4 สไตล์การลงทุน ที่ต้องเลือกก่อนเล่นหุ้น

ในบรรดาการลงทุนทั้งหมด “หุ้น” เป็นสิ่งที่มีโอกาสสร้างกำไรได้มากที่สุด

สำหรับหัวข้อนี้ เราจะมาเจาะลึกการลงทุนในหุ้นกันนะครับ

แต่ก่อนลงทุนในหุ้น คุณต้องเข้าใจก่อนว่าคุณกำลังซื้อหุ้นด้วยกลยุทธ์อะไร การลงทุนโดยไม่มีกลยุทธ์ ก็เหมือนการเดินเข้าสนามประลองโดยไม่สวมหมวกเหล็ก คุณจะซื้อขายโดยไม่มีหลักยึด ไม่รู้ว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน ซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร และเมื่อไรที่คุณลงทุนพลาดและต้องรีบถอยก่อนตาย

ไม่มีแนวทางใดที่ดีกว่าแนวทางอื่น 100% มันขึ้นอยู่กับนิสัย ความชอบ และความถนัดของแต่ละคนด้วย ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าการลงทุนสไตล์ไหนจะดีที่สุด ให้เลือกลงทุนในแบบที่เหมาะกับเราดีกว่าครับ

  1. ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Value Investing หรือ VI)
  2. ลงทุนแนวเทคนิค (Technical)
  3. ลงทุนด้วย Story (ลงทุนตามข่าว)
  4. ลงทุนง่ายสไตล์คนขี้เกียจ (Passive Investing)

สไตล์ 1-3 เป็นการลงทุนสำหรับคนที่มีเวลาศึกษา อยากทุ่มเทให้การลงทุนหุ้น แต่ถ้าใครไม่มีเวลาดูหุ้น ไม่ค่อยรู้เรื่องมาก หรืออยากได้ “กำไรชัวร์ๆ” ผมแนะนำให้ไปดูข้อ 4 เลยครับ

 

1. ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Value Investing หรือ VI)

นี่เป็นแนวทางการลงทุนที่อิงกับตัวธุรกิจล้วนๆ ครับ แนวทางนี้จะกลับไปที่รากฐานของหุ้นว่า “หุ้นก็คือสิทธิความเป็นเจ้าของของบริษัท”

เราคิดว่าบริษัท ABC ทำธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เราก็เลยซื้อหุ้นของบริษัท ABC เพื่อมา “รับส่วนแบ่ง” ความรุ่งเรืองของบริษัทนี้

ถ้าคุณวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆ ได้เก่ง คุณจะกำไรจากแนวทางนี้ได้ง่ายที่สุด และเสี่ยงน้อย เพราะคุณซื้อหุ้นโดยมีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมือเรียบร้อยก่อนลงทุน คุณจะพึ่ง “ดวง” น้อยกว่าสไตล์การลงทุนอื่นมาก นั่นทำให้นักลงทุนชื่อดังในโลกมักลงทุนด้วยวิธีนี้ครับ

กฎสำคัญของการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานก็คือ “ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า”

  • “มูลค่า” ของหุ้น มาจากกำไรในอนาคต ถ้ากำไรในอนาคตเยอะ มูลค่าก็สูง
  • อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน การประเมินมูลค่าก็เลยต้องเดากันหน่อย ถ้าใครเดากำไรในอนาคตได้แม่นยำกว่า ก็จะประเมินมูลค่าหุ้นได้เก่งกว่า

พอคุณประเมินมูลค่าหุ้นได้ คุณก็รอจังหวะซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ตลาดหุ้นก็จะปรับราคาหุ้นให้สูงขึ้นมาเท่ากับมูลค่าเอง แล้วคุณก็จะกำไร

เช่น คุณคิดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเมินจากตัวธุรกิจแล้ว หุ้น ABC น่าจะมีกำไร 10 บาทต่อหุ้น และตลาดหุ้นจะให้ราคาหุ้น ABC ที่ราคา 20 เท่าของกำไร (20 x 10 = 200 บาท)

แต่ตอนนี้ด้วยเหตุผลบางประการ (ตลาดหุ้นตกหนัก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ระเบิดในอิหร่าน ฯลฯ) หุ้น ABC ซื้อขายกันที่ราคา 50 บาท คุณจึงซื้อหุ้น ABC ตอนนี้ แล้วอีก 5 ปีถ้าคุณวิเคราะห์ถูก คุณก็จะขายได้ 200 บาท แสดงว่าคุณจะกำไรสี่เท่า เป็นต้น

ถ้าคุณสนใจการลงทุนหุ้นแนว VI แล้วไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้วครับ

นอกจากนี้ คุณอาจลองศึกษาหุ้น 6 ประเภทของปีเตอร์ ลินช์ ถ้ารู้ไว้ก็จะทำให้คุณลงทุนได้ง่ายขึ้นมากครับ

คนที่สนใจลงทุนแบบ VI หรือ Value Investing อาจลองศึกษาการลงทุนหุ้นปันผล ซึ่งเป็นสไตล์ย่อยลงไปอีกครับ หุ้นปันผลจะเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย และอยากได้กระแสเงินสดที่มั่นคงสม่ำเสมอ

 

2. ลงทุนแนวเทคนิค (Technical)

นักลงทุนเทคนิคจะเน้นดูกราฟ

นี่เป็นแนวทางการลงทุนที่อิงกับราคาหุ้นในอดีตครับ

ก่อนจะลงทุนแนวเทคนิค คุณต้องมี “ศรัทธา” ก่อน ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงโดยมี pattern

  • เช่น ถ้าหุ้นขึ้น “ในลักษณะนี้” มันจะขึ้นไปได้อีกไม่เกิน xxx บาท จากนั้นราคาจะต้องหล่นลงมา
  • หรือ ถ้าหุ้นลง “ในลักษณะนี้” มันจะลงไปได้อีกไม่เกิน xxx บาท จากนั้นราคาจะต้องดีดกลับ

ในความเป็นจริง หุ้นจะขึ้นหรือลงโดย มี pattern เล็กน้อย” พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะพอเดาได้นิดหน่อยว่ามันจะขึ้นลงในลักษณะไหน แต่ไม่มีใครเดาทั้งหมดได้ 100%

ดังนั้นนักลงทุนสายเทคนิคก็จะศึกษา pattern และกราฟหุ้นในรูปแบบต่างๆ แล้วเดาเอาว่า “ราคาหุ้นจะต้องขึ้นไปถึงจุด xxx แล้วจากนั้นน่าจะต้องลง” ซึ่งก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ใครถูกมากกว่าผิดก็สามารถทำกำไรได้

รูปแบบกราฟจะมีหลากหลาย แล้วแต่ทฤษฎีของสำนักต่างๆ ว่าคุณ “ศรัทธา” และคิดว่า pattern แบบไหนน่าเชื่อกว่ากัน

 

3. ลงทุนด้วย Story (ลงทุนตามข่าว)

Beyond Meat เป็นหุ้นที่ราคาขึ้นสูงมาก เพราะ Story บอกว่าจะเติบโตอีก 5000% ในอีกไม่กี่ปี

การลงทุนตามข่าว มีอีกชื่อว่า “การเก็งกำไร” ครับ

ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องขึ้นลงตามความสำเร็จทางธุรกิจ (บริษัทมีกำไรเติบโต) เสมอไป

ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงนั้น ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนไปไล่ซื้อหุ้นตัวนั้น หรือเทขายหุ้นตัวนั้น มากแค่ไหน

หุ้นบางตัวจะมีนักวิเคราะห์ หรือ influencer คอยบอกต่อๆ กันว่า “หุ้นดี ซื้อเลย” ถึงแม้มันอาจไม่ได้ดีจริง โดยเขาก็มักจะให้เหตุผลแบบคลุมเครือว่า…

  • “บริษัทมีแบรนด์แข็งแกร่ง” (แกร่งจริงไหมก็ไม่รู้)
  • “บริษัททำธุรกิจผูกขาด” (ผูกขาดจริงไหมก็ไม่รู้ หรืออาจผูกขาดสิ่งที่ไม่มีใครซื้อ)
  • “บริษัทมีเทคโนโลยีใหม่ที่เหนือกว่าคู่แข่ง” (ไปเอาความมั่นใจจากไหน)
  • “บริษัทจะขยายไปทำตลาดในจีน” (แต่ยังไม่รู้เลยว่าขายออกไหม)
  • ฯลฯ

หุ้นที่มีข่าวแบบนี้ จะมีคนที่ซื้อหุ้นโดยไม่ได้วิเคราะห์ตัวธุรกิจเยอะมาก แล้วราคาก็สามารถขึ้นไปได้หลายเท่าในระยะสั้น

คุณสามารถซื้อหุ้นตามข่าวได้ แล้วพอราคาหุ้นขึ้นสูง คุณก็จะกำไร

ข้อดีคือ เวลาหุ้นราคาขึ้นด้วย Story มันจะขึ้นแรงและเร็วมาก แป๊ปเดียวอาจขึ้นได้หลายเท่า คุณจะเห็นคนที่รวยหุ้นจากการเล่นตาม Story เยอะมากครับ กำไรจะสูงจนคุณตาลุกวาวเลยทีเดียว แต่…!

แต่จุดอ่อนของการลงทุนแบบนี้ก็คือ หุ้นที่ราคาขึ้นไปโดยธุรกิจไม่ได้ดีจริง สุดท้ายราคาจะร่วงกลับมา แต่คุณจะเดาได้ยากว่ามันจะร่วงตอนไหน มันอาจใช้เวลา 1 ปี, 2 ปี, 3 เดือน, หรือ 2 สัปดาห์ และถ้าคุณขายไม่ทันก่อนที่เขาจะ “เลิกเล่นหุ้นตัวนี้กัน” คุณก็จะขาดทุน

 

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BH หรือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นหุ้นที่ “Story ดี” มีนักวิเคราะห์หลายคนแนะนำให้ซื้อ เพราะโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่เขาว่ากันว่าจะได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ (คนแก่ไปหาหมอมากขึ้น)

นั่นทำให้ในปี 2015 หุ้น BH มีราคาหุ้น 200 บาท กำไรต่อหุ้นปีละ 4.72 บาท (คิดเป็น 42 เท่า)

แสดงว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้วกำไร 4.72 บาทไปเรื่อยๆ เราจะต้องใช้เวลา 42 ปีในการคืนทุน ซึ่งนานมาก

แปลว่านักลงทุนพากันไล่ซื้อหุ้นตัวนี้จนราคาสูงมาก เพราะหุ้นตัวนี้มี Story ดี

ในขณะที่ตัวธุรกิจจริง…

ในปี 2015 กำไรต่อหุ้น 4.72 บาท

ในปี 2016 กำไรต่อหุ้น 4.98 บาท

ในปี 2017 กำไรต่อหุ้น 5.41 บาท

ในปี 2018 กำไรต่อหุ้น 5.70 บาท

ในปี 2019 กำไรต่อหุ้น 5.14 บาท

สังเกตว่าตั้งแต่ 2015-2019 กำไรของโรงพยาบาลแทบไม่ได้สูงขึ้นเลย แสดงว่าโรงพยาบาลไม่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุเหมือน Story ที่คุยไว้ดิบดี นั่นทำให้ราคาหุ้นร่วงจาก 200 บาท เหลือ 100 บาทในปี 2020

ถ้าคุณซื้อหุ้น BH ไว้ในปี 2015 คุณจะขาดทุน 50% หรือครึ่งนึงนั่นเอง

 

4. ลงทุนง่ายสไตล์คนขี้เกียจ (Passive Investing)

สำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ

สไตล์การลงทุนแบบนี้เหมาะกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบติดตามข่าว ไม่อยากดูหุ้นทุกวัน ไม่สนใจธุรกิจ แต่อยากลงทุนเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นกับตัวเอง

ลงทุนแบบนี้ง่ายที่สุดครับ หลักการก็ง่ายๆ แค่ “ซื้อสิ่งที่อีก 10 ปียังไงก็ต้องราคาขึ้น” เสร็จแล้วพอซื้อเสร็จ คุณก็ไม่ต้องทำอะไร นอนรอไปได้เลย แล้วอีก 10 ปีค่อยมาดูว่าคุณกำไรไปเท่าไหร่ การลงทุนสไตล์นี้จะกำไรค่อนข้างชัวร์ เพราะคุณเลือกไว้แล้วว่าซื้อสิ่งที่ยังไงก็ต้องกำไร แต่เนื่องจากมันง่ายและออกแรงน้อย กำไรของคุณก็จะไม่สูงมากครับ

ส่วนไอ้ “ซื้อสิ่งที่อีก 10 ปียังไงก็ต้องราคาขึ้น” มันก็มีหลายอย่างให้เราลงทุนครับ เช่น

  • ซื้อกองทุนหุ้นที่ลงทุนกระจายในเศรษฐกิจที่มีการเติบโต
  • ซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยสูง
  • ซื้อหุ้นบริษัทที่ธุรกิจมั่นคงแข็งแรง และจะมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 10 ปี
  • ทองคำ
  • ฯลฯ

เวลาคุณลงทุนแบบนี้ ในระยะสั้น 1-2 ปี สิ่งที่คุณซื้อมาอาจราคาลง แต่ถ้าคุณไม่รีบขายไปก่อน เมื่อเวลาผ่านไปราคามันก็จะสูงกลับขึ้นมาเอง เพราะตัวพื้นฐานธุรกิจหรือคุณค่าของสิ่งที่คุณซื้อมามันไม่ได้หายไปไหน ยังไงราคาก็ต้องกลับมา และจะกลับมาสูงกว่าที่คุณซื้อแน่นอน

เวลาคุณลงทุนแบบนี้ ต้องดูสถิติเป็นหลักครับ เช่น คุณอาจมีข้อมูลว่า “ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 10% ต่อปี” แบบนี้คุณก็พอจะสบายใจได้ว่าถ้าคุณซื้อกองทุนที่ลงทุนหุ้นไทยแล้วถือยาวสัก 10 ปี ก็น่าจะมีกำไรบ้าง ต่อให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลง ผลตอบแทนเฉลี่ยอาจจะลดลงเหลือปีละ 6-7% ต่อปี คุณก็ยังกำไร อะไรแบบนี้

แนวทางนี้อาจไม่ทำให้คุณร่ำรวยเท่าเศรษฐีหุ้นชื่อดัง แต่คุณจะกำไรพอสมควรโดยไม่ต้องออกแรงมากครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *