โลกหลัง Covid ที่ไม่มีอเมริกา… แล้วไทยอยู่ไหน

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อน ผมเรียนจบที่สหรัฐอเมริกาครับ

ชื่นชอบสิทธิเสรีภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ

เรียกได้ว่ารับวิธีคิดแบบอเมริกันมาเต็มๆ มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอเมริกา

ผมชอบวัฒนธรรมอเมริกันยกเว้นเรื่องการเมือง คอยตามข่าวอเมริกา อยากเห็นอเมริกาเจริญรุ่งเรือง

แต่นั่นทำให้ผมเข้าใจดีว่า ยุคสมัยที่อเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก ได้มาถึงจุดจบแล้ว

เราจะมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอเมริกา ทำไม อย่างไร โลกจะเปลี่ยนไปยังไง และคุณจะอยู่ตรงกลางคอยคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ชนะด้วยไอเดีย

สตีฟ จอบส์ เริ่มก่อตั้ง Apple ตอนหนุ่ม

สหรัฐอเมริกามีประชากร 300 ล้านคน คิดแล้วประมาณ 5 เท่าของไทย

แต่เศรษฐกิจอเมริกาใหญ่กว่าไทยประมาณ 40 เท่า เฉลี่ยแล้วคนอเมริกันรายได้สูงกว่าคนไทย 8 เท่า

สาเหตุก็คือ นวัตกรรมใหม่ๆ ล้วนเกิดที่อเมริกา เทคโนโลยีชั้นสูงต่างก็มาจากอเมริกา ทั่วโลกบริโภคสินค้าอเมริกัน

เฟซบุ๊ก กูเกิล แอปเปิล อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ Netflix ดีสนีย์ ไนกี้ Tesla

คนอเมริกันชนะชาติอื่นด้วยไอเดีย ด้วยนวัตกรรม ด้วยการสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มูลค่าสูงได้อย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเกิดมา คนไทยจะถูกสอนให้อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ให้รักษาสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เหมือนเดิมสืบไป เราจะต้องท่องจำสิ่งที่ต้องปกปักรักษาหนาหนึ่งปึก ห้ามตั้งคำถาม ห้ามคิด การอยู่กับที่คือหัวใจหลักของแนวคิดไทย

เมื่อเกิดมา คนอเมริกันจะถูกสอนให้ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว อะไรไม่ดีก็ให้สร้างสิ่งใหม่มาทดแทน ทุกอย่างเปลี่ยนได้ ทุกอย่างทำให้ดีขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงคือหัวใจหลักของแนวคิดอเมริกัน

คนไทยถูกสอนให้มองไปที่อดีต คนอเมริกันถูกสอนให้มองไปที่อนาคต

ความแตกต่างนี้เองครับ ที่ทำให้ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโลก ในขณะที่ไทยและชาติอื่นมีความสุขกับสิ่งเก่าๆ และคอยนำเข้าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่คิดค้นโดยอเมริกา

 

American Dream, Now Made in China

อีลอน มัสก์ เปิดตัวโรงงาน Tesla ที่เซี่ยงไฮ้

วันที่ 1 กันยายน 2020 บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ทำสถิติราคาหุ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่าบริษัทสูงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าบริษัทรถยนต์ทั่วโลกรวมกันทั้งหมด คุณอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง Tesla ได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจอเมริกันที่โดดเด่นที่สุดของโลก

รถยนต์ไฟฟ้าทำงานคล้ายรถยนต์ของเล่น ผลิตไม่ยาก แค่ซื้อมอเตอร์มาต่อกับล้อ ติดแบตเตอรี่เข้าไปก็วิ่งได้แล้ว ให้นักศึกษาไทยทำ ก็ทำออกมาได้เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ตัดสินความยอดเยี่ยมของรถยนต์ไฟฟ้า คือตัวแบตเตอรี่ กับระบบซอฟต์แวร์ในตัวรถ ใครทำ 2 สิ่งนี้ได้ดีก็คือผู้ชนะ

Tesla มีแบตเตอรี่พิเศษที่วิ่งได้ไกล จุไฟได้นาน ทนทานนับปี และยังพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

หนำซ้ำ Tesla ยังมีระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งไปไกล ดูเผินๆ นี่คือชัยชนะของเทคโนโลยีอเมริกันอีกแล้ว

 

เพียงแต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ให้ Tesla คือบริษัท CATL ที่ก่อตั้งโดยคุณ เจิงยู่วชุน (Zeng Yuqun) ชาวจีน

โรงงานหลักของ Tesla อยู่ที่จีน

ขายให้ลูกค้าจีน

ชิ้นส่วนรถยนต์ซื้อในจีน

Tesla เคยเปิดโรงงานในอเมริกาสองแห่ง ตอนนี้ไปขยายเพิ่มในจีน

สรุปว่า บริษัทอเมริกันที่โดดเด่นที่สุด พึ่งพาลูกค้าจีน โรงงานจีน และชิ้นส่วนจากจีน

กระทั่งแบตเตอรี่ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดของบริษัท ก็ใช้เทคโนโลยีจีน

ในอเมริกามีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla แค่บริษัทเดียว แต่ในจีนมีบริษัทแบบเดียวกันเพ่นพ่านหลายสิบแห่ง

ไม่มีคู่แข่งอเมริกันอื่นที่พอฟัดพอเหวี่ยงแม้แต่รายเดียว เพราะพวกเขาอยู่ในจีนกันหมด

นี่มันอะไรกัน?

 

รถเมล์ไร้คนขับในจีน

การสร้างระบบรถยนต์ไร้คนขับ เราจะต้องมีการทดลองให้รถวิ่ง ยิ่งรถมีชั่วโมงบินมาก ระบบก็ยิ่งดี

กว่าระบบจะสมบูรณ์ ว่ากันว่าต้องทดลองวิ่งกันเป็นล้านไมล์ เก็บข้อมูลจากลักษณะถนน สภาพอากาศที่หลากหลาย

รถยังต้องฝึกแยกหมาที่กำลังข้ามถนน ออกจากคุณป้าหลังค่อมเดินถือไม้เท้า

นี่เป็นงานโหดหินที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่เราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างอเมริกากับจีน

เวลาบริษัทอเมริกันจะพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ พวกเขาจะสร้างรถ แล้วเอาไปทดลองวิ่งในพื้นที่จำกัดในเมือง ถ้ารถชนใครสักคนจะเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องมีการสอบสวนอย่างดุเดือด สังคมจะตั้งคำถาม บริษัทจึงต้องระวังมากในการสร้างนวัตกรรม

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ลงทุนสร้างเมืองใหม่สำหรับรถไร้คนขับโดยเฉพาะ เพื่อให้พัฒนาระบบได้ง่าย และยังวางแผนจะสร้างเมืองแบบเดียวกัน เพื่อให้เกิดเมืองเทคโนโลยีที่รถไร้คนขับวิ่งทั่วเมืองได้สบายๆ

สำหรับอเมริกา เทคโนโลยีใหม่มีไว้เพื่อสนับสนุนสิ่งที่มีอยู่เดิม

แต่สำหรับจีน เมืองก็สร้างใหม่ได้ ถ้ามันช่วยให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น

นี่ไม่ต่างจากการตบหน้าแล้วถ่มน้ำลายใส่ประเทศที่ยกย่องตัวเองเป็น “เจ้าแห่งนวัตกรรมของโลก” เลยครับ

 

ไม่เหลือสิ่งที่อเมริกาทำได้ดีอีกต่อไป

ประธานาธิบดีอเมริกากับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในสัญญาการค้ากับจีน โดยตกลงกันว่าจีนจะซื้อถั่วเหลือง สินค้าเกษตร และพลังงานจากอเมริกามากขึ้น แต่ยังจะตั้งกำแพงภาษีจากสินค้าจีนมูลค่า 360,000 ล้านดอลลาร์อยู่ดี

เดี๋ยวก่อนนะครับ…

ประธานาธิบดีอเมริกากำลังบอกเราว่า สินค้าที่อเมริกาขายให้จีนได้ เหลือเพียงสินค้าเกษตร น้ำมัน และแฟชั่นเท่านั้นเหรอ? ไม่ต่างอะไรจากประเทศโลกที่สามเลยใช่มั้ย?

ตอนนี้จีนเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยา เครื่องมือแพทย์ สินค้าทั่วไป ของเล่น เสื้อผ้า อาหาร เครื่องจักร ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ฯลฯ ส่งออกไปทั่วโลก รวมทั้งอเมริกาด้วย

ขนาดอเมริกาตั้งกำแพงภาษีสูงลิบเพื่อกดดันสินค้าจีน สินค้าจากจีนก็ยังทะลักเข้าไปอเมริกาอยู่ดี คนอเมริกันไม่แม้แต่จะใช้สินค้าอเมริกัน แม้จะได้เปรียบจากกำแพงภาษีก็ตาม

 

เมืองดีทรอยต์ อดีตศูนย์กลางผลิตรถยนต์ของอเมริกา

80% ของยาที่คนอเมริกันทาน นำเข้าจากจีน

แต่สิ่งที่จีนนำเข้าจากอเมริกา ส่วนใหญ่ก็แค่สินค้าเกษตร พลังงาน และของฟุ่มเฟือยอย่างหนังฮอลลีวู้ด กระเป๋าแบรนด์เนม หรือรถหรู ซึ่งไม่มีก็ได้

เดี๋ยวนี้อเมริกาทำได้แค่ขายถั่วแล้วเหรอ?

ไม่ต่างจากไทยที่ปลูกข้าว หรือซาอุดิอารเบียที่ขุดน้ำมันขาย พึ่งพาแต่ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ขายความคิดสร้างสรรค์ใดๆ

ไม่เหลือภาพของผู้นำด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป

อเมริกาทำได้แค่ขายทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนโรงงานผลิตแทบทั้งหมด รวมทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่มุ่งสู่จีน

 

รถไฟฟ้าใต้ดินนิวยอร์ก

ถ้าคุณเคยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินในนิวยอร์ก คุณจะพบว่ามันคือเศษซากอารยธรรมจาก 100 ปีก่อน สภาพรถทรุดโทรมไม่ต่างจากรถไฟไทย กระทั่งพื้นสถานีก็เลอะเทอะและเหม็นฉี่

ตรงกันข้ามกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงในจีน ซึ่งมีกระทั่งระบบสแกนใบหน้าให้เดินเข้าไปได้โดยไม่ต้องรูดบัตร และเครือข่ายเชื่อมกันทุกหัวเมืองใหญ่

คุณอาจบอกว่าอเมริกายังขายไอโฟนได้ไง แต่อย่าลืมนะครับว่าถ้าเทียบคุณภาพไอโฟนกับโทรศัพท์จีน ตอนนี้โทรศัพท์จีนคุณภาพสูงกว่ามาก ไอโฟนยังขายได้เพราะเครื่องสวยกับ “ออกแบบใช้งานง่าย” แต่ด้านเทคโนโลยีก็แข่งขันไม่ได้ไปแล้ว (นอกจากนี้ ไอโฟนก็จ้างโรงงานจีนผลิตด้วยครับ)

ทำไมอเมริกาต้องแบนเครือข่าย 5G ของจีน? เพราะถ้าแข่งกันตามปกติ เทคโนโลยีอเมริกันจะสู้ไม่ได้

ทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแบนแอพ Tiktok? เพราะถ้าแข่งกันตามปกติ บริษัทอเมริกันจะแพ้

อาจจะมีชิปคอมพิวเตอร์ที่บริษัทอเมริกันยังครองความได้เปรียบอยู่ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าต้องตอบคำถามนี้ในอีกสัก 5 ปี คำตอบจะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า…

 

3 ทศวรรษที่หายไปของญี่ปุ่น

สินค้าญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นของดี

ยุคปี 1980 เป็นยุคทองของญี่ปุ่น

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเสียหายยับเยิน ตอนคนญี่ปุ่นฟื้นฟูประเทศ จึงเริ่มจากผลิตของถูกคุณภาพต่ำมาขายไปทั่วโลก

สินค้าญี่ปุ่นถูกมองว่า “ถูกและห่วย” ตามแบบฉบับสินค้าที่เริ่มผลิตใหม่ๆ

แต่พอเวลาผ่านไป คุณภาพก็เริ่มดีขึ้น

และดีขึ้น

และดีขึ้น

และดีขึ้น

จนในที่สุด สินค้าญี่ปุ่นก็กลายเป็นสินค้า “ถูกและดี” จนตีตลาดไปทั่วโลก

แอนดี้ โกรฟ อดีต CEO ในตำนานของอินเทล

ในยุคทองของญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปแย่งตลาดในอเมริกาและยุโรปจนต้องมีการกีดกันสินค้าญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน แต่ก็หยุดไม่อยู่

ตั้งแต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ชิปคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเศษเล็กเศษน้อย สินค้าญี่ปุ่นเข้าไปตีตลาดในอเมริกา บริษัทญี่ปุ่นเข้าเทคโอเวอร์บริษัทอเมริกัน กิจการแล้วกิจการเล่า

แอนดี้ โกรฟ ผู้ก่อตั้งบริษัทอินเทล เขียนไว้ในหนังสือ Only the Paranoid Survive ว่าเขาพยายามทุกทางที่จะสู้กับบริษัทญี่ปุ่นในตลาดหน่วยความจำ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็แพ้ย่อยยับ บริษัทญี่ปุ่นครองตลาดทั่วโลกเกิน 50% และขยายต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขายกธงขาว พาอินเทลออกจากตลาดหน่วยความจำ เข้าไปทำชิปคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่การแข่งขันน้อยกว่ามาก

ญี่ปุ่นรุกไปเรื่อย จนกระทั่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นถล่มลงในปี 1990 และไม่เคยฟื้นจากนั้นอีกเลยเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

หลายคนวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจจึงหดตัว อีกทั้งคนญี่ปุ่นฉลาดแต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ จึงไม่สามารถสร้างนวัตกรรมแข่งกับอเมริกาได้ในระยะยาว เหมือนที่ไทยกำลังจะเป็น

จีนก็เช่นกัน คนจีนกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งคนจีนก็ขาดความคิดสร้างสรรค์ จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจีนจะเจริญรอยตามญี่ปุ่น และสุดท้ายเศรษฐกิจคงดับวูบลงไปอย่างน่าเสียดาย

 

แต่ผมคิดว่าพวกเขาเข้าใจผิด

สังคมผู้สูงอายุทำให้ญี่ปุ่นโตช้าลงก็จริง แต่มันไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้หยุดโตไปถึง 30 ปี

สาเหตุหลักคือ “จีน” เริ่มเข้ามาแข่งกับญี่ปุ่นในการเป็นโรงงานของโลกเมื่อ 30 ปีก่อนพอดี

สินค้าจีนราคาถูกชนิดไม่มีใครสู้ได้ นับตั้งแต่จีนเปิดประเทศ จึงไม่มีใครอยากลงทุนในญี่ปุ่น ทุกคนมุ่งสู่จีน โรงงานย้ายฐานการผลิตไปจีน เศรษฐกิจจีนจึงสูบความมั่งคั่งไปจากญี่ปุ่น

แต่ในวันนี้ที่จีนใหญ่ขึ้นมา ไม่มี “จีนหมายเลข 2” ที่จะมาแข่งขันกับจีนได้ จึงแทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่จีนจะหดตัวเหมือนญี่ปุ่น

นอกจากนี้ อเมริกาไม่สามารถกดดันจีนให้เซ็นสัญญาการค้าที่เสียเปรียบได้เหมือนที่เคยทำกับญี่ปุ่น

อีกทางก็คือสงคราม ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พยายามมา 4 ปี แต่เราก็เห็นแล้วว่าอเมริกาไม่กล้าทำสงครามกับจีนสักที ปล่อยให้กองทัพจีนเข้มแข็งขึ้นทุกวัน

 

ภาพลวงตาของอดีตแชมป์

ถ้าคุณเอา GDP อเมริกากับจีนมาเทียบกัน คุณจะเห็นว่าอเมริกามีเศรษฐกิจ 20 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนจีน 13.6 ล้านล้าน

ถ้าดูแค่นี้ คุณจะคิดว่าอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนอันดับ 2

แต่ข้างในนั้นกลับมีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่

 

การหาค่า GDP เพื่อวัดขนาดเศรษฐกิจ เราจะคิดจากราคาสินค้าที่ขาย

เช่น ถ้าอเมริกาทำแฮมเบอร์เกอร์ได้ 100 ชิ้น ขายชิ้นละ 3 ดอลลาร์ ก็จะทำให้อเมริกามี GDP 300 ดอลลาร์

ในทำนองเดียวกัน ถ้าจีนทำแฮมเบอร์เกอร์ได้ 200 ชิ้น ขายชิ้นละ 1 ดอลลาร์ จีนก็จะมี GDP 200 ดอลลาร์

สังเกตว่าจีนทำแฮมเบอร์เกอร์ได้มากกว่า แต่ GDP น้อยกว่า เพราะขายชิ้นหนึ่งถูกกว่า

 

ปัจจุบัน จีนใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินตัวเองต่ำเกินกว่าที่ควร เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้า

พูดอีกแง่ จีนจงใจทำให้สินค้าในประเทศตัวเองราคาถูก เพื่อที่จะหาเงินได้มากขึ้น

ดังนั้นการวัดขนาดเศรษฐกิจด้วย GDP จึงทำให้ GDP จีนต่ำกว่าความเป็นจริง

ถ้าเราวัดขนาดเศรษฐกิจใหม่ โดยดูจาก “จำนวนสินค้าที่ผลิตได้” เรากลับจะเห็นว่า GDP ที่แท้ของจีนคือ 27 ล้านล้านดอลลาร์ แซงอเมริกาที่ 20 ล้านล้านไปไกลแล้วครับ

 

จีนยังไม่ได้นำเศรษฐกิจบางส่วนไปคิดเป็น GDP อีกด้วย

การรักษาพยาบาลในอเมริกามีราคาสูง เพราะรัฐบาลปล่อยให้บริษัทยาและโรงพยาบาลเก็บค่ารักษาตามสบาย

แต่ในจีน รัฐบาลช่วยอุดหนุนโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลจึงต่ำกว่า คิดเป็นตัวเลข GDP น้อยกว่า

ถ้าบริษัทอเมริกันผลิตอาวุธได้ อาวุธจะนับรวมเป็น GDP ทำให้เศรษฐกิจอเมริกันดูใหญ่โต

แต่จีนมองว่าอาวุธเป็นเครื่องมือทำลายล้าง ใช้ทำสงคราม ไม่น่าจะนับรวมเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นเวลาเราดูเศรษฐกิจจีน จีนจะไม่นับอาวุธที่ผลิตได้ ตรงข้ามกับอเมริกา

ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจจีนดูต่ำกว่าความเป็นจริง

อย่าลืมว่าคนจีนมี 1400 ล้านคน ในขณะที่อเมริกามี 300 ล้านคน

และเนื่องจากคนอเมริกันมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนจีน คนอเมริกันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเที่ยว ดูหนัง และจัดปาร์ตี้กัญชา ในขณะที่คนจีนหลายคนยังคงยากจนและทำงานงกๆ

ทั้งไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน จำนวนคนที่ต่างกัน ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจแน่นอน

 

เงิน ปืน และวัฒนธรรม

ผมพูดถึงอเมริกาในแง่ลบมาตั้งเยอะ นั่นแปลว่าอเมริกาจะกลายเป็นประเทศอ่อนด๋อยไปเลยไหม? ไม่หรอกครับ

อเมริกายังคงเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจของโลก ซึ่งจะขับเคี่ยวกับจีนในยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง

แต่พอมีคู่แข่งเข้ามา อำนาจของอเมริกาก็จะไม่เด็ดขาดเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว

มี 3 สิ่งที่แสดงถึงอำนาจและความเจริญรุ่งเรืองของชาติครับ นั่นคือ

  • เงิน
  • ปืน
  • วัฒนธรรม

เราจะมาดูกันครับว่าพออเมริกาเสื่อมอำนาจลง สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปยังไง

 

เงิน

ชาติที่รุ่งเรืองต้องรวยครับ ใครไม่รวยแปลว่าไม่รุ่งเรืองจริง!

ทุกวันนี้อเมริกาขาดดุลให้ทั่วโลกปีละ 580,000 ล้านดอลลาร์ (17 ล้านล้านบาท) แปลว่าอเมริกามีเงินลดลงเรื่อยๆ ทุกปี จากการจ่ายเงินให้ประเทศอื่น

แต่ทำไมคนอเมริกันถึงร่ำรวย? เขาไปเอาเงินจากไหนมาซื้อสินค้าจากคนอื่น เงินไม่หมดซะที?

ง่ายมากครับ เขาพิมพ์เงินมาเติมได้เรื่อยๆ

อเมริกาเริ่มครองโลกตั้งแต่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 นับแต่นั้นมาอเมริกาจึงพิมพ์เงินได้ไม่จำกัดครับ

อเมริกาจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมา ไปซื้อสินค้าจากทั่วโลก บริโภคเสพสุขกันอิ่มหนำสำราญ

ส่วนประเทศไทยก็ขายสินค้าให้อเมริกา ได้เงินดอลลาร์ เราก็เอาเงินนั้นมาเก็บไว้ (พิมพ์เสร็จร้อนๆ จากเครื่องพิมพ์)

สินค้าต่างๆ ที่ผลิตมาด้วยหยาดเหงื่อและหยดเลือดของคนไทย อเมริกาดึงคันโยกเครื่องพิมพ์เงินสัก 2 ครั้งก็ได้เงินมาแลกแล้วครับ

อเมริกาพิมพ์เงินเท่าไรก็ได้ อัดเข้าไปให้เต็มปอด

คุณอาจสงสัยว่าอเมริกาทำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ เลยเหรอ? ไม่หรอกครับ

สิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินมาจากความน่าเชื่อถือ แต่ความน่าเชื่อถือไม่มีตัวเลขมาวัด มันจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะหายไปเวลาชาติที่ยิ่งใหญ่ “เสื่อมลง”

ทุกวันนี้อเมริกายังคงยิ่งใหญ่อยู่ ประเทศทั่วโลกต่างยอมรับนับถือ อเมริกาจึงสามารถพิมพ์เงินออกมาได้เรื่อยๆ

แต่เมื่ออำนาจของอเมริกาเสื่อมลง ความสามารถในการพิมพ์เงินก็ย่อมลดลง

มันจะสะท้อนออกมาในรูปของเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงครับ

แต่ถึงอย่างไรอเมริกาก็ยังเป็นประเทศชั้นนำอยู่ อเมริกาอาจพิมพ์เงินได้น้อยลง มั่งคั่งร่ำรวยน้อยลง เงินอ่อนค่าลง แต่ก็คงยังพิมพ์เงินได้ในระดับหนึ่ง และยังร่ำรวยอยู่ครับ

 

ปืน

อเมริกามีทหารทั่วโลก

อเมริกามีนโยบายทำสงครามในดินแดนคนอื่นครับ

  • ไม่อยากให้เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์? ทำสงครามเวียดนาม
  • อยากได้เกาหลีมาเป็นพันธมิตร? ทำสงครามเกาหลี
  • ไม่พอใจรัฐบาลซีเรีย? ส่งอาวุธให้กลุ่มกบฏล้มรัฐบาลเดิม จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด
  • อยากเตะขัดขาจีน? สนับสนุนม็อบฮ่องกง สร้างความแตกแยก
  • เงินไม่พอใช้? ทำสงครามในตะวันออกกลาง แล้วบังคับราชวงศ์ซาอุให้ซื้ออาวุธ

กองทัพอเมริกาจึงมีฐานทัพอยู่ทั่วโลก เพื่อปฏิบัติการลับแบบในหนัง อเมริกาจึงมีงบการทหารสูงที่สุดในโลก สูงกว่าชาติอื่นทุกชาติรวมกันครับ

ถึงแม้อเมริกาจะมีอำนาจถดถอยลง กองทัพก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่อเมริกาจะตัดงบ

ยิ่งอเมริกาแข่งขันกับจีนรุนแรงแค่ไหน อเมริกาก็จะยิ่งส่งทหารเข้ามาในเอเชีย และแน่นอนว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และมีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นหนึ่งในเกมกระดานสำคัญระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง

 

วัฒนธรรม

ดาราดังของโลกต่างเป็นคนอเมริกัน

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของโลก

ที่ภาษาอังกฤษสำคัญไม่ใช่เพราะประเทศอังกฤษ แต่เป็นเพราะอเมริกา

นอกจากภาษาแล้วอเมริกายังส่งออกวัฒนธรรมของตัวเองไปทั่วโลก

  • ภาพยนตร์ฮอลลีวูด
  • โค้ก KFC
  • แฮมเบอร์เกอร์ ไอศกรีม เฟรนช์ฟรายส์
  • กูเกิล เฟซบุ๊ก Netflix
  • สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ลิเบอรัล ความเท่าเทียมกัน
  • เฮโรอีน ประธานาธิบดีทรัมป์

สิ่งเหล่านี้คือ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) ที่ทำให้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับความเป็นอเมริกัน ซึ่งคอยสนับสนุนอเมริกาโดยเราไม่ทันรู้ตัว

 

พอเราเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เราก็ได้ยินเรื่องของอเมริกา เวลาไปเรียนเมืองนอก ก็มีแนวโน้มจะไปเรียนต่ออเมริกา แล้วพอเรามีความผูกพันกับอเมริกา จะทำอะไรก็เอนเอียงไปทางอเมริกาไว้ก่อน

สิ่งเหล่านี้สะสมกันเป็นสิบๆ ปี และยากที่จะเปลี่ยนภายในเวลาอันสั้น

ขนาดชื่อเล่น คนไทยเรายังตั้งเป็นภาษาอังกฤษกันเลยครับ

ถึงแม้เศรษฐกิจจีนจะยิ่งใหญ่ขึ้นมา เศรษฐกิจอเมริกาก็ยังไม่ใช่ขี้ๆ อเมริกายังได้เปรียบเรื่องการทหาร อีกทั้งยังมีอำนาจอ่อนที่สั่งสมมากว่า 100 ปี สิ่งเหล่านี้จะมีผลลึกซึ้งต่อโลกของเราที่กำลังจะมาถึงครับ

 

ถ้าคุณอยากอยู่ฝั่งเดียวกับอนาคต

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กครับ

ในโลกที่สองมหาอำนาจต่อสู้แข่งขันกัน เราไม่ควรฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่ง

เราควรอยู่ตรงกลาง แล้วมองหาโอกาสจากเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นกันดีกว่าครับ ผมมองเห็น 3 โอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

  1. โอกาสขายสินค้าให้คนจีน
  2. โอกาสร่วมทุนกับจีนมาลงทุนในไทย
  3. โอกาสขายสินค้าจีนให้อเมริกาและยุโรป

 

โอกาสขายสินค้าให้คนจีน

คนจีนพร้อมจ่าย

เมื่อคนจีนรวยขึ้น เขาก็ต้องบริโภคมากขึ้น และที่สำคัญคือเขามีเงินบริโภคมากขึ้นครับ

ที่ยากคือ เราต้องทำสินค้าให้ดีพอจะขายเขาให้ได้ เพราะทุกคนทั่วโลกก็มองเห็นเหมือนกัน

สินค้าที่คนไทยมีโอกาสที่สุดคืออาหาร แต่ต้องคิดหาเอกลักษณ์ให้ออกครับ

 

โอกาสร่วมทุนกับจีน

ร่วมทุนกับนายทุนจีน

เป็นธรรมดาที่ธุรกิจจีนจะขยายออกมานอกประเทศ และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศใกล้จีน

คุณจะเห็นเงินทุนจากจีนหลั่งใหลออกมา พร้อมมองหา partner ไทยที่จะร่วมทำธุรกิจไปกับเขา

ยิ่งอเมริกากับพันธมิตรยุโรปคว่ำบาตรสินค้าจีน บริษัทจีนก็จะยิ่งออกมาตั้ง “บริษัทเงา” ที่ติดตราสินค้าไทย แต่เจ้าของเป็นจีน ใช้เงินทุนจีน ผลิตด้วยเทคโนโลยีจีน

เพื่อการนั้น เขาจะต้องการ partner ไทยที่เขาไว้ใจ

 

โอกาสขายสินค้าให้อเมริกากับยุโรป

คนอเมริกันยังคงร่ำรวยอยู่

อเมริกากับพันธมิตรจะกีดกันสินค้าจีน แต่พวกเขาจะทำไม่สำเร็จครับ เพราะเราจะเห็นสินค้าจีนแปะตราใหม่ในรูปโฉม “สินค้าไทย” แต่ไส้ในจีน แล้วส่งไปขายอเมริกาเหมือนเดิม

แต่การจะทำแบบนั้นได้ ต้องมีคนกลางที่นำสินค้าจีนมาประกอบร่างใหม่ เพื่อหลบเลี่ยงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น มันจะเป็นโอกาสของคนที่มองเห็นช่องทาง

ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมเกิดโอกาสครั้งใหญ่

และโอกาสเป็นของคนที่ลงมือก่อนครับ

เริ่มต้นลงทุน

ผมเคยบอกว่าคนลงทุน vs ไม่ลงทุน ชีวิตจะต่างกันมาก

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี และคิดหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *