ทำไงดีเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ติดตัวแดงทั้งพอร์ต

ผมขอพูดให้นิ่มสักนิด “ตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมา โคตรจะผันผวนเลยครับ”

หลายคนที่ได้ศึกษาวิธีการลงทุนแบบ Value Investing หรือ VI มา จะถูกสอนให้ลงทุนระยะยาวโดยไม่ขายหุ้น และถ้าคุณไม่ขายหุ้นเลย คุณต้องเคยเห็นพอร์ตแดงติดลบยาวนานหลายเดือน (หรือหลายปี) เพราะหุ้นไม่ได้ขึ้นทุกวัน มันจะมีช่วงเวลาที่ดำมืด ราคาหุ้นลงไปเรื่อยๆ คุณเปิดดูเมื่อไรก็ต้องรวดร้าวจิตใจ

คนที่ลงทุนโดยไม่มีหลักเลย ก็เหมือนปิดตาเดินเข้าไปกลางสนามรบ ผมแนะนำให้รีบกลับไปดูสรุปกลยุทธ์การลงทุนก่อนเลย ส่วนคนที่ลงทุนแนว VI สามารถทบทวนได้ในเทคนิคการลงทุนแนว VI ของผมเลยครับ

ยิ่งเศรษฐกิจมองดูไม่มีอนาคต คุณได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า “อีกนานแค่ไหนจึงจะกลับไปเป็นปกติ” (จะเป็นปกติเมื่อไร? ลองไปอ่านบทความลงทุนอย่างไร กับทศวรรษที่กำลังจะหายไปของไทย)

บทความนี้เขียนมาเพื่อคนที่ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์ที่หุ้นลงไปเรื่อยๆ ผมจะพูดถึงจิตวิทยาการลงทุนคร่าวๆ ก่อน

จากนั้นผมจะเล่าวิธีแก้พอร์ตติดลบ ให้กลับมาเขียวสวยดังเดิมครับ โดยเรียบเรียงเป็นขั้นตอนที่คุณทำตามได้ทันที

 

สรุป 7 บรรทัด สำหรับคนที่ยาวไปไม่อ่าน

คนเราเกลียดการขาดทุน มันเป็นจิตวิทยาที่อยู่ในดีเอ็นเอมนุษย์ เวลาหุ้นลงหนักๆ เราจึงตัดสินใจได้ไม่ดี พอคุณรู้เรื่องนี้แล้ว จะจัดการจิตใจตัวเองได้ดีขึ้น

เวลาหุ้นลงหนักๆ คุณควรตรวจสอบหุ้นของคุณอีกรอบ เช็คว่าธุรกิจยังดีอยู่หรือไม่ ขายหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจเปลี่ยน และเก็บหุ้นที่ยังดีไว้

สถิติชี้ว่าคุณไม่ควรขายหุ้นแม้มันจะลงหนัก

หมั่นซื้อหุ้นในช่วงเวลาที่ตลาดตกหนัก ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกแย่ในระยะสั้น เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะกำไรมหาศาล

ถ้าคุณมองช่วงวิกฤติที่ตลาดหุ้นตกหนักในอดีต ทุกครั้งจะดูเหมือนโอกาสซื้อหุ้นครั้งใหญ่ แต่พอคุณอยู่ข้างในวิกฤติจริงจะรู้สึกกลัว ขอให้คุณจำเรื่องนี้ไว้ให้แม่น แค่นี้ก็จะลงทุนได้ดีกว่านักลงทุนอื่นมาก

จิตวิทยาการขาดทุน

 

ตามธรรมชาติของมนุษย์ เราทุกคน ทั้งคุณ ผม อาแปะข้างบ้าน และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างกลัวขาดทุน

ถ้าคุณกำไรหุ้น 5% คุณจะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าคุณขาดทุน 5% คุณจะเจ็บใจจนแทบนอนไม่หลับ

ศาสตราจารย์แดเนียล คานีแมน พบว่าถ้าคุณขาดทุน มันจะเจ็บปวดไปที่หัวใจแรง 2.3 เท่าของการได้กำไร พูดอีกแง่ ถ้าคุณขาดทุน 20% คุณต้องกำไรถึง 50% จึงจะชดเชยความเสียใจจากขาดทุนก้อนนั้นได้

นั่นนำเราไปสู่ความจริงที่น่าสะเทือนใจว่า

การลงทุนนั้นรวดร้าวจิตใจ เพราะ 1 เดือนที่พอร์ตติดลบนั้นรู้สึกยาวนานกว่า 10 ปี

คนเราวิวัฒนาการมาแบบนี้ เพราะสมัยที่มนุษย์ยังอยู่ในป่า ถ้าคุณขาดแคลนอาหารย่อมหมายถึงความตาย ในขณะที่อาหารเหลือเฟือนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ถ้าคุณอยากลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องเอาอารมณ์พวกนี้ออกจากการตัดสินใจให้ได้

ตรวจสอบหุ้นของคุณอีกรอบ

ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่ลงทุนได้ หุ้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่คุณไม่ควรลงทุนด้วยซ้ำ

…และไม่แน่ว่าหุ้นที่คุณถืออยู่ อาจเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนใหญ่ก็ได้

ในระยะยาว ราคาหุ้นขึ้นลงตามกำไรของธุรกิจ ดังนั้นถ้าธุรกิจของคุณไม่ดี ยิ่งคุณถือหุ้นนานราคาก็ยิ่งลง คุณจึงต้องระวังให้ดี ถ้าหุ้นของคุณไม่ดีแล้ว คุณก็ต้องรีบขาย แต่ถ้าหุ้นของคุณยังดีอยู่ ก็ถือต่อได้

ในโลกยุคใหม่ ธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก เป็นไปได้ว่าหุ้นของคุณเคยดีมาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ตอนนี้ธุรกิจอาจมีปัญหา หุ้นตัวนี้ก็ไม่ดีอีกต่อไปแล้ว แบบนี้คุณต้องขาย

 

แต่ถ้าขายตอนนี้ก็ขาดทุนสิ

ถ้าคุณถือต่อ ราคาอาจลงยิ่งกว่าเดิมก็ได้ แบบนั้นคุณจะยิ่งขาดทุนนะครับ

อาจรอให้ราคาเด้งขึ้นมาหน่อยแล้วค่อยขาย จะได้ขาดทุนน้อยลง

 

มองระยะยาว บางครั้งเรื่องร้ายมันแค่ชั่วคราว

ถ้าธุรกิจขายของไม่ได้เพราะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง นี่เป็นแค่ปัญหาชั่วคราว เมื่อเรื่องจบ ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม

ดังนั้นถ้ามีปัญหาชั่วคราวเข้ามากระทบ คุณก็ไม่ต้องซีเรียส อีกเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

ทริคก็คือ ให้คุณมองยาวสัก 3-5 ปีข้างหน้า คิดดูว่าปัญหานี้จะยังอยู่หรือหายไป ถ้าอีกหน่อยปัญหานี้ไม่อยู่แล้ว นี่ก็เป็นแค่ปัญหาชั่วคราว หุ้นของคุณยังดีอยู่

 

อย่าเข้าใจผิด หุ้นบางตัวไม่ดีเหมือนที่เราเข้าใจ

เวลาลงทุน คุณต้องระวังเข้าใจผิดด้วย คุณอาจคิดว่าหุ้นของคุณดี ทั้งที่มันไม่ได้ดีจริงๆ แบบนี้ราคาอาจลงไปแล้วไม่ขึ้นกลับมา

ผมเคยสรุปการลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI ไว้แล้ว หุ้นบางตัวอาจดูเหมือนเป็นหุ้นที่ดี แต่ที่จริงเป็นกับดัก ซื้อแล้วขาดทุน

จุดสำคัญก็คือ ธุรกิจต้องเติบโต โตไม่มากก็ได้แต่อย่างน้อยควรโต และคุณซื้อในราคาที่ไม่สูงไป ผมสรุปเป็นวิธีหาหุ้นตัวแรกของคุณไว้แล้ว เป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการเลือกหุ้นครับ

อย่าขายหุ้นที่ยังดีอยู่

ถ้าคุณตัดสินว่าหุ้นของคุณยังดีอยู่ คุณควรถือต่อไป อย่าขายหุ้นที่ยังดีอยู่

แต่คุณคงสงสัยว่า “ถ้าถือหุ้นต่อ ไม่ใช่ว่าจะยิ่งขาดทุนเหรอ?” คำตอบคือ “ไม่” ครับ

ระหว่างปี 1928 ถึง 2013 การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น 50% ในตลาดหุ้นดาวโจนส์มาจากวันที่ดีที่สุด 20 วัน ลองคิดดูสิครับ ช่วงเวลาเพียง 0.06% ของวันทั้งหมดคือช่วงที่สร้างผลตอบแทนให้คุณ ที่แปลกคือวันที่หุ้นขึ้นแรงสุดมักจะติดกับวันที่หุ้นลง คุณจึงจับจังหวะช่วงที่หุ้นขึ้นได้ยากมาก

ในช่วง 20 ปีระหว่างปี 1993 ถึง 2013 ถ้าคุณถือยาวโดยไม่ขายเลย เงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกาจะโตเป็น 40,000 ดอลลาร์ นี่ยังไม่นับเงินปันผลระหว่างทาง ซึ่งถ้าคิดเงินปันผลด้วย คุณจะมี 50,000 ดอลลาร์

  • แต่ถ้าคุณพลาดวันที่ดีที่สุด 10 วันในช่วงนั้น เงินของคุณจะเหลือ 20,000 ดอลลาร์ (หายไป 50%)
  • ถ้าคุณพลาดวันที่ดีที่สุด 20 วัน คุณจะเหลือ 12,000 ดอลลาร์ (หายไป 70%)

จงลงทุนระยะยาว อย่าขายหุ้นที่ดีของคุณไป

อย่าเชื่อสัญชาติญาณของเราที่บอกให้เราขายหุ้นในเวลาที่แย่ที่สุด

ถ้าหุ้นขึ้นเราจะอยากซื้อ แต่ถ้าหุ้นลงเราจะอยากขาย ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คุณควรทำ

ยิ่งถ้าหุ้นของคุณเป็นหุ้น 10 เด้ง หรือหุ้นที่ราคากำลังจะขึ้น 10 เท่า หุ้นพวกนี้ราคาจะผันผวนแรงกว่าปกติ เวลาลงจึงมักลงมากกว่าหุ้นทั่วไป แต่ถ้าคุณขายไปในราคาถูก คุณอาจปล่อยหุ้นที่จะเปลี่ยนชีวิตให้หลุดมือไปก็ได้ (ลองอ่านวิธีหาหุ้น 10 เด้งกันได้เลย)

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปเรื่อยๆ ในระยะยาว

มีเงินเหลือให้ซื้อเพิ่ม

ถ้าคุณเป็นพนักงานเงินเดือน คุณโชคดีกว่านักลงทุนหลายคนที่ไม่มีรายได้ประจำ คุณจะมีรายได้ทุกเดือนมาซื้อหุ้นเพิ่มในราคาที่ถูกลง เหมือนที่ผมเล่าไปแล้วในบทความ ลงทุนแบบ VI สไตล์มนุษย์เงินเดือน

ให้คุณลงทุนด้วยวิธี DCA หรือ Dollar Cost Average หรือก็คือเอาเงินมาซื้อหุ้นทุกเดือน บางเดือนคุณจะซื้อราคาถูก บางเดือนซื้อแพง แต่โดยเฉลี่ยแล้วคุณจะซื้อในราคากลางๆ และยิ่งหุ้นลงคุณก็ยิ่งซื้อหุ้นได้ถูกยิ่งขึ้น

ถ้าคุณมองช่วงวิกฤติที่ตลาดหุ้นตกหนักในอดีต ทุกครั้งจะดูเหมือนโอกาสซื้อหุ้นครั้งใหญ่ ถึงแม้คนที่อยู่ข้างในวิกฤติจริงจะรู้สึกกลัว ขอให้คุณจำเรื่องนี้ไว้ให้แม่น แค่นี้ก็จะลงทุนได้ดีกว่านักลงทุนอื่นมาก

 

ลงทุนเหมือนปลูกต้นไม้ มันจะค่อยๆ โตขึ้น

ถ้าไม่ชอบขาดทุน ให้ลอง All Weather Portfolio

นึกภาพการลงทุนที่คุณถือไว้ได้ตลอดชีวิต คุณจะกำไรตอนเงินเฟ้อ กำไรตอนเงินฝืด กำไรตอนวิกฤติเศรษฐกิจ กำไรตอนเศรษฐกิจบูม กำไรไม่ว่าจะเป็นเวลาที่รุ่งเรืองหรือตกต่ำ นี่คือแนวคิดของ All Weather Portfolio หรือที่เรียกอีกชื่อว่า All Seasons Portfolio

All Weather Portfolio ถูกคิดค้นโดยคุณเรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนชั้นนำของโลก กองทุน Bridgewater ของคุณเรย์บริหารทรัพย์สินมากที่สุดในโลก คิดเป็นเงิน 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 5 ล้านล้านบาท หรือ 30% ของ GDP ไทย เขายังได้เขียนหนังสือ Principles อันโด่งดัง ซึ่งบิงโกได้สรุปเนื้อหาไว้ให้แล้ว

คนที่ลงทุนแบบ All Weather พอร์ตของคุณจะเสถียรมั่นคง โตเรื่อยๆ โดยแทบไม่ขาดทุนเลย แต่ในระยะยาวจะไม่รวยเท่าคนที่มีเงินเท่าไรซื้อหุ้นหมดครับ

 

ศึกษาวิธีลงทุนอย่างจริงจัง

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ผมได้สรุปกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่นิยมที่สุด 4 สไตล์ไว้ โดยวิธีที่ผมแนะนำคือการลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI

ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน และถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มหาหุ้นตัวแรกของคุณกันเลย

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

2 thoughts on “ทำไงดีเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ติดตัวแดงทั้งพอร์ต

  1. Pingback: สรุปหนังสือ The Millionaire Fastlane เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี

  2. Pingback: +++ลงทุนแบบ VI ทำยังไง เหมาะกับคุณไหม - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *