ทำงานแทบตาย ไปได้ไม่ถึงไหน ทุนนิยมกำลังเอาเปรียบคุณ?

เคยสงสัยไหมครับว่าชีวิตคนเราทำงานแทบตาย สุดท้ายเรามีค่าแค่ไหน?

ปกติเวลาเราเรียนจบ ทำงานหาเงิน เราก็มักยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ใช้เวลากับครอบครัว พลางไต่เต้าหาความก้าวหน้าในอาชีพการงาน …จนหลายคนไม่ทันคิดว่า ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มันคุ้มค่ากับเวลาและอายุขัยที่เราเสียไปหรือไม่

ความฝันมันไม่มีป้ายราคาติด แต่มีสิ่งที่คุณต้องจ่ายซ่อนอยู่

คุณอาจเก็บเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ แต่เคยลองคำนวณเงินที่ต้องเก็บดูหรือยัง แน่ใจเหรอว่าพอ?

 

สมมติว่าคุณมีเงินเดือน 40,000 บาท ค่ารถไปทำงาน 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องจ่ายให้ที่ทำงาน 5,000 บาท

ตกเป็นรายได้สุทธิเดือนละ 30,000 บาท คิดเป็นปีละ 360,000 บาท ผมต่อให้ไม่คิดภาษีละกัน

ทำงานสัก 30 ปี ก็จะได้ 10 ล้านบาท

สรุปคือคุณใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อทำงานแลกเงิน 10 ล้านบาท

ถ้าทางเลือกของคุณมีแค่นี้ ไม่มีทางที่ชีวิตคุณจะหลุดจากวงจรอุบาทว์ได้

คุณจะต้องตื่นเช้า ไปทำงาน นอน…

ตื่นเช้า ไปทำงาน นอน…

ตื่นเช้า ไปทำงาน นอน…

ทำแบบนี้วนไปทุกวันจนวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ต่างจากแฮมสเตอร์ที่ปั่นวงล้ออยู่กับที่

แล้วถึงจะทำงานหนักแค่ไหน ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอกครับ เพราะทั้งชีวิตคุณถูกบอนไซให้มีรายได้จำกัดอยู่ที่ 10 ล้านบาทแค่นั้น ยิ่งถ้าคุณเลิกทำงาน เงินก้อนนี้ก็จะลดลงอีก

หนังสือพ่อรวยสอนลูก พูดถึงอิสรภาพทางการเงิน ว่าถ้าคุณเข้าใจเงินและบริหารเงินได้อย่างถูกต้อง มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้

ในบทความนี้ ผมจะพูดถึงภาพกว้างของโลกทุนนิยม และสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้อยู่รอด

 

กลไกของโลกทุนนิยม

โลกของเราทำงานด้วยระบบทุนนิยม

ระบบนี้สร้างมาเพื่อให้คนที่มีความรู้ทางการเงินรวยขึ้น โดยสูบความมั่งคั่งจากคนที่ไม่มีความรู้ทางการเงิน

คุณจะเลือกอยู่ฝ่ายไหนก็ได้ ไม่ว่าฝ่ายที่จะได้ประโยชน์จากทุนนิยม หรือฝ่ายที่จะขายแรงงานให้ทุนนิยมเพื่อแลกเศษเงินเลี้ยงชีวิต

คุณจะชอบหรือเกลียดทุนนิยมก็ได้ แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ คุณไม่มีทางเปลี่ยนระบบได้ มันเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั่วทั้งโลก และนับวันก็ยิ่งผูกพันแทรกซึมในสังคมมากขึ้น

ถ้าคุณเอาชนะไม่ได้ ก็ต้องเข้าร่วม

ในโลกยุคปัจจุบัน ถึงคุณจะมีเงิน แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้ เงินของคุณก็จะค่อยๆ เสื่อมค่าลงด้วยเงินเฟ้อ หลายคนอาจไม่รู้ แต่รัฐบาลทั่วโลกมีนโยบายพิมพ์เงินอัดใส่เศรษฐกิจเพื่อให้เงินเฟ้อช้าๆ ทุกปีอยู่แล้ว ถ้าปีไหนเงินไม่เฟ้อก็จะพิมพ์เพิ่มเป็นพิเศษเพื่อให้เฟ้อ เงินของคุณจึงเสื่อมค่าลงช้าๆ ตลอดเวลาตามนโยบายรัฐ

ในทำนองกลับกัน คนที่มีความรู้และเข้าใจเงิน ต่อให้ไม่มีเงิน คุณก็สามารถหาเงินได้ง่ายๆ

 

ทำไมคนจบหมอกับปริญญาเอกถึงตกงาน

สมัยก่อน เรามักยกย่องคนเป็น “ดอกเตอร์”

หมอเป็นอาชีพที่แทบทุกคนใฝ่ฝัน

ใครมีปริญญาเอกประดับตัวถือว่าเจ๋ง

วิธีคิดแบบนี้มีมาจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ในยุคที่…

ทุกคนเรียนจบปริญญาตรี!

ผมรู้จักคนที่เรียนจบกฎหมาย แม้ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยระดับท็อป แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลย เพื่อนผมคนนี้ตกงานอยู่นานมากกว่าจะหางานได้ ซึ่งเงินเดือนก็ไม่ได้สูงมากมายอะไร คุณเองก็รู้จักคนแบบนี้ใช่ไหม?

แล้วยังมีคนรู้จักที่จบปริญญาเอกแต่ไปทำงานที่ใช้วุฒิปริญญาตรีก็ได้

ผมมีกระทั่งเพื่อนที่เรียนจบหมอแต่หันไปขายของออนไลน์ (หนังสือ Crush It! จะสอนวิธีเปลี่ยนงานอดิเรกเป็นธุรกิจทำเงินให้คุณ)

โอ โลกช่างเปลี่ยนไปเร็วจริงๆ…

 

หรือว่าสมัยนี้ปริญญาตรีมันเกลื่อนไปแล้ว เราต้องไปมีปริญญาโทแทนใช่ไหม?

หรือต้องเรียนจบนอก?

หรือปริญญาเอกสักห้าใบดี?

 

เคล็ดลับการมีสุขภาพดี

นอนให้มากขึ้น กินขนมให้น้อยลง

ในปี 1980 อีไลท์ โกลด์แรท ได้ค้นพบหลักการสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า “เวลาคุณทำอะไร คุณจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจุดชี้ขาดที่สำคัญที่สุดข้อเดียว ถ้าคุณเอาเวลาไปทำสิ่งอื่น คุณจะเสียเวลาเปล่า”

เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ถ้ามีเวลาแก้ปัญหา 60 นาที ก็ควรเอาเวลาไปถามคำถามที่เข้าเป้า 59 นาที” การวิเคราะห์สิ่งที่คุณกำลังทำเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดเท่านั้น จึงจะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

ลองเอาแนวคิดนี้มาใช้กับเรื่องใกล้ตัวกัน สมมติคุณมี New Year Resolution ว่าจะฟิตหุ่นให้ดูดี ปีนี้จะเป็นปีที่คุณกลับมาสุขภาพดีแน่ๆ ดังนั้นคุณจึงเข้าฟิตเนส วางแผนออกกำลังกาย สั่งอาหารเสริมที่เข้าท่า คุณได้ผงโปรตีน ครีเอติน กับอะไรต่อมิอะไรที่คนในยูทูปบอกว่าจะช่วยได้มาครบ

คุณไปฟิตเนส 6 วันต่อสัปดาห์ ผ่านไป 2 วันก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง คุณก็บากบั่นทำต่อไป

จนผ่านไปเป็นเดือน คุณก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ก่อนที่คุณจะทำอะไรไปมากกว่านี้ เราลองมาวิเคราะห์กันว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุด” ในการฟิตหุ่นของคุณคืออะไร

การไปฟิตเนสตั้งแต่ตีห้า ถ้าคุณนอนดึก แสดงว่าคุณจะได้นอนแค่ 5-6 ชั่วโมง แถมหลังออกกำลังกายทุกครั้ง คุณยังให้รางวัลตัวเองด้วยการกินขนมที่สตาร์บัคส์อีกด้วย

การวิ่งบนสายพานจะเผาผลาญพลังงานได้ 400 แคลอรี่ แต่ขนมสตาร์บัคส์ก็มีพลังงาน 400 แคลอรี่เช่นกัน แปลว่าน้ำหนักคุณไม่มีทางลดเลย ประโยชน์จากฮอร์โมนที่คุณจะได้รับจากการออกกำลังกายก็หายไปหมดเพราะคุณอดนอน

คุณทุ่มเทให้กับการออกกำลังกาย ทั้งที่จุดสำคัญในการฟิตหุ่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย

พอเป็นอย่างนี้ การนอนให้พอ ควบคุมอาหาร และลดเวลาออกกำลังกายยังจะให้ผลดีกว่าด้วยซ้ำ แค่คุณงดขนม นอนเพิ่มคืนละ 2 ชั่วโมง ต่อให้ออกกำลังกายแค่นิดหน่อย น้ำหนักคุณจะลดลงแน่นอน เพราะคุณแก้ปัญหาได้ตรงจุด

หลักการนี้เอาไปใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตก็ได้เช่นกันครับ

แทนที่จะเอาแต่ออกแรงให้หนักขึ้น สู้หาจุดออกแรงที่ได้ผลกลับมามากที่สุดจะดีกว่า

 

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

นับตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โลกของเราทำงานด้วยหลัก “สิ่งสำคัญที่ชี้ขาดชะตาชีวิตคน” มาโดยตลอด

หนังสือ The End of Jobs แบ่งยุคสมัยคร่าวๆ ไว้ 4 ยุค

  1. ยุคเกษตรกรรม
  2. ยุคอุตสาหกรรม
  3. ยุคปริญญา
  4. ยุคสมัยใหม่

ทุกครั้งที่โลกก้าวหน้าขึ้น จะเกิดจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ คนที่ทำสิ่งที่เป็นจุดชี้ขาดในยุคสมัยนั้น จะได้รางวัลเป็นชีวิตที่สุขสบาย และความก้าวหน้าที่คนอื่นต้องอิจฉา

 

ในยุคแรกสุด คนเราอยู่ในยุคเกษตรกรรม สิ่งสำคัญชี้ขาดว่า “ใครจะประสบความสำเร็จ” จึงเป็นที่ดิน

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษได้รวบรวมอังกฤษเป็นปึกแผ่น ส่งเสริมให้ผู้คนถือครองที่ดิน และพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร นั่นทำให้พระราชอำนาจของพระเจ้าเฮนรี่แข็งแกร่ง

ในสมัยนั้น พระราชาต้องตกอยู่ใต้อำนาจของพระสันตะปาปา แต่เมื่อพระมเหสีองค์แรกไม่สามารถมีบุตรได้ พระเจ้าเฮนรี่ก็ประกาศหย่าโดยไม่รอพระสันตะปาปา ทำให้พระองค์ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร

พระเจ้าเฮนรี่ก็ไม่สน แล้วก่อตั้งนิกายใหม่ของตัวเอง พร้อมยึดทรัพย์จากพระสันตะปาปามาแจกจ่าย จึงเป็นการเปลี่ยนมืออำนาจจากพระสันตะปาปาไปสู่กษัตริย์และเจ้าของที่ดินต่างๆ

ในยุคเกษตรกรรม คนที่ครอบครองที่ดินคือผู้ชนะ

เด็กในยุคอุตสาหกรรม

ถัดจากยุคเกษตรกรรม โลกก็ได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จุดชี้ขาดของความสำเร็จเปลี่ยนจากที่ดินเป็นเงินทุน สถาบันสำคัญของโลกเปลี่ยนมาเป็นธนาคาร และผู้ครองอำนาจก็ย้ายจากเจ้าของที่ดินมาสู่เจ้าของเงินทุน

จอห์น รอธชายด์ เป็นนายธนาคารชาวยิวที่โด่งดังที่สุด ในสงครามนโปเลียนในศตวรรษที่ 19 นโปเลียนได้แหกคุกไปสั่งสมกำลังที่ฝรั่งเศส พระเจ้าเฟรดริชแห่งปรัสเซียจึงต้องสะสมอาวุธเพื่อเตรียมรับมือ

แต่พระเจ้าเฟรดริชไม่มีเงิน เขาจึงส่งจดหมายไปอ้อนวอนนายธนาคารรอธชายด์ เพื่อขอกู้เงินไปซื้ออาวุธ

พอรอธชายด์ได้รับจดหมาย เขาก็ตอบ ok กลับไป โดยมีเงื่อนไขว่า พระองค์จะต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่รูปแบบรัฐสภา ซึ่งคอรัปชั่นได้ยากกว่าการปกครองโดยคนคนเดียว

นายธนาคารกำลังบงการกษัตริย์ สิ่งที่นโปเลียนทำไม่สำเร็จแม้มีทหารเรือนแสน นายธนาคารกลับทำได้โดยใช้จดหมายฉบับเดียว

ในยุคอุตสาหกรรม ผู้ชนะคือผู้ถือครองเงินทุน

เราจะเห็นเศรษฐีรุ่นเก่าที่สะสมที่ดินหรือเงินทุนไว้เยอะ ซึ่งมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ก็อย่างที่เราเห็นกัน คนกลุ่มนี้ก็กำลังเริ่มเสื่อมลงเมื่อ…

สมัยนี้คนจบปริญญาเยอะมาก

ต่อมา โลกก็เข้าสู่ยุคปริญญา

นี่คือยุคของพ่อแม่ปู่ย่าตายายเรา มันคือยุคที่โลกขาดแคลนความรู้ ยุคที่ใน 100 ครอบครัว จะมีสักครอบครัวที่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย

คนที่มีความรู้ ก็ย่อมสร้างโรงงานที่ทันสมัยได้ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้เหนือกว่าคนที่ไม่มีความรู้ใดๆ

ดังนั้นในยุคนี้ ใครเรียนจบมหาวิทยาลัย ใครมีใบปริญญา จะเป็นที่ต้องการ จะมีเงินเดือนสูงและมีแต่คนยกย่อง ไม่น่าแปลกใจที่คนรุ่นเก่าชอบให้ลูกหลานเรียนสูงๆ เพราะในยุคนั้น ปริญญาคือใบเบิกทางที่เห็นผลชัดเจน

เราจะเห็นคนที่สร้างชื่อในยุคนี้หลายคน มักมีการศึกษาที่ดี และลงทุนกับการศึกษาไปในขณะที่คนส่วนใหญ่จบแค่ป.6

 

และตอนนี้โลกก็ได้เปลี่ยนยุคไปอีกครั้ง เราได้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่เรียบร้อยแล้ว

เราได้เดินมาสู่ยุคที่ “ปริญญาตรีคือพื้นฐาน ปริญญาโทคือเกร่อ”

คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขายังคงทุ่มเทลงทุนกับสิ่งเก่าๆ แม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายสิบหรือร้อยปีแล้วก็ตาม

พวกเขายังคงแสวงหาใบปริญญาเพิ่ม หลายคนพากันไปเรียนเพิ่มใบปริญญาเอก หลายคนจ่ายเป็นล้านเพื่อให้ได้ปริญญาจากอังกฤษ ในขณะที่ผลตอบแทนของใบรับรองความรู้ลดลง นักเรียนกลับต้องควักกระเป๋ามากขึ้น

ค่าใช้จ่ายเพื่อเรียนเพิ่มใบปริญญาเพิ่มขึ้นทุกปี แต่คุณค่าของมันกลับลดลง

 

ความเสี่ยงของเงินเดือน

สักวันคุณอาจมีปัญหากับงาน แต่ออกไม่ได้เพราะต้องพึ่งเงินเดือน

ถ้าคุณเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปมากขึ้น คุณจะพบว่าสิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของคุณในวันนี้ ไม่ใช่ใบปริญญาหรือการตั้งใจทำงานเพื่อให้เงินเดือนสูงขึ้น 3000 บาทอีกแล้ว

คนที่จะประสบความสำเร็จในโลกสมัยใหม่ จะต้อง “มีความรู้ทางการเงิน” หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ “รู้ว่าจะลงทุนเงินให้งอกเงยได้อย่างไร”

ในขณะที่ใบปริญญาเกลื่อนขึ้นทุกวัน คุณจะต้องแข่งขันกับคนมากขึ้นเพื่อหางานที่เงินเดือนสูง ผลก็คือ งานส่วนใหญ่จะถูกกดค่าแรงให้ต่ำลง เพื่อเพิ่มผลกำไรให้เจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น

ถ้าคุณมองในมุมของพนักงาน คุณคงมองว่ามันไม่แฟร์ แต่ถ้าคุณมองย้อนกลับในมุมของนักลงทุน คุณจะพบว่าคุณเองก็สามารถเป็นหนึ่งในเจ้าของกิจการได้ ด้วยการนำเงินเก็บของคุณเข้าไปซื้อหุ้นที่ดี มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่งคั่งของคุณในระบบทุนนิยมยุคใหม่ และเมื่อคุณเป็นนักลงทุน คุณก็จะย้ายฝั่งจาก “คนที่ทำงานให้ระบบ” กลายเป็น “คนที่รับประโยชน์จากระบบ” แทน

คนที่อยากรู้วิธีลงทุนดีๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ลึกซึ้งทุกประเด็น บิงโกมีคอร์สลงทุนดีๆ ซึ่งจะสอนวิธีลงทุนอย่างละเอียด (สอนตั้งแต่พื้นฐานจนลงทุนเก่ง) ซึ่งจะช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งไปได้ตลอดชีวิต

 

เรียนคอร์สลงทุน “นักลงทุนมือหนึ่งของโลก”

คอร์สลงทุน บิงโก

อยากศึกษาเรื่องการลงทุนแต่เริ่มไม่ถูก?

บิงโกมีคอร์สสอนลงทุนที่จะคุณอาจสนใจ คอร์สนี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง มือใหม่เรียนจบก็พร้อมลงทุนจริงได้เลย

คอร์สนี้ถูกออกแบบให้พิเศษกว่าคอร์สลงทุนทั่วไป เพราะมาจากหนังสือลงทุนของเซียนหุ้นระดับโลก ทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, เบนจามิน เกรแฮม, ดร.นิเวศน์ และอื่นๆ จนเหมือน “นักลงทุนระดับโลกมาสอนคุณเอง” ทุกเล่มที่เราคัดมาคือหนังสือลงทุนที่ดีที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น “ของจริง” และจะร่นเวลาให้คุณลงทุนได้เก่งกาจอย่างรวดเร็ว

ดูรายละเอียด

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *