“งบการเงิน” คืออะไร มีอะไรบ้าง วิเคราะห์ยังไง มือใหม่จะเริ่มต้นอ่านยังไง?

“งบการเงิน” คือ รายงานทางการเงินในแต่ละงวดบัญชี นักลงทุนทุกคนควรอ่านงบการเงินเป็น เพราะมันจะช่วยคุณวิเคราะห์ว่าบริษัทที่คุณลงทุนนั้นดีหรือแย่แค่ไหน คุ้มค่ากับราคาที่ซื้อไปหรือไม่

วันนี้เราจะมาเจาะลึกงบการเงินอย่างละเอียด ว่างบการเงินทั้ง 3 ชนิดมีอะไรบ้าง เราจะอ่านงบการเงินยังไง และวิเคราะห์อย่างไร

ก่อนคุณจะเลื่อนลงไปดูเรื่องงบการเงิน คุณอาจสนใจอ่าน 4 ขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มลงทุน ซึ่งจะปูพื้นฐานการลงทุนให้คุณตั้งแต่ต้น ส่วนคนที่อยากเรียนวิธีลงทุนด้วยเทคนิคของ “นักลงทุนระดับโลก” (สอนตั้งแต่พื้นฐานจนลงทุนเก่ง) สามารถเข้าไปดูคอร์สลงทุนดีๆ ของบิงโกได้อีกด้วย

 

สรุป “งบการเงิน” สำหรับคนที่ยาวไปไม่อ่าน

งบการเงินมี 3 ชนิด

  1. งบกำไรขาดทุน บอกกำไรขาดทุนของบริษัทในปีนั้น
  2. งบดุล บอกสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทในวันที่ปิดงบ
  3. งบกระแสเงินสด บอกว่าบริษัทหาเงินสดได้เท่าไร และใช้เงินสดไปกับอะไรบ้าง

งบการเงินไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับบริษัท บางบริษัทงบออกมาดี แต่อนาคตไม่สดใส อาจเป็นการลงทุนที่ไม่ดี หุ้นลง

บางบริษัทงบออกมาห่วย แต่อนาคตดี จึงอาจเป็นการลงทุนที่ดีก็ได้

สุดท้าย งบการเงินสามารถบิดเบือนได้ บางทีก็บิดเบือนตามมาตรฐานทางบัญชี ไม่ผิดกฎหมาย ดังนั้นเราควรระมัดระวังเวลาวิเคราะห์งบด้วย

 

งบกำไรขาดทุน [งบการเงินชนิดที่ 1]

งบการเงิน 1

งบกำไรขาดทุน จะบอกเราว่าปีนี้บริษัทมีกำไรเท่าไร

ถ้าคุณไปเปิดงบกำไรขาดทุนดู คุณจะเจอตัวเลขที่ละเอียดหลายบรรทัด แต่ที่จริงทุกตัวจะเป็นหนึ่งใน 3 ข้อด้านล่างเสมอ…

  • รายได้ = เงินที่บริษัทหาได้ โดนยังไม่คิดรายจ่าย
  • รายจ่าย = ค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายไป
  • กำไร = รายได้ – รายจ่าย

 

รายได้

รายได้จะอยู่ที่บรรทัดบนสุดของงบ บางบริษัทจะแบ่งย่อยให้เราเป็นรายได้หลายชนิด ซึ่งบ่งบอกว่าบริษัทหาเงินได้เท่าไรก่อนจะหักค่าใช้จ่าย

รายจ่าย

รายจ่ายจะแบ่งย่อยหลายบรรทัดในงบกำไรขาดทุน แต่ละบรรทัดล้วนสำคัญ เพราะมันจะบอกว่าบริษัทมีรายจ่ายหนักไปทางด้านไหน โครงสร้างกำไรเป็นยังไง

กำไร

กำไรเองก็จะมีหลายตัว แต่ทุกตัวจะเกิดจากรายได้ที่อยู่บรรทัดบนสุดมาลบด้วยรายจ่ายชนิดต่างๆ เช่น

  • กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย
  • กำไรก่อนหักภาษี = รายได้ – รายจ่ายทุกตัวยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ = รายได้ – รายจ่ายทุกตัว → นี่คือกำไรตัวสำคัญที่สุดที่ทุกคนพูดถึงกัน ถ้าเราบอกว่า “บริษัทนี้มีกำไร xxx” เราจะหมายถึง “กำไรสุทธิ” นี่แหละครับ

ดูตัวอย่างกันดีกว่า อันนี้เป็นงบกำไรขาดทุนของบรัษัทไทยออยล์ (TOP) ในปี 2017-2020 จากเว็บไซต์ investing.com นะครับ

งบการเงิน 2

เวลาเราอ่านงบกำไรขาดทุน ให้เราอ่านจากบนลงล่าง

ข้างบนสุดจะเริ่มจากรายได้รวมเสมอ ซึ่งในที่นี้เขาแบ่งย่อยให้เรา แต่ไม่ต้องสนใจตัวย่อย สนใจแค่รายได้รวมก็พอ ผมเขียนไว้เป็นตัว A สีฟ้า

  • พอคุณเลื่อนลงมาข้างล่าง ก็จะเจอ “รายจ่าย” ชนิดต่างๆ ซึ่งผมเขียนไว้เป็นสีแดง
  • นอกจากนี้ ระหว่างทางก็จะมี “รายได้เสริม” ซึ่งไม่ใช่รายได้หลักจากธุรกิจ ซึ่งผมเขียนด้วยสีฟ้า
  • คุณจะเจอรายจ่ายสีแดงกับรายได้สีฟ้าปะปนกันไปเรื่อยๆ แล้วพอคุณเอารายได้มาบวกกัน หักด้วยรายจ่าย ก็จะเป็นกำไรชนิดต่างๆ ซึ่งผมวงกลมไว้เป็นสีเขียว
  • กำไรจะมีอยู่หลายชนิด ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลื่อนลงมาเยอะแค่ไหน จนในที่สุดคุณจะเจอ “กำไรสุทธิ” ซึ่งเป็นกำไรที่สำคัญสุด ตัวนี้เองจะเป็นกำไรของบริษัทที่เราพูดถึงกัน

ถ้าคุณเอา “กำไรสุทธิ” มาหารด้วย “จำนวนหุ้น” ก็จะเป็น “กำไรต่อหุ้น” เหมือนที่ผมวงกลมไว้เป็นสีเขียวล่างสุด

ไอ้สีส้มที่ผมวงเอาไว้ ก็คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงาน (ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยกเว้นดอกเบี้ยกับภาษี) ซึ่งก็คือ B+C นั่นเอง เขาเอามาคำนวณให้เราดูง่ายๆ แต่ในที่นี้เราดู B กับ C อยู่แล้ว จึงไม่ต้องสนใจค่ารวม

คุณจะเห็นว่า “งบกำไรขาดทุน” มันก็แค่เอา “รายได้” กับ “รายจ่าย” มาเรียงต่อกันจากบนลงล่าง แล้วว่างๆ ก็คิดหากำไรขั้นต่างๆ ให้เรา ขอแค่คุณเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจงบกำไรขาดทุนครับ

ส่วนการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งขึ้น สามารถอ่านต่อใน วิธีอ่านงบกำไรขาดทุนง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ได้เลย

 

เรียนคอร์สลงทุน “นักลงทุนมือหนึ่งของโลก”

คอร์สลงทุน บิงโก นักลงทุนระดับโลก

อยากศึกษาเรื่องการลงทุนแต่เริ่มไม่ถูก?

บิงโกมีคอร์สสอนลงทุนที่จะคุณอาจสนใจ สอนตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง เรียนจบพร้อมลงทุนจริงได้เลย เหมือน “นักลงทุนระดับโลกมาสอนคุณเอง”และจะร่นเวลาให้คุณลงทุนได้เก่งกาจอย่างรวดเร็ว

ดูรายละเอียด

 

งบดุล [งบการเงินชนิดที่ 2]

งบการเงิน 4

งบดุลจะบ่งบอกถึง 3 สิ่ง

  1. สินทรัพย์/ทรัพย์สิน (Assets) คือสิ่งที่บริษัทมี เช่น เงินสด ที่ดิน โต๊ะ เก้าอี้
  2. หนี้สิน (Liabilities) คือสิ่งที่บริษัทติดค้างคนอื่นไว้ เช่น หนี้สินระยะสั้น หนี้สินระยะยาว
  3. ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) คือตัวเลขสมมุติว่าถ้าบริษัทเอาสินทรัพย์ไปจ่ายหนี้จนหมด บริษัทจะเหลือแค่ไหน ค่านี้บางทีก็จะเรียกว่า “ทุน” หรือ “ส่วนทุน” หรือ “ส่วนของเจ้าของ”

งบการเงิน 5

กฎที่คุณต้องจำคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

เวลาอ่านงบดุล ให้มองว่าบริษัทเป็นเหมือนคนครับ คนเราจะมีสินทรัพย์กับหนี้สิน และถ้าเอามาลบกัน ก็จะเหลือเป็นสิ่งที่คนคนนั้นมีอยู่จริงๆ มันคือ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ที่จะเหลือหลังจากเอา “สินทรัพย์มา” หักลบ “ส่วนของเจ้าหนี้” ไปหมดแล้ว

เช่น ถ้าเรามีบ้านมูลค่า 5 ล้านบาท และเงินฝากธนาคาร 2 ล้านบาท โดยมีหนี้สิน 6 ล้านบาท

  • ทรัพย์สินจะเป็น 5+2 = 7 ล้านบาท
  • หนี้สินคือ 6 ล้านบาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น 7 – 6 = 1 ล้านบาท นี่คือเงินจริงๆ ที่เรามี หลังหักหนี้สินแล้ว

 

สินทรัพย์ แบ่งง่ายๆ เป็นระยะสั้นกับระยะยาว

  • สินทรัพย์ระยะสั้น คือสิ่งที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย มีอีกชื่อว่า “สินทรัพย์หมุนเวียน” เช่น เงินสด สินค้าคงคลัง ลูกหนี้การค้า หุ้นที่บริษัทซื้อไว้ (บริษัทก็เล่นหุ้นได้เหมือนคนนะเออ)
  • สินทรัพย์ระยะยาว คือสิ่งที่ต้องใช้เวลาเกิน 1 ปีในการเปลี่ยนเป็นเงินสด เช่น ที่ดิน โรงงาน รถยนต์ อาคาร เครื่องจักร เป็นต้น

 

หนี้สิน แบ่งเป็นระยะสั้นกับระยะยาว เช่นกัน

  • หนี้สินระยะสั้น คือหนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี มีอีกชื่อว่า “หนี้สินหมุนเวียน” เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น
  • หนี้สินระยะยาว คือหนี้ที่ต้องจ่ายในเวลาเกิน 1 ปี เช่น เงินกู้ระยะยาว

หนี้สินจะบอกเราสองอย่างเกี่ยวกับบริษัท อย่างแรกคือประสิทธิภาพ บริษัทที่กู้เงินมาทำธุรกิจเยอะแสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพ อย่างที่สองคือความเสี่ยง ถ้าบริษัทมีหนี้สินเยอะ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา บริษัทขายของไม่ได้ ก็อาจไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ได้

 

สำหรับ ส่วนของผู้ถือหุ้น ในการวิเคราะห์เบื้องต้นจริงค่านี้จะไม่สำคัญมากครับ เพราะค่านี้เป็นการบอก “อดีต” ว่าในอดีตบริษัทเคยลงทุนไปเท่าไร (เงินลงทุนจะเท่ากับสินทรัพย์ – หนี้สิน ซึ่งแสดงออกมาเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น) แต่เงินลงทุนในอดีตนั้นไม่สำคัญ เราควรมองไปที่อนาคตมากกว่า ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้นบอกอะไรไม่ได้มาก

  • บางกรณีที่บริษัทใกล้เจ๊ง นักลงทุนบางคนจะดูส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อดูว่าถ้าบริษัทต้องเลิกกิจการแล้วจะมีเงินเหลือมาคืนผู้ถือหุ้นเท่าไร

 

ดูตัวอย่างกันดีกว่า อันนี้เป็นงบดุลของบรัษัทไทยออยล์ (TOP) ในปี 2017-2020 จากเว็บไซต์ investing.com นะครับ

งบการเงิน 6

เวลาดูงบดุล ให้ดูแยก 3 ตัวเลยนะครับ (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น) โดยผมคั่นด้วยหยึกหยักสีแดงให้แล้ว

เวลาคุณอ่านตาราง สังเกตนะครับว่าบางบรรทัดมันจะเว้นเข้าไปจากบรรทัดก่อนหน้า บรรทัดที่เว้นเข้าไปนั่นหมายถึง “เป็นส่วนหนึ่ง” ของบรรทัดบน เช่น ถ้าคุณไปดูตรง “หนี้สิน” เขาจะมีหนี้สินระยะยาวรวม แล้วอีก 2 บรรทัดถัดมาจะย่นเข้าไป แสดงว่าอีก 2 บรรทัดถัดมานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “หนี้สินระยะยาวรวม”

สินทรัพย์จะแยกเป็นสินทรัพย์ระยะสั้นกับระยะยาว ซึ่งพอเอามาบวกกันจะได้สินทรัพย์รวม

  • สินทรัพย์ระยะสั้น เขาใช้อีกชื่อว่า “สินทรัพย์สภาพคล่อง” ซึ่งเหมือนกัน
  • บรรทัด “สินทรัพย์สภาพคล่องรวม” จะอยู่บนสุด แล้วเขาค่อยแยกย่อยอีกที
  • เขาไม่มีการรวม “สินทรัพย์ระยะยาว” ให้เรา แต่กระจายหลายบรรทัดออกมาเลย
  • พอเอา “สินทรัพย์สภาพคล่องรวม” รวมกับสินทรัพย์ย่อยอื่นๆ ก็จะได้สินทรัพย์รวม

หนี้สินก็จะแยกเป็นระยะสั้นกับระยะยาว พอเอามาบวกกันจะได้หนี้สินรวม

  • หนี้สินระยะสั้น เขาใช้อีกชื่อว่า “หนี้สินหมุนเวียน” ซึ่งเหมือนกัน
  • บรรทัด “หนี้สินหมุนเวียนรวม” จะอยู่บนสุด แล้วเขาค่อยแยกย่อยอีกที
  • เขาไม่มีการรวม “หนี้สินระยะยาว” ให้เรา แต่กระจายหลายบรรทัดออกมาเลย
  • พอเอา “หนี้สินหมุนเวียนรวม” รวมกับหนี้สินย่อยอื่นๆ ก็จะได้หนี้สินรวม

ส่วนของผู้ถือหุ้น ไม่ค่อยต้องดูมาก สังเกตว่าเท่ากับสินทรัพย์ – หนี้สิน ตามกฎ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น ที่เราพูดถึงด้านบน

ทั้งหมดนี้คือวิธีอ่านงบดุลคร่าวๆ ครับ ส่วนการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งขึ้น สามารถอ่านต่อใน วิธีอ่านงบดุลง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ได้เลย

 

งบกระแสเงินสด [งบการเงินชนิดที่ 3]

งบการเงิน 7

งบกระแสเงินสด ช่วยบอกว่าบริษัทหาเงินได้แค่ไหน และเอาเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง โดยแบ่งดังนี้

  1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เป็นการบอกว่าบริษัททำธุรกิจแล้วได้เงินมาแค่ไหน
    • ทำธุรกิจได้เงิน = เป็นบวก
    • ทำธุรกิจเสียเงิน = เป็นลบ
  2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน บริษัทเอาเงินไปลงทุนทำอะไร หรือขายสินทรัพย์ไปหรือไม่
    • เอาเงินไปลงทุน = เป็นลบ
    • ขายสินทรัพย์ได้เงิน = เป็นบวก
  3. กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน บริษัทกู้เงินหรือเอาเงินไปคืนเจ้าหนี้แค่ไหน
    • กู้เงิน = เป็นบวก
    • เอาเงินไปคืนเจ้าหนี้ = เป็นลบ

ระวังเครื่องหมายดีๆ นะครับ เวลาดูให้มองเงินสดเป็นหลัก ถ้าเงินเข้ากระเป๋าเรา จะเป็นบวก เช่น เอาโรงงานไปขาย เอาที่ดินไปขาย หรือกู้เงิน จะเป็นบวก

แต่ถ้าเงินออกจากกระเป๋าเรา เช่น เอาเงินไปลงทุน เอาเงินไปใช้หนี้ จะเป็นบวก

 

“กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน” คล้ายกับ “กำไร” แต่ต่างกันนิดนึง

งบการเงิน 8

ตรงนี้เป็นจุดที่มือใหม่หลายคนสับสน ผมจึงขอเน้นนิดนึงนะครับ

การทำธุรกิจเป็นช่องทางหาเงินทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทางเดียว ถ้าคุณไปดูงบกระแสเงินสด จะเห็นได้ว่า มีวิธีหาเงินถึง 3 ทาง

  1. ทำธุรกิจ เป็นวิธีหาเงินที่สำคัญที่สุด แต่ไม่ใช่วิธีเดียว
  2. ขายสินทรัพย์ บริษัทที่ร้อนเงินจริงๆ อาจจะเอาโต๊ะเก้าอี้ไปขาย เอาที่ดินไปขาย เอาเครื่องจักรไปขาย เขาก็จะได้เงินมาใช้แก้ขัด
  3. กู้เงิน ตราบใดที่เจ้าหนี้ให้กู้ เราก็กู้เงินมาใช้ได้เรื่อยๆ และจะนับว่า “กระแสเงินสดเป็นบวก” นะครับ เพราะมีเงินเข้าบริษัท (ถึงแแม้จะมีหนี้สินที่ต้องจ่ายในอนาคต)

ทีนี้ คุณอาจสงสัยต่อว่า แล้ว กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ต่างจากกำไรไหม? เพราะมันมาจากการทำธุรกิจทั้งคู่

คำตอบคือ “ต่าง แต่เกี่ยวข้องกัน”

เวลาบริษัททำธุรกิจ บางครั้งบริษัทจะ “ลงบัญชีว่ามีกำไร” ถึงแม้ว่า “ยังไม่ได้เงิน” เช่น บริษัทขายสินค้า แล้วลูกค้าตกลงว่าจะทยอยจ่ายเงินในอีก 3 ปีข้างหน้า

  • พอเป็นแบบนี้ บริษัทจะลงบัญชีไว้ก่อนแล้วว่ามีกำไร ซึ่งตัวเลขกำไรนี้จะไปอยู่ในงบกำไรขาดทุน ในขณะที่เงินสดไม่เข้า ตัวเลขนี้ก็จะไม่ปรากฏในงบกระแสเงินสด

ในทางกลับกัน บางทีบริษัทไม่ได้บันทึกกำไร แต่อยู่ดีๆ ก็มีเงินไหลเข้า เช่น บริษัททรู ให้บริการ True Money Wallet เปิดให้เราโอนเงินเข้าวอลเล็ต แล้วเราเอาไปซื้อของในอินเทอร์เน็ตได้ (เหมือนแอพเป๋าตัง)

  • เนื่องจากบริษัททรูยังไม่ได้ขายของอะไรเลย กำไรจึงเท่าเดิม ไม่มีการบันทึกในงบกำไรขาดทุน แต่ทุกครั้งที่ลูกค้าโอนเงินเข้าวอลเล็ต ก็จะมีเงินมาฝากไว้ในบัญชีธนาคารของทรู ทำให้เขาเอาเงินนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ ตัวเลขนี้จะโผล่มาในงบกระแสเงินสด

ในกรณีค้าขายปกติ เช่น บริษัทซื้อไก่ 100 มาขาย 120 พอขายเสร็จก็ได้เงินเลย

  • แบบนี้ก็จะบันทีกกำไร 20 บาทลงงบกำไรขาดทุน พร้อมบันทึกเงินสดไหลเข้า 20 บาทลงงบกระแสเงินสด

คุณจะสังเกตว่าโดยทั่วไป กำไรมักเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ตัวเลขสองตัวนี้จึงเพิ่มขึ้นและลดลงไปด้วยกัน แต่จะไม่เท่ากันเป๊ะครับ

ดูตัวอย่างกันดีกว่า อันนี้เป็นงบกระแสเงินสดของบรัษัทไทยออยล์ (TOP) ในปี 2017-2020 จากเว็บไซต์ investing.com นะครับ

งบการเงิน 9

เวลาดูกระแสเงินสด ให้ดูแยก 3 ตัวเลยนะครับ (เงินสดจากการดำเนินงาน จากการลงทุน จากการหาเงิน) โดยผมคั่นด้วยหยึกหยักสีแดงให้แล้ว

เงินสดจากการดำเนินงาน ผมเคยบอกใช่ไหมครับว่าเงินสดจากการดำเนินงานนั้น คล้ายกำไร แต่ไม่เหมือนกันเป๊ะ เพราะมันมาจากการทำธุรกิจเหมือนกัน ดังนั้นเราสามารถคำนวณย้อนกลับได้ โดย…

  • เริ่มจากกำไรสุทธิ (ในตารางเขียนเป็นรายได้สุทธิ แต่เหมือนกัน)
  • เอามาบวกลบกับค่าต่างๆ เพื่อ “ปรับ” ให้กำไรสุทธิกลายมาเป็นเงินสดจากการดำเนินงาน

ในที่นี้ เขาเริ่มที่กำไรสุทธิในบรรทัดบนสุด แล้วเอามาบวกกับไอ้ค่าต่างๆ ด้านล่าง จนกลายมาเป็น “เงินสดจากการดำเนินงาน” แต่ที่จริงเขายังมีการบวกอย่างอื่นอีก ซึ่งเขาละเอาไว้ ไม่ได้แสดงในที่นี้ คนที่สนใจรายละเอียดในการคำนวณ ไปดูต่อในวิธีอ่านงบกระแสเงินสดง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ได้เลย

เงินสดจากการลงทุน ก็ไม่มีอะไรมาก ติดลบแสดงว่าเขาเอาเงินไปลงทุนเพิ่ม

เงินสดจากการจัดหาเงิน (ในตารางเขียนว่าไฟแนนซ์ แต่เหมือนกัน) เป็นบวก แสดงว่าบริษัทกู้เงินเพิ่ม ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เขาเอาเงินไปลงทุน แสดงว่าบริษัทกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม สังเกตว่าการกู้เงินจะทำให้เงินสดจากการจัดหาเงินเป็นบวก

ถ้าเราเอาทั้ง 3 ตัวมาบวกกัน ก็จะได้ “เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ” นะครับ ผมวงกลมเอาไว้เป็นสีน้ำเงิน

  • เงินสดปี 2019 + เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ = เงินสดปี 2020
  • เงินสดปี 2018 + เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ = เงินสดปี 2019
  • เงินสดปี 2017 + เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ = เงินสดปี 2018
  • ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือวิธีอ่านงบกระแสเงินสดคร่าวๆ ครับ ส่วนการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งขึ้น สามารถอ่านต่อใน วิธีอ่านงบกระแสเงินสดง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ได้เลย

 

อย่าโดนงบการเงินหลอก รู้จักกลโกงที่ใช้บ่อยในงบการเงิน

งบการเงิน 10

คุณจะสังเกตได้ว่างบการเงินนั้น ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่รายงานที่จัดทำขึ้นตามมาตรฐานทางบัญชี

เวลาเราจะลงบัญชีนั้น นักบัญชีเองก็สามารถ “ใช้วิจารณญาณ” ได้ในระดับหนึ่ง นั่นแสดงว่าถึงจะทำธุรกิจเดียวกัน แต่นักบัญชีสองคนก็อาจลงบัญชีต่างกัน เพื่อเป้าหมายบางประการ

เราจะมาดูเทคนิคบิดเบือนงบการเงินคร่าวๆ เพื่อให้คุณรู้ทันกลวิธีของพวกเขากัน

 

1. ปลอมรายได้ เพื่อให้บริษัทโตกระจาย

วิธีหนึ่งก็คือ เวลาลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้า เขาสามารถเอาเงินทั้งก้อนบันทึกเป็น “รายได้” ทันที ถึงแม้ว่าบริษัทจะต้องส่งสินค้าหรือให้บริการในอนาคตอีกหลายปี

ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจะได้รับเงินล่วงหน้าสำหรับสัญญาให้บริการ 5 ปี แต่บริษัทลงบัญชีว่าเงินทั้งหมดเป็นรายได้ปีนี้ ทำให้รายได้สูงเกินจริง ทั้งที่จริงๆ ควรทยอยบันทึกรายได้ในช่วงเวลา 5 ปี

อีกวิธี บริษัทอาจจะส่งสินค้าให้ร้านค้าปลีก แล้ว “รับคืนสินค้าที่ขายไม่ได้” ซึ่งถ้าสัญญาเป็นแบบนี้ บริษัทก็ไม่ควรรีบบันทึกสินค้าทั้งหมดเป็นรายได้ เพราะจริงๆ บริษัทจะมีรายได้จากที่ขายได้เท่านั้น สินค้าที่เหลือจะถูกส่งคืนอยู่ดี แต่บริษัทที่อยากโชว์กำไรเร็วๆ จะบันทึกว่า “ขายสินค้าได้หมดทุกชิ้น” แล้วพอสินค้าถูกส่งคืน ค่อยมาหักเป็นรายจ่ายทีหลัง

  • ถ้าเขาทำแบบนี้ ให้ดูพิรุธที่  “เงินสด” ว่าน้อยเกินควร เช่น บริษัทลงบัญชีว่ากำไรสูง แต่ “กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน” น้อย เพราะยังไม่ได้เงินจากร้านค้าปลีก

 

2. ลดรายจ่าย ไปลงบัญชีว่าเป็นการลงทุน

ในการลงบัญชี คุณจะสังเกตว่ามันไม่ค่อยชัดเจนว่าบริษัทจ่ายเงินออกไป แล้วเงินนั้นเป็น “รายจ่าย” หรือเป็น “การลงทุน”

บางบริษัทต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่เขาจะไม่ลงว่าเงินนั้นเป็นค่าใช้จ่าย เพราะมันจะทำให้งบการเงินปีนั้นขาดทุนหนัก

บริษัทจึงใช้วิธีลงค่าใช้จ่ายนั้นเป็น “การลงทุน” หรือ “ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า” ที่อยู่ในรูป “สินทรัพย์” แทน

  •  วิธีจับพิรุธคือ บริษัทจะไม่บันทึกรายจ่ายก็จริง แต่เงินสดจะหายไปเยอะ แล้วในงบดุลจะมีสินทรัพย์แปลกๆ บางตัวที่บวมขึ้นมาแทน

 

3. ซุกสิ่งสกปรกไว้ในบริษัทลูก หลาน เหลน โหลน

บริษัสามารถซ่อนหนี้สินหรือรายจ่ายไว้ในบริษัทลูก บริษัทหลานได้ วิธีนี้จะจับพิรุธได้ยาก เพราะเขาสามารถซ่อนทุกอย่างไว้ได้หมด และถ้าซ่อนดีๆ จะ “เนียน” มาก เช่น

  • บริษัท A ขาดทุนหนัก ต้องการเงินมาใช้ด่วน ประธานบริษัทจึงเปิดบริษัท B ในชื่อคนสวน โดย B ไปกู้เงินมาให้ A ใช้ และให้ A ค้ำประกันเงินกู้
    • สรุปว่า A ได้เงินมาใช้ และหนี้สินอยู่กับ B
    • A จะยังต้องใช้หนี้อยู่ดี เพราะเป็นคนค้ำประกันเงินกู้ไว้
    • แต่งบการเงินของ A จะไม่แสดงหนี้สินก้อนนี้ เพราะเป็นหนี้สินของ B ซึ่งไม่ใช่บริษัทลูกของ A โดยตรง (เป็นของคนสวน)
  • บริษัท A มีบริษัทลูก B ซึ่งไปลงทุนในบริษัทหลาน C
    • ต่อมาบริษัทหลาน C ขาดทุนหนัก แต่ B ไม่จำเป็นต้องลงบัญชีเพื่อรับรู้การขาดทุนนี้
    • เนื่องจาก B ไม่รับรู้การขาดทุน A ก็เลยไม่รับรู้การขาดทุนเช่นกัน

ในปัจจุบัน มีการปรับปรุงมาตรฐานบัญชีให้งบการเงินต้องรายงานข้อมูลจากบริษัทลูกด้วย แต่ก็ปิดช่องโหว่ไม่ได้หมด เพราะบริษัทลูกที่จะถูกรวมต้องถูกถือหุ้นเกิน 50%

และต่อให้บริษัทลูกถูกรวม ก็ยังมีบริษัทหลาน เหลน โหลด ได้อีกต่อไปไม่รู้จบ

 

งบดีทำไมหุ้นลง

งบการเงิน 11

ท้ายที่สุด คุณดูงบการเงินไปก็เพื่อเลือกซื้อหุ้นใช่ไหมครับ?

หลายคนวิเคราะห์หุ้นไว้อย่างดิบดี คิดไว้ว่างบการเงินจะต้องออกมาสวยงาม จากนั้นพอถึงวันประกาศผลประกอบการ งบการเงินก็ออกมาดีจริงๆ แต่ทำไมหุ้นกลับลง?

ทำไม ทำไม ทำไม

  1. Sell on Fact หรือที่เมืองนอกเรียกว่า “Buy the rumor, sell the news.” บางครั้งการที่งบออกมาดี เป็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นอยู่แล้ว (priced in) พูดอีกแง่คือ นักลงทุนส่วนใหญ่คาดไว้อยู่แล้วว่าผลประกอบการจะออกมาดี งบจะออกมาสวย ทำให้ความคาดหวังสูง นักลงทุนหลายคนก็เลยซื้อหุ้นไปเรื่อยๆ จนราคาหุ้นขึ้นสูง จากนั้นพองบการเงินออกมาดีจริงๆ จึงมีการขายทำกำไรกัน ราคาหุ้นก็เลยลง
    • ถ้าธุรกิจของบริษัทยังดีขึ้นต่อเนื่อง ปกติการ sell on fact จะเกิดขึ้นชั่วคราว จากนั้นหุ้นก็จะขึ้นต่อ
  2. ตลาดหุ้นมองไปในอนาคต ไม่ใช่อดีต งบการเงินเป็นการบอกถึงอดีต ว่าผลประกอบการในปีที่ผ่านมา (หรือ 3 เดือนที่ผ่านมา) เป็นยังไง แต่ราคาหุ้นจะสะท้อนอนาคต ดังนั้นต่อให้งบการเงินออกมาดี แต่ถ้านักลงทุนมองว่าอนาคตบริษัทจะแย่ลง ราคาหุ้นก็ยังลงได้อยู่ดี
  3. Panic sell นักลงทุนบางคนเห็นงบออกมาดีแต่หุ้นลง จึงกังวลแล้วขายตาม จากนั้นพอเขาพบว่าไม่มีอะไร จึงค่อยกลับมาซื้อใหม่

อย่าลืมว่างบการเงินเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์หุ้น นอกจากงบการเงินแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องดู ซึ่งผมมีบทความสรุปเทคนิคลงทุนแนว VI ไว้ให้คุณศึกษา รวมถึงวิธีลงทุนแบบ VI สไตล์มนุษย์เงินเดือนด้วยครับ

 

จะไปหางบการเงินจากที่ไหน

คุณสามารถหางบการเงินของหุ้นไทยได้ทางนี้เลยครับ

  • set.or.th เป็นเว็บทางการของตลาดหุ้นไทย เขาจะรวบรวมงบการเงินทุกบริษัทในตลาดหุ้นไว้ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าใช้งานยาก
  • th.investing.com เป็นเว็บไซต์สำหรับนักลงทุนทั่วโลก นอกจากหุ้นไทยแล้วคุณยังดูงบการเงินหุ้นต่างประเทศ ราคาน้ำมัน และการลงทุนอื่นๆ ได้แทบทุกชนิด (คนที่สนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ​ ศึกษาได้ทางนี้ครับ)

คนที่กำลังเรียนรู้เรื่องการลงทุน ลองอ่านวิธีลงทุน 4 สไตล์ในโลกเพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง

ส่วนคนที่อยากเรียนวิธีลงทุนด้วยเทคนิคของ “นักลงทุนระดับโลก” (สอนตั้งแต่พื้นฐานจนลงทุนเก่ง) สามารถเข้าไปดูคอร์สลงทุนดีๆ ของบิงโกได้อีกด้วย

 

เริ่มต้นลงทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

งบการเงิน ลงทุนหุ้นต่างประเทศ

การลงทุนหุ้นคือการซื้อธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นหุ้นที่ดีจะอยู่ในเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโต มีนวัตกรรม และมี dynamics สูง

แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงมาก คนไทยเกิดน้อยลง สังคมกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ใครที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจจะพอรู้ว่า “มืดมน” นักลงทุนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะเซียนหุ้นที่เข้าใจเรื่องนี้ จึงเริ่มเลี่ยงไปลงทุนต่างประเทศกันมากขึ้น

ถ้าคุณอยากหาโอกาสที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คุณเองก็อาจศึกษาการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น แล้วคุณจะพบว่าโอกาสดีๆ มีอยู่มากจริงๆ ผมมีบทความสอนวิธีลงทุนหุ้นอเมริกา หุ้นต่างประเทศให้คุณแล้ว (คุณจะได้หุ้นฟรีมูลค่าสูงสุด $1000 ด้วย)

สำหรับคนที่คิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศไกลตัวเกินไป อยากซื้อกองทุนให้เขาไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทนเรา นั่นก็เป็นทางเลือกที่ดีมากครับ แต่ก่อนหน้านั้น ผมแนะนำให้อ่าน ซื้อกองทุนต่างประเทศยังไง ให้กำไรมากขึ้น 100% ซึ่งผมเขียนไว้ให้คุณโดยเฉพาะเลยครับ

 

เรียนคอร์สลงทุน “นักลงทุนมือหนึ่งของโลก”

คอร์สลงทุน บิงโก

อยากศึกษาเรื่องการลงทุนแต่เริ่มไม่ถูก?

บิงโกมีคอร์สสอนลงทุนที่จะคุณอาจสนใจ คอร์สนี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง มือใหม่เรียนจบก็พร้อมลงทุนจริงได้เลย

คอร์สนี้ถูกออกแบบให้พิเศษกว่าคอร์สลงทุนทั่วไป เพราะมาจากหนังสือลงทุนของเซียนหุ้นระดับโลก ทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, เบนจามิน เกรแฮม, ดร.นิเวศน์ และอื่นๆ จนเหมือน “นักลงทุนระดับโลกมาสอนคุณเอง” ทุกเล่มที่เราคัดมาคือหนังสือลงทุนที่ดีที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น “ของจริง” และจะร่นเวลาให้คุณลงทุนได้เก่งกาจอย่างรวดเร็ว

ดูรายละเอียด

 

 

 

 

One thought on ““งบการเงิน” คืออะไร มีอะไรบ้าง วิเคราะห์ยังไง มือใหม่จะเริ่มต้นอ่านยังไง?

  1. เศรษฐวลี says:

    เขียนได้ดีมาก งบการเงินเป็นพื้นฐานของธุรกิจทุกชนิด ^^

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *