“หุ้นปันผล” หลัก 4 ข้อที่ต้องดูก่อนซื้อ ดูอะไรจึงไม่ขาดทุน

นึกภาพชีวิตที่คุณไม่มีข้อจำกัดใดๆ ลงทุนซื้อหุ้นแล้วก็มีรายได้มาใช้สบายๆ ทุกเดือน ชีวิตมีอิสระในการทำสิ่งที่อยากทำ ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ทานอาหารอร่อย ดูแลครอบครัวได้ คุณกำลังมองหาสิ่งที่เรียกว่า หุ้นปันผล ซึ่งจ่าย เงินปันผล ให้คุณอย่างสม่ำเสมอ

หุ้นปันผลเป็นหนึ่งใน 4 สไตล์ลงทุนหลักในโลก (ที่นิยมที่สุดคือ การลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI) การลงทุนหุ้นปันผลจะไม่เน้นสร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด แต่เน้นว่าเราจะมีกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอมาใช้จ่าย เพื่อใช้ชีวิตที่เราต้องการ ถ้าคุณมีหุ้นปันผลมากพอ คุณจะมีเงินเข้ากระเป๋าทุกปี ให้คุณใช้จ่ายหรือลงทุนต่อโดยคุณไม่ต้องทำอะไรเลย ชีวิตที่มีอิสรภาพทางการเงินก็อยู่ไม่ไกล (มารู้จัก 5 ระดับของอิสรภาพทางการเงินกัน)

เมื่อคุณรู้จักหุ้นปันผลมากขึ้น คุณอาจพบว่ามันไม่เหมาะกับคุณ เพราะคุณอาจอยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งจะใช้ความรู้มากกว่าและมีวิธีลงทุนที่ต่างออกไป ผมขอแนะนำให้อ่านหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน จากนั้นก็มาเริ่มหาหุ้นตัวแรกของคุณ หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

หรือถ้าคุณอยากหาโอกาสที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คุณเองก็อาจศึกษาการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ผมมีบทความสอนวิธีลงทุนหุ้นอเมริกา หุ้นต่างประเทศให้คุณแล้ว (คุณจะได้หุ้นฟรีมูลค่าสูงสุด $1000 ด้วย)

สำหรับคนที่คิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศไกลตัวเกินไป อยากซื้อกองทุนให้เขาไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทนเรา ผมแนะนำให้อ่าน ซื้อกองทุนต่างประเทศยังไง ให้กำไรมากขึ้น 100% ซึ่งผมเขียนไว้ให้คุณโดยเฉพาะเลยครับ

 

รู้จักเงินปันผล-หุ้นปันผล

เวลาบริษัททำธุรกิจแล้วมีกำไร เขาก็มีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งบริษัทอาจจ่าย “เงินปันผล” (Dividend) คืนให้ผู้ถือหุ้น ถ้าบริษัทจ่ายเงินปันผล 10 ล้านบาท แล้วมีหุ้นอยู่ 1 ล้านหุ้น แต่ละหุ้นก็จะได้เงินปันผล 10 บาท

ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะจ่ายเงินปันผล บางบริษัทมีกำไรแต่เอากำไรนั้นไปขยายธุรกิจ หรือเอากำไรนั้นไปใช้หนี้ ทำให้เขาไม่มีเงินเหลือ จึงจ่ายเงินปันผลไม่ได้

หุ้นปันผล” (Dividend Stock) คือหุ้นบริษัทที่เสถียรแล้ว เมื่อได้กำไรมาก็นำเงินส่วนใหญ่มาจ่ายเงินปันผล เราจึงรับเงินจากหุ้นปันผลได้ทุกปี

หุ้นปันผลจะต่างจากหุ้น VI เพราะนักลงทุน VI ไม่ได้ซื้อหุ้นจากการจ่ายปันผลหรือไม่ แต่นักลงทุน VI เลือกหุ้นโดยประเมินมูลค่ากิจการ โดยวิเคราะห์งบการเงินและพิจารณาธุรกิจ จากนั้นซื้อหุ้นที่ราคาต่ำเกินมูลค่าไปมาก นักลงทุน VI จึงได้ผลตอบแทนสูงกว่านักลงทุนหุ้นปันผล

ผมมีบทความสอนวิธีลงทุนแบบ VI ให้คุณแล้ว คุณยังสามารถเข้าไปดูเทคนิคหาหุ้น 10 เด้งที่ราคาขึ้นมา 10 เท่าได้ด้วย

 

หุ้นปันผลเหมาะกับคุณไหม

ซื้อ "หุ้นปันผล" 1

ตามธรรมชาติแล้วหุ้นปันผลจะโตช้า เพราะเขาเลือกเอากำไรมาจ่ายปันผลให้เรา แทนที่จะไปขยายธุรกิจ คุณจึงไม่เห็นหุ้นปันผลที่โตเร็วมาก ราคาหุ้นก็ขึ้นช้า แลกกับเงินปันผลของคุณ

นักลงทุนหุ้นปันผลจึงไม่ได้ซื้อหุ้นเพราะอยากได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ซื้อหุ้นเพราะต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากกว่า

ถ้าคุณอยากได้ผลตอบแทนสูง คุณไม่ควรดูหุ้นปันผล ลองไปดูเทคนิคหาหุ้น 10 เด้งที่ราคาขึ้นมา 10 เท่าจะเหมาะกว่าครับ

หุ้นปันผลเหมาะกับคุณถ้า…

  • คุณเกษียณแล้ว อยากได้เงินปันผลมากินมาใช้
  • คุณมีเงินก้อนหนึ่ง อยากลงทุนโดยเสี่ยงน้อย ได้กำไรพอสมควร
  • คุณเพิ่งหัดลงทุน อยากเริ่มลงทุนโดยไม่เสี่ยงมาก
  • คุณลงทุนหุ้นตัวอื่นที่โตเร็วหวือหวาอยู่แล้ว อยากแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลดความผันผวนของพอร์ต

หุ้นปันผลไม่เหมาะกับคุณถ้า…

  • คุณมีรายได้ทางอื่นอยู่แล้ว ไม่ได้อยากได้เงินปันผลมากินมาใช้ (คุณอาจศึกษา หลักการลงทุนแบบ VI เพื่อสร้างความมั่งคั่งแทน)
  • คุณอยากสร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด
  • คุณรับความเสี่ยงได้ อยากลงทุนหุ้นที่มีอนาคตไกลมากกว่านี้

 

หลัก 4 ข้อในการเลือกหุ้นปันผล

ก่อนเลือกหุ้นปันผล คุณต้องเข้าใจว่าเงินปันผลของคุณไม่ได้งอกจากต้นผักกาด มันมาจากกำไรของบริษัท

ถ้าธุรกิจของบริษัทมีปัญหา ท่อน้ำเลี้ยงก็จะแห้ง คุณจะไม่มีเงินปันผลมาเลี้ยงอีกต่อไป

กุญแจสำคัญในการเลือกหุ้นปันผล จึงอยู่ที่ “ความมั่นคง” ของธุรกิจที่คุณซื้อมา ซึ่งผมมีวิธีดูดังนี้

  1. ธุรกิจมั่นคง การแข่งขันน้อย
  2. กำไรต้องเติบโต
  3. ค่า P/E ต่ำ และจ่ายปันผลในอัตรา (Dividend Yield) ที่น่าพอใจ
  4. บริษัทไม่ต้องลงทุนเพื่อรักษาธุรกิจไว้

 

1. ธุรกิจมั่นคง การแข่งขันน้อย

ซื้อ "หุ้นปันผล" 2
รถไฟฟ้า BTS เสียบ่อย แต่คนยังใช้บริการ แสดงว่าธุรกิจผูกขาดมั่นคงมาก

เลือกธุรกิจที่ทำกำไรได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการเสมอโดยไม่ค่อยเกี่ยงราคา คู่แข่งเข้ามาแข่งขันยาก ธุรกิจที่ผูกขาดไปเลยยิ่งดีครับ

ขายน้ำประปา ขายไฟฟ้า ให้บริการไฟฟ้า BTS ถือว่ามั่นคง เพราะถึงอย่างไรคนก็ต้องใช้โดยไม่มีทางเลือก

ขายบ้าน ขายรถ ถือว่าไม่มั่นคง ช่วงไหนเศรษฐกิจไม่ดีคนย่อมชะลอการซื้อบ้านและรถ บริษัทอาจขาดทุน

ร้านอาหารหรู โรงแรม ถือว่าไม่มั่นคง ช่วงที่เศรฐกิจไม่ดีคนจะมาใช้บริการน้อยลง

บริษัทที่ธุรกิจเป็นวงจรขึ้นลงเช่น เหล็ก น้ำมัน เดินเรือ น้ำตาล ยางพารา และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ถือว่าไม่มั่นคง เพราะกำไรของบริษัทจะขึ้นลงตามราคาสินค้าชนิดนั้น อยู่ดีๆ ถ้าราคาน้ำมันตกต่ำ บริษัทน้ำมันอาจขาดทุนไปเลยก็ได้

อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับธุรกิจอาหาร!!

คนจำนวนมากคิดว่าธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มั่นคง เพราะ “ถึงอย่างไรคนก็ต้องกินข้าว” แต่นั่นไม่จริงเลย ร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดตัวไปเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี หรือเมื่อมีคู่แข่งใหม่เข้ามา หรือเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ชอบทานเกี่ยมฉ่ายที่คุณขาย การขายอาหารไม่ได้รับประกันว่าคุณจะทำกำไรได้ตลอดไป

อย่าลืมว่าถ้าหมูขึ้นราคา คนก็เปลี่ยนไปกินไก่แทนได้! ต่อให้ไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กแทนได้!

สิ่งที่คุณควรดูคือ “อำนาจการผูกขาด” ของธุรกิจ

บางบริษัทเปิดร้านอาหาร ทุกวันเขาต้องแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา ถ้าอยู่มาวันหนึ่งลูกค้าเกิดเบื่ออาหารที่เขาขาย เขาก็ไม่รอด

บางบริษัทขายอาหารเหมือนกัน แต่ในธุรกิจของเขามีคู่แข่ง 2-3 ราย ทุกคนทำธุรกิจโดยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แบบนี้ธุรกิจจึงเสถียรมั่นคง เช่น โค้ก เป็นบริษัทที่ “กึ่งผูกขาด” น้ำดำทั่วโลก หรือบริษัทเลี้ยงไก่รายใหญ่ในไทย มีอยู่ไม่กี่เจ้า ธุรกิจจึงแข็งแกร่งยากจะมีใครแข่งขันด้วย

 

2. กำไรต้องเติบโต

ซื้อ "หุ้นปันผล" 3

ก่อนซื้อหุ้น เช็คดูสักหน่อยว่ากำไรย้อนหลัง 3-5 ปีเติบโตต่อเนื่องหรือไม่

ในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่า “อยู่ที่เดิม” ถ้าคุณไม่ก้าวไปข้างหน้า คุณก็กำลังถอยหลังอยู่ บริษัทที่กำไรหยุดโตจึงมีแต่ทรงกับทรุด

บริษัทที่กำไรลดลง ราคาหุ้นก็จะลดลงด้วย และอย่าลืมว่าพอบริษัทกำไรลดลง เขาก็จ่ายปันผลให้คุณได้น้อยลง คุณจึงขาดทุนสองต่อ ทั้งเงินปันผลลด แล้วยังขาดทุนราคาหุ้นอีก

คุณสามารถดูกำไรย้อนหลังได้จากงบการเงิน โดยคุณสามารถศึกษาวิธีวิเคราะห์งบการเงินสำหรับมือใหม่ได้เลย

 

3. ค่า P/E ต่ำ และจ่ายปันผลในอัตราที่น่าพอใจ (Dividend Yield สูง)

เลือกบริษัทที่ P/E ต่ำไว้ก่อน

ค่า P/E คิดจากราคาหุ้น หารด้วยกำไรต่อหุ้น

ค่า P/E เป็นเครื่องวัดว่าหุ้นตัวนี้ราคาถูกหรือแพง หุ้นที่ค่า P/E ต่ำและยังเติบโตดี ราคาจะลงไปได้ไม่มาก โอกาสขาดทุนน้อย

ซื้อบริษัทที่จ่ายปันผลในอัตราที่น่าพอใจ (Dividend Yield สูง)

ในเมื่อคุณซื้อหุ้นปันผล คุณก็อยากได้เงินปันผลเยอะๆ เราสามารถดูได้จาก Dividend Yield

ให้คุณเอาเงินปันผลที่บริษัทจ่ายปีก่อน หารด้วยราคาหุ้น จะได้ Dividend Yield

ยิ่งค่า Dividend Yield สูงยิ่งดี แปลว่าคุณซื้อหุ้นแล้วจะได้เงินปันผลเยอะครับ หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงจะมี Dividend Yield 3-7% คุณควรเล็งเอาไว้ว่าต้องได้มากกว่า 5% ขึ้นไป จึงจะเป็น passive income ที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

 

4. บริษัทไม่ต้องลงทุนเพื่อรักษาธุรกิจไว้

นึกภาพโรงงานที่ทำธุรกิจมีกำไร เขาก็นำกำไรนั้นไปเก็บไว้ก่อน อีกไม่กี่ปีต่อมา เทคโนโลยีเปลี่ยน บริษัทต้องลงทุนเพื่อให้ยังแข่งขันได้ บริษัทก็นำเงินเก็บมาลงทุน

แต่ปัญหาคือ การลงทุนนั้นไม่ได้ลงทุนเพื่อหาลูกค้าใหม่ เขาแค่ลงทุนเพื่อให้ธุรกิจไม่ต้องปิดกิจการ มันคือการ “ลงทุนเพื่อรักษาธุรกิจเดิมไว้”

เงินก้อนที่เขานำไปลงทุน คือเงินที่บริษัทไม่สามารถนำไปขยายธุรกิจ หรือจ่ายปันผลคืนให้คุณ บริษัท “หมดเงินไปกับการอยู่กับที่” เสียแล้ว

เวลาคุณซื้อหุ้นปันผล คุณควรเลือกบริษัทที่ทำธุรกิจไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ไม่อย่างนั้นบริษัทจะต้องเสียเงินไปกับการลงทุนเหล่านี้ แล้วก็ไม่ได้จ่ายเงินปันผลให้คุณ

วิธีดูแบบหนึ่งก็คือให้ดูค่า ROE หรือ Return on Equity ของบริษัท ยิ่งค่านี้สูงก็ยิ่งดี

บริษัทที่ต้องลงทุนเพื่อรักษากิจการไว้ ไม่ต่างจากถังที่มีรูรั่ว เติมไปเท่าไรก็ไหลออกมาหมด

ซื้อ "หุ้นปันผล" 4
บริษัทที่ต้องลงทุนเพื่อรักษาธุรกิจ เหมือนถังที่มีรูรั่ว

ตราสารหนี้ vs หุ้นปันผล

ตราสารหนี้เป็นการลงทุนอีกชนิดที่เป็น “คู่แข่ง” กับหุ้นปันผล

ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน มีอีกชื่อว่า “หุ้นกู้” ซึ่งไม่ใช่หุ้นนะครับ มันคือการที่คุณให้บริษัทกู้เงิน แล้วเขาจะจ่ายดอกเบี้ยทุกปี พร้อมเงินต้นเมื่อครบกำหนด

หุ้นกู้บางตัวจ่ายดอกเบี้ยสูง ทัดเทียมกับเงินปันผล บางคนที่อยากได้เงินปันผลจึงเลือกซื้อหุ้นกู้แทน

ว่าแต่สองอย่างนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?

  1. หุ้นปันผลเติบโตได้ ตราสารหนี้ไม่โต เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะได้เงินปันผลมากขึ้น ราคาหุ้นก็สูงขึ้น ในขณะที่ตราสารหนี้จะเท่าเดิม
  2. เงินปันผลลดได้ ดอกเบี้ยไม่ลดยกเว้นบริษัทล้มละลาย ตราบใดที่บริษัทยังไม่เจ๊ง เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ตราสารหนี้เสมอ ไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ ในขณะที่บริษัทอาจเลิกจ่ายเงินปันผลถ้าธุรกิจมีปัญหา
  3. ถ้าบริษัทล้มละลาย ทั้งหุ้นปันผลและตราสารหนี้ราคาเหลือ 0
  4. ราคาหุ้นขึ้นลงแรงกว่าตราสารหนี้ แต่ถ้าคุณลงทุนระยะยาว ก็ไม่ต้องสนใจหรอกครับ ราคาที่ผันผวนรายวันไม่ใช่เรื่องสำคัญ
  5. ราคาหุ้นขึ้นตามเงินเฟ้อ ตราสารหนี้จะโดนเงินเฟ้อกิน

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหุ้นปันผลมากกว่าตราสารหนี้ เพราะหุ้นที่ดีจะเติบโตไปเรื่อยๆ ทั้งราคาหุ้นและเงินปันผลของคุณก็เพิ่มไปตามกาลเวลา

ในขณะที่ตราสารหนี้ราคาจะอยู่เท่าเดิม และคุณยังต้องคอยกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ผลตอบแทนโดยรวมก็ต่ำกว่า (เงินเฟ้อคืออะไร? รู้จักเงินเฟ้อกันดีกว่าครับ)

 

สรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับหุ้นปันผล

หุ้นปันผลคือหุ้นที่ซื้อมาแล้วจ่ายเงินปันผลให้เราอย่างสม่ำเสมอ (ทุกปี ครึ่งปี หรือสามเดือน)

หุ้นปันผลไม่ได้ทำให้คุณรวย แต่ทำให้คุณสบาย มันจะเป็นหลักประกันในชีวิตของคุณว่า “ยังไงก็มีเงินใช้”

แต่ไม่ใช่หุ้นปันผลทุกตัวที่คุณควรซื้อ คุณต้องเลือกตัวที่ธุรกิจมั่นคง การแข่งขันน้อย กำไรโต P/E ต่ำ และบริษัทไม่ต้องลงทุนเพื่อเอาตัวรอด ไม่อย่างนั้นอยู่ดีๆ บริษัทอาจกำไรหาย เลิกจ่ายปันผล และราคาหุ้นลงไปเรื่อยๆ ก็ได้

คนที่เพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน สามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ได้เลยนะครับ นอกจากนี้ คุณอาจไม่เหมาะกับหุ้นปันผลก็ได้ ลองอ่านวิธีลงทุน 4 สไตล์ในโลกเพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง อย่างเช่น การลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI ซึ่งเป็นสไตล์ที่นิยมที่สุด และคุณยังอาจเข้าไปดูเทคนิควิเคราะห์งบการเงินสำหรับมือใหม่ครับ

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

เริ่มต้นลงทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

ซื้อ "หุ้นปันผล" 5

การลงทุนหุ้นคือการซื้อธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นหุ้นที่ดีจะอยู่ในเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโต มีนวัตกรรม และมี dynamics สูง

แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงมาก คนไทยเกิดน้อยลง สังคมกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ใครที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจจะพอรู้ว่า “มืดมน” นักลงทุนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะเซียนหุ้นที่เข้าใจเรื่องนี้ จึงเริ่มเลี่ยงไปลงทุนต่างประเทศกันมากขึ้น

ถ้าคุณอยากหาโอกาสที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คุณเองก็อาจศึกษาการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ผมมีบทความสอนวิธีลงทุนหุ้นอเมริกา หุ้นต่างประเทศให้คุณแล้ว (คุณจะได้หุ้นฟรีมูลค่ามากสุด $1000 ด้วย)

สำหรับคนที่คิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศไกลตัวเกินไป อยากซื้อกองทุนให้เขาไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทนเรา นั่นก็เป็นทางเลือกที่ดีมากครับ แต่ก่อนหน้านั้น ผมแนะนำให้อ่าน ซื้อกองทุนต่างประเทศยังไง ให้กำไรมากขึ้น 100% ซึ่งผมเขียนไว้ให้คุณโดยเฉพาะเลยครับ

 

เรียนคอร์สลงทุนจาก Set หนังสือ “นักลงทุนมือหนึ่งของโลก”

ซื้อ "หุ้นปันผล" 6

บิงโกมีคอร์สสอนลงทุนที่จะคุณอาจสนใจ คอร์สนี้จะสอนคุณตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง มือใหม่เรียนจบก็พร้อมลงทุนจริงได้เลย

คอร์สนี้ถูกออกแบบให้พิเศษกว่าคอร์สลงทุนทั่วไป เพราะมาจากหนังสือลงทุนของเซียนหุ้นระดับโลก ทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, เบนจามิน เกรแฮม, ดร.นิเวศน์ และอื่นๆ จนเหมือน “นักลงทุนระดับโลกมาสอนคุณเอง” ทุกเล่มที่เราคัดมาคือหนังสือลงทุนที่ดีที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น “ของจริง” และจะร่นเวลาให้คุณลงทุนได้เก่งกาจอย่างรวดเร็ว

คอร์สนี้จะให้คุณมากกว่าความรู้ในหนังสือแต่ละเล่มรวมกัน เพราะเวลาคุณอ่านหนังสือเอง บางครั้งคุณอาจมองข้ามแก่นสำคัญ หรือไม่เข้าใจความคิดของคนเขียนอย่างแท้จริง แต่ผมจะนำจุดสำคัญทุกจุดมาอธิบายให้คุณอย่างครบถ้วน พร้อมยกตัวอย่างที่ใกล้ตัว เข้าใจง่าย คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับแนวคิดการลงทุนที่ถูกต้องโดยสมบูรณ์ คุณจะได้รับ…

  • วิดีโอที่อธิบายแนวคิดในหนังสือลงทุนระดับโลกอย่างละเอียด ดูซ้ำได้ตลอดชีพ พร้อม Mind Map สรุปหนังสือทุกเล่มให้คุณทบทวนทีหลังได้ง่าย
  • เนื้อหาแยกเป็นพื้นฐาน กลาง สูง ให้เลือกเรียนได้ตามระดับความชำนาญ
  • ความรู้ที่ครบถ้วนในการลงทุนทุกด้าน ทั้งกลยุทธ์ แนวคิด การวิเคราะห์มูลค่า การอ่านงบการเงิน จิตวิทยาการลงทุน ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคัดมาเน้นๆ อธิบายให้เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเรียนรู้โดยใช้เวลาเสี้ยวเดียวของการอ่านหนังสือหรือศึกษาเอง

ดูรายละเอียด

 

 

One thought on ““หุ้นปันผล” หลัก 4 ข้อที่ต้องดูก่อนซื้อ ดูอะไรจึงไม่ขาดทุน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *