมีราคา ยิ่งมีคนเล่นมากก็ยิ่งราคาสูงขึ้น แต่ถ้าคนเลิกเล่นกัน ราคาก็จะลดลง ความผันผวนก็เลยสูง โอกาสทำกำไรสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน

ถ้าคุณอยากอ่านการลงทุน Crypto ที่ละเอียดยิ่งขึ้น อ่านต่อได้ทางนี้ครับ

 

สรุปความเสี่ยงและผลตอบแทน

ผลตอบแทนเฉลี่ย ความเสี่ยง
เงินฝากธนาคาร 0-2% ต่ำมาก
ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ 0-3% ต่ำ
อสังหาริมทรัพย์ 3-7% ปานกลาง
หุ้น 7-10% สูง
ทองคำ คาดเดายาก ปานกลาง
เงินดิจิทัล คาดเดายาก สูงมาก

 

กองทุน

หลังจากเรารู้จักทรัพย์สินในการลงทุนต่างๆ แล้ว ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาครับ

บางคนเขาไม่ได้อยากตามข่าวหุ้น อยากลงเงินอย่างเดียวแล้วรวยอะ ได้มั้ย!

เมื่อมีปัญหาก็เลยมีทางออก… จึงมีคนคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “กองทุนรวม” หรือสั้นๆ ว่า “กองทุน” ขึ้นมา เขาก็จะเอาเงินของเราไปลงทุนแทนให้ โดยเขาจะบอกก่อนว่าไปซื้อหุ้น พันธบัตร หรือทองคำ หรือปนกัน

คนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากดูเอง ก็สามารถไปซื้อกองทุนได้ แล้วจะมีมืออาชีพมาบริหารเงินแทนเรา

ข้อดีของกองทุนก็คือ สบาย! ลงเงินอย่างเดียวแล้วก็รอกำไร

แต่ข้อเสียก็คือ ผลตอบแทนจากกองทุนมักอยู่แถวค่าเฉลี่ย ถ้าซื้อกองทุนคุณก็จะกำไรบ้างพอสมควร แต่ไม่รวยเท่าเซียนหุ้นตามยูทูปครับ

 

ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน RMF, กองทุน SSF

เวลาคนเราออมเงินและลงทุน ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น ประเทศชาติก็เจริญขึ้น

แต่เขาไปสำรวจมาพบว่า คนมักใช้เงินหมดและไม่ออมเงิน รัฐบาลก็เลยส่งเสริมการออมและลงทุนด้วยการจัดตั้งกองทุน RMF กับ SSF ขึ้นมา ใครซื้อก็ลดภาษีได้!

มันก็คือกองทุนปกตินั่นแหละครับ แต่ติดคำว่า RMF กับ SSF ข้างหน้า แล้วพอซื้อเสร็จคุณก็ลดภาษีได้ แต่จะมีเงื่อนไขในการขายกองทุนนิดหน่อย

  • RMF (Retirement Mutual Fund) ซื้อเสร็จเราสามารถลดหย่อนภาษีได้เท่าเงินที่ไปซื้อกองทุน แต่ไม่เกิน 30% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท บังคับถือต่อเนื่องจนอายุ 55 หรืออย่างน้อยต้องถือ 5 ปี บังคับซื้อต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี
  • SSF (Super Saving Fund) ซื้อเสร็จเราสามารถลดหย่อนภาษีได้เท่าเงินที่ไปซื้อกองทุน แต่ไม่เกิน 30% ของรายได้และไม่เกิน 200,000 บาท และซื้อเสร็จห้ามขายก่อน 10 ปี ไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง

 

ลงทุนแบบไหนเหมาะกับคุณ

ไม่มีการลงทุนไหนที่เหมาะกับคนทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความถนัด ความชอบ เป้าหมาย และข้อจำกัดต่างกัน

เวลาลงทุนคุณจึงต้องวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง แต่ผมมีหลักคร่าวๆ มาแนะนำดังนี้ครับ

  1. ถ้าไม่ชอบเรื่องพวกนี้ ให้ไปซื้อกองทุน เพราะจะมีมืออาชีพบริหารให้ เราจะสบายและลงทุนได้อย่างปลอดภัย แล้วเราก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เราชอบหรือถนัดดีกว่า
  2. ถ้าอยากรวยหรือให้เงินงอกเงย ต้องซื้อหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ จะซื้อเองหรือผ่านกองทุนก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่ซื้อสองอย่างนี้ ยังไงเงินก็ไม่งอกเงย
  3. เงินที่อยากให้เป็นหลักประกันและไม่อยากเสี่ยง ควรซื้อพันธบัตรหรือกองทุนพันธบัตร
  4. เส้นทางที่รวยเร็วที่สุดและเสี่ยงที่สุด คือการเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นรายตัว และคอยติดตามข่าวสารเสมอ

 

เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายๆ

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน จากนั้นก็คิดหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

และถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มหาหุ้นตัวแรกของคุณกันเลย

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *