สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ One Up on Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท

วันนี้ขอเสนอ สรุป หนังสือ One Up on Wall Street โดยปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือลงทุนในตำนานที่นักลงทุนทุกคนควรอ่าน เคียงคู่กับหนังสือ The Intelligent Investor เลยครับ

ในบรรดาหนังสือลงทุน 10 เล่มที่ผมคิดว่าดีที่สุด One Up on Wall Street เป็นเล่มที่ผมให้อันดับหนึ่ง เพราะเขาเล่าด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย มีอารมณ์ขัน และเป็นสไตล์การลงทุนที่ทุกคนทำตามได้ คุณอ่านจบก็จะเข้าใจเลยว่าควรเริ่มต้นลงทุนอย่างไร

ผู้เขียนปีเตอร์ ลินช์ เป็นผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ในเวลา 13 ปีที่เขาบริหารกองทุน Fidelity Magellan เขาทำผลตอบแทนได้ 27 เท่า หรือ 2700% แต่พอคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะพบว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง (เหมือนคุณกับผม) ที่ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง หมั่นหาข้อมูลอยู่เสมอ ชอบคิดวิเคราะห์ และบางครั้งก็ลงทุนผิดพลาดเหมือนกับคนอื่นๆ

ปีเตอร์ ลินช์ มีสไตล์การลงทุนที่ยืดหยุ่น ดูเผินๆ คุณจะคิดว่าเขาคือนักลงทุน VI หรือนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า แต่บางครั้งเขาก็ลงทุนโดยใช้ Story และความผันผวนของตลาดให้เป็นประโยชน์เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้มีข้อคิดดีๆ เยอะมาก แต่ผมคัด “20 ข้อที่ผมชอบที่สุด” มาให้คุณแล้ว นอกเหนือจากหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ หวังว่ามันจะมีประโยชน์กับคุณไม่มากก็น้อย

มาเริ่มกันเลยครับ

 

1. จงเข้าใจธุรกิจของหุ้นที่คุณลงทุน และอย่าลืมเหตุผลที่คุณซื้อหุ้นตัวนั้น

คนจำนวนมากซื้อหุ้นเพราะว่า “ราคากำลังขึ้น!”

แต่เหตุผลนี้ใช้ไม่ได้ในระยะยาว ถ้าคุณซื้อหุ้นเพียงเพราะว่าราคากำลังขึ้น คุณอาจทำกำไรได้ในช่วงสั้นๆ แต่ในระยะยาว มันจะทำให้คุณขาดทุนไม่รู้จบ

หุ้นคือสัดส่วนความเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้นคุณต้องเข้าใจว่าคุณกำลังเป็นเจ้าของ “ธุรกิจ” อะไร

ถ้าคุณอยากกำไรจากหุ้น คุณต้องมีเหตุผลที่ดีว่า “ทำไมธุรกิจจะดีขึ้น” เช่น บริษัทเปิดร้านเพิ่ม ออกสินค้าใหม่ ขยายตลาดไปต่างประเทศ เป็นต้น

และถ้าเหตุผลของคุณไม่จริงอีกต่อไป คุณก็ควรขายหุ้นนั้น (ร้านใหม่ขายไม่ออก สินค้าใหม่ไม่มีคนซื้อ ขยายไปต่างประเทศไม่สำเร็จ ฯลฯ)

การเล่นหุ้นก็เหมือนเตะบอล ราคาคือป้ายคะแนน และตัวธุรกิจคือสนามแข่ง คนชนะดูกันจากป้ายคะแนน แต่ถ้าคุณอยากชนะ คุณต้องมองไปที่สนาม ไม่ใช่ป้ายคะแนน ถ้าคุณลงทุนโดยไม่ดูตัวธุรกิจ ก็เหมือนเล่นโป๊กเกอร์โดยไม่ดูไพ่ คุณไม่มีทางชนะ

อย่าลงทุนหุ้นที่คุณอธิบายให้เด็กอนุบาลฟังไม่ได้

ทำไมต้องเด็กอนุบาล? เพราะการที่คุณอธิบายเป็นภาษาง่ายๆ ได้ แสดงว่าคุณเข้าใจหุ้นตัวนั้นอย่างถ่องแท้แล้ว

 

2. คนธรรมดามีข้อมูลล้ำค่าที่นักลงทุนมืออาชีพไม่รู้

คนธรรมดามีข้อมูลล้ำค่าที่นักลงทุนมืออาชีพไม่รู้

ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ

คนที่จะลงทุนได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่ “นักการเงิน” แต่เป็นคนที่เข้าใจธุรกิจนั้นอย่างลึกซึ้ง

แล้วคนที่จะเข้าใจธุรกิจได้ดี จะเป็นใครเสียอีกนอกจากคนที่ทำงานในนั้น หรือใช้สินค้าเป็นประจำ

คนธรรมดามักมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่แล้ว ถ้าคุณทำงานด้านการแพทย์ คุณก็จะเข้าใจโรงพยาบาลและบริษัทยาได้ดีกว่าใคร ถ้าคุณทำงานห้างสรรพสินค้า คุณก็ย่อมรู้ว่าสินค้าไหนขายดี หรือถ้าคุณทำงานโรงแรม คุณก็จะรู้ก่อนว่าช่วงไหนนักท่องเที่ยวเยอะ และโรงแรมไหนได้เปรียบคู่แข่ง

ข้อมูลพวกนี้ใช้เวลาเป็นเดือนหรือปีกว่าจะไปถึงหูนักลงทุนมืออาชีพ ในขณะที่คุณรู้เดี๋ยวนั้นเลย

มือสมัครเล่นสามารถหาสุดยอดหุ้นได้จากข้างบ้าน ด้วยข้อมูลที่อยู่รอบตัวคุณ ก่อนที่นักลงทุนมืออาชีพจะเจอเป็นเดือนหรือปีเสียอีก

 

3. ถ้าจำเป็นต้องใช้เงิน อย่าเอาไปซื้อหุ้น

หุ้นที่ดีจะราคาขึ้นไปได้ในระระยาว แต่ราคาอาจลงได้ในระยะสั้น 2-3 ปี เงินที่คุณต้องรีบใช้จึงไม่ควรไปซื้อหุ้น เอาไปลงทุนในสิ่งที่ผันผวนน้อยจะดีกว่า อย่างเช่นฝากธนาคารไว้ หรือซื้อพันธบัตร

ถ้าคุณเอาเงินนี้ไปซื้อหุ้นแล้วมันราคาลงในช่วงสั้นๆ คุณจะถูกบังคับให้ขายขาดทุนถึงแม้คุณอาจซื้อหุ้นถูกตัว

 

4. หุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ รู้ไว้ลงทุนง่ายขึ้นเยอะ

ปีเตอร์ ลินช์ แบ่งหุ้นเป็น 6 ชนิดในหนังสือ One Up on Wall Street ได้แก่

  1. หุ้นโตเร็ว
  2. หุ้นโตช้า
  3. หุ้นใหญ่มั่นคง
  4. หุ้นฟื้นตัว หรือหุ้นเทิร์นอะราวน์
  5. หุ้นวัฏจักร
  6. หุ้นทรัพย์สินมาก

หุ้นแต่ละชนิดจะมีพฤติกรรมต่างกัน คุณต้องเข้าใจหุ้นของคุณก่อน จึงจะลงทุนได้ดี

บิงโกได้ลงรายละเอียดหุ้นทั้ง 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ไว้แล้ว เข้าไปดูได้เลยครับ

 

5. ถ้าคุณใช้เวลา 13 นาทีในการคาดเดาเศรษฐกิจ คุณเสียเวลาไปแล้ว 10 นาที

เศรษฐกิจก็เหมือนเครื่องจักรขนาดยักษ์ ที่มีฟันเฟืองหมื่นชิ้นทำงานประสานกัน จึงไม่มีใครทำนายเศรษฐกิจได้ถูกต้องแม่นยำ (อ่านบทความบิงโกที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเศรษฐกิจใน 30 นาที)

แต่บริษัทเป็นแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่คาดเดาง่าย เวลาคุณซื้อหุ้นจึงวิเคราะห์แค่ตัวบริษัทก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องดูเศรษฐกิจ

แทนที่คุณจะเอาเวลาไปทำนายเศรษฐกิจ ซึ่งโอกาสถูกก็พอกับผิด คุณเอาเวลานั้นไปหาข้อมูลและวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัวจะง่ายกว่า

6. หาหุ้น 10 เด้งเจอตัวเดียว เปลี่ยนทั้งชีวิต

หุ้น 10 เด้งคือหุ้นที่ราคาขึ้นมา 10 เท่า

ถ้าคุณเจอหุ้นแบบนี้ จงซื้อแล้วกอดไว้ให้แน่น เพราะมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้ โดยหุ้น 10 เด้งจะใช้เวลาหลายปีจนราคาขึ้นมาหลายเท่า ถ้าคุณมั่นใจว่าหุ้นของคุณเป็น 10 เด้ง จงอย่ารีบขายไปก่อน ต้องทนรวยให้ได้

ลักษณะของหุ้น 10 เด้ง คือหุ้นที่กำไรโตเร็วแต่ยังมีราคาไม่แพงเกินไป ตัวอย่างของหุ้นไทยก็คือ CPALL หรือเซเว่นอีเลเว่นเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งราคาขึ้นมาหลายสิบเท่า (ซื้อตอนนี้คงไม่ได้แบบนั้นแล้ว)

ถ้าคุณอยากได้หุ้น 10 เด้ง ลองมองหาสิ่งเหล่านี้ดูครับ

  1. เทคโนโลยีใหม่ เซเว่นอีเลเว่นมีเทคโนโลยีร้านสะดวกซื้อที่เหนือกว่าร้านโชวห่วยดั้งเดิม
  2. Mega Trend ของสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้วทุกแห่งมีร้านสะดวกซื้อ คนไทยต้องการซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ถึงอย่างไรธุรกิจร้านสะดวกซื้อก็ต้องมา อยู่ที่ใครจะเป็นผู้ชนะ
  3. บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ จึงขยายกิจการได้เร็วมาก

ถ้าคุณมีหุ้น 10 เด้งแค่ตัวเดียว ต่อให้คุณขาดทุนกับหุ้นอีก 9 ตัวก็ยังกำไร และถ้าคุณลงเงินก้อนใหญ่ไปกับ 10 เด้งตัวนั้น คุณจะเปลี่ยนชีวิตได้เลย การมีหุ้นที่ดีมากๆ ไม่กี่ตัว กำไรเหล่านั้นจะท่วมขาดทุนจากหุ้นที่ไม่ประสบความสำเร็จ

หุ้น 10 เด้งคือความฝันของนักลงทุน ใครเจอก็รวย ผมจึงแยกเป็นบทความของมันเองไว้แล้ว ว่าคุณจะหาหุ้น 10 เด้งเจอได้ยังไง

 

7. ซื้อหุ้นบริษัทที่น่าเบื่อ และนักลงทุนคนอื่นยังไม่สนใจ

บริษัทแบบนี้ยังไม่มีนักวิเคราะห์คอยติดตาม กองทุนยังไม่รู้จัก จึงมีโอกาสที่คุณจะซื้อหุ้นดีๆ ได้ในราคาถูก

ปีเตอร์ ลินช์ แนะนำในหนังสือ One Up on Wall Street ให้ลองหาบริษัทที่มีลักษณะดังนี้

  • ชื่อบริษัทน่าเบื่อ
  • ทำธุรกิจที่น่าเบื่อ ได้ยินแล้วหาว เช่น ช่วยจัดการคูปองในซุูเปอร์มาร์เก็ต ให้บริการเช่ารถ ทำหลอด หรือขายถุงพลาสติก
  • มีอะไรที่ฟังแล้วไม่ดีเกี่ยวกับมัน เช่น ได้ยินว่ามีมาเฟียคุม ทำธุรกิจรับฝังศพ ธุรกิจเกี่ยวกับขยะพิษ ขายเครื่องมือล้างชิ้นส่วนรถที่เปื้อนน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ
  • กองทุนยังไม่รู้จัก ไม่มีนักวิเคราะห์ติดตาม
  • อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่โต คนส่วนใหญ่ชอบลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมที่โตเร็ว ทั้งที่มันจะดึงดูดคู่แข่งใหม่เข้ามาเยอะมาก

 

8. ระวังบริษัทที่โตปีละ 50-100%

บริษัทที่โตเร็วขนาดนั้นมักไม่ปกติ จะต้องมีสาเหตุพิเศษอะไรอยู่เบื้องหลัง คุณควรระวังบริษัทที่โตเร็วขนาดนี้เป็นพิเศษ

เหตุผลข้อแรก เป็นไปได้ยากที่บริษัทจะโตเร็วขนาดนี้ได้ในระยะยาว มันเร็วไปจนผิดธรรมชาติ และถ้าธุรกิจนี้ดีมากขนาดนี้ ก็จะดึงดูดคู่แข่งใหม่เข้ามาแข่งจนบริษัทโตช้าลงเอง

เหตุผลข้อสอง ต่อให้บริษัทจะโตขนาดนี้ได้จริง เขาก็ต้องลงทุนเพื่อขยายกิจการ ซึ่งเงินลงทุนมันก็มาได้แค่ 2 ทาง คือถ้าไม่กู้มา ก็ต้องออกหุ้นเพิ่มทุน (ลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของแก่ผู้ถือหุ้นเดิม) ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ดีกับคุณ

เหตุผลข้อสาม บริษัทที่โตเร็วมักมาพร้อมความคาดหวังที่สูง ถ้าจู่ๆ มีปีไหนที่บริษัทโตช้าลง ราคาหุ้นอาจร่วงลงมาทีเดียวได้แรงมาก

ไม่มีบริษัทไหนที่จะโต 100% ไปได้ตลอดครับ

 

9. เลือกซื้อธุรกิจที่ไอ้โง่ที่ไหนก็บริหารได้

…เพราะไม่ช้าก็เร็ว จะมีไอ้โง่สักคนมาเป็นผู้บริหารอยู่ดี (ปีเตอร์ ลินช์ พูดเอาไว้อย่างติดตลก แต่มันกลับเป็นความจริงทีน่าสะเทือนใจ)

ให้คุณเลือกธุรกิจที่บริหารง่าย ใครๆ ก็บริหารได้ แบบนี้คุณจะไม่ต้องกังวล เพราะธุรกิจมันดีด้วยตัวมันเอง ใครจะมาเป็นผู้บริหารธุรกิจก็ยังดีอยู่

จริงอยู่ว่าถ้าผู้บริหารเก่ง บริษทก็ยิ่งรุ่ง แต่ต่อให้ไม่เก่ง บริษัทก็ยังพอไปได้ครับ

10. หุ้นที่ควรซื้ออาจเป็นตัวที่คุณมีอยู่แล้ว

แนวคิดนี้วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็คิดตรงกันครับ

ถ้ามีหุ้น 5 ตัวให้เลือก จะแบ่งเงินไปซื้อตัวที่ดีอันดับ 4-5 ทำไม? เลือกซื้อตัวที่คุณคิดว่าดีที่สุดไปเลยดีกว่า

หุ้นที่คุณมีอยู่แล้วคือหุ้นที่คุณเชื่อว่าดี คุณหาข้อมูลมาเรียบร้อย ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น ถ้าคุณยังเชื่อว่าหุ้นของคุณดี คุณก็น่าเอาเงินที่มีไปซื้อหุ้นนั้นเพิ่ม (ถ้าคุณไม่เชื่อว่ามันดี คุณควรขายหุ้นนั้นไปนานแล้ว)

11. มีเรื่องน่าเป็นห่วงเสมอ

ทุกวันจะมีเรื่องให้คุณกังวลเสมอ

เงินเฟ้อ เงินฝืด เศรษฐกิจตกต่ำ ภัยแล้ง การชุมนุมประท้วง สงคราม ตลาดหุ้นตก และรถเมล์สายซิ่งประจำถนน

ใน 100 ปีที่ผ่านมาเราเจอเรื่องเหล่านี้เสมอ และเราก็ผ่านมันมาได้ตลอด ราคาหุ้นก็พุ่งกลับขึ้นมาได้ทุกครั้ง

คุณอาจรอให้เกิดวิกฤติแล้วค่อยลงทุน ถ้าทำแบบนั้นก็จะเสี่ยงน้อย แต่คุณจะมีค่าเสียโอกาสที่อาจต้องรอเป็นปีๆ โดยไม่มีโอกาสได้ลงทุนสักที

หรือไม่คุณก็ลงทุนไปเลยทั้งที่รู้ว่าจะเกิดวิกฤติ แต่คุณรู้ว่าสุดท้ายมันจะฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ (ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะฟื้นกลับมานะครับ คุณต้องเลือกซื้อหุ้นที่ดีด้วย ลองศึกษาการลงทุนแบบ VI หรือเริ่มต้นหาหุ้นตัวแรกได้เลย)

 

12. อย่าเอามือไปรับมีดที่กำลังร่วง

มีดที่กำลังร่วงจะบาดมือคุณเปล่าๆ

การไปซื้อหุ้นที่กำลังร่วงแรงๆ ก็เหมือนการไปรับมีดที่กำลังร่วง อันตรายมาก

หุ้นที่ลงแรงๆ ต้องมีสาเหตุ คุณต้องหาก่อนว่าทำไมมันลง บางครั้งบริษัทก็ฟื้นจากข่าวร้ายนั้น บางครั้งก็ไม่ฟื้น

คุณจะกำไรมหาศาลถ้าคุณซื้อหุ้นที่ฟื้นตัวจากข่าวร้ายได้สำเร็จ

แต่ต้องระวังไว้ด้วย ผู้บริหารจะพูดในแง่ดีเสมอ หุ้นที่ไม่ดีจะลงไปเรื่อยๆ แม้จะผู้บริหารมี Story ที่ฟังดูดี

คุณควรรอให้บริษัทพิสูจน์ตัวเองก่อน และราคาหุ้นค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว จึงเข้าซื้อหุ้น

 

13. ระวังบริษัทที่ขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่น

จากประสบการณ์ของปีเตอร์ ลินช์ บริษัทที่ขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่นมักไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาขยายไปทำสิ่งที่อยู่นอกความถนัดของตัวเอง

ที่แย่ที่สุดคือบริษัทที่ชอบซื้อกิจการบริษัทอื่น ปีเตอร์ ลินช์ มองว่าการซื้อกิจการมักไม่ได้ทำให้บริษัทเจริญ แต่เป็นการสนองอีโก้ของผู้บริหารมากกว่า (ผู้บริหารอยากคุมบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ดูมีศักดิ์ศรีและอำนาจมากขึ้น)

 

14. หลีกเลี่ยงบริษัทที่ทุกคนซื้อ ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง

“หุ้นร้อน” หรือ “Hot Stock” คือหุ้นที่ทุกคนพูดถึง นักลงทุนรายใหญ่รายย่อยต่างพากันเข้าซื้อ เป็นหุ้นที่ทุกคนซื้อเพราะกลัวจะตกรถ

หุ้นพวกนี้จะมี Story หรือเรื่องราวที่น่าดึงดูด เช่น บริษัทจะทำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ บริษัทเติบโตเร็วมาก ฯลฯ

หุ้นที่ทุกคนซื้อจะมีราคาขึ้นไปสูงมาก ต่อให้บริษัทเติบโตได้ตามคาด คุณก็จะกำไรไม่มาก เพราะคุณซื้อมาในราคาสูง

แต่ในทางกลับกัน หุ้นพวกนี้จะแบกรับความฝันและความฝันไว้สูงมาก ถ้าเกิดบริษัทไม่ได้เติบโตจริงตามที่คุยไว้ ราคาหุ้นจะร่วงลงเร็วมาก จนคุณเปลี่ยนจากกำไรเป็นขาดทุนได้ในเวลาอันสั้น

.

15. คิดด้วยตัวเอง อย่าเชื่อนักวิเคราะห์หรือข่าวลือ

ถ้าคุณอยากซื้อหุ้นรายตัว คุณก็ต้องคิดและตัดสินใจเอง

ไม่ใช่ไปขอ “หุ้นเด็ด” จากนักวิเคราะห์ โบรคเกอร์ ข่าวลือ กรุ๊ปไลน์ คนในยูทูป ผม หรือปีเตอร์ ลินช์

มีเหตุผล 3 ข้อที่คุณไม่ควรสนใจหุ้นที่ปีเตอร์ ลินซ์ กำลังซื้อ

  • เขาอาจจะผิด นักลงทุนระดับโลกอย่างปีเตอร์ ลินช์ มีชื่อหุ้นที่ขาดทุนยาวเหยียดในพอร์ตกว่า 40%
  • เขาอาจคิดถูก แต่ถ้าเขาเปลี่ยนใจขายหุ้นทิ้ง เขาจะไม่กลับมาบอกคุณ แล้วคุณก็ติดอยู่กับหุ้นที่เขาขายไปตั้งนานแล้ว
  • คุณมีข้อมูลที่ดีกว่าอยู่แล้ว นั่นคือความเข้าใจสิ่งรอบตัวคุณ ทั้งงานที่ทำและสินค้าที่ใช้ จงใช้มันให้เป็นประโยชน์

คุณถามชื่อหุ้นได้ แต่ก่อนซื้อคุณต้องหาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าหุ้นตัวนี้ดีจริงหรือไม่ อย่าลืมว่าถ้าหุ้นลง คนขาดทุนคือคุณ ไม่ใช่นักวิเคราะห์

 

16. ลองดูหุ้นที่ Insider หรือ “คนใน” กำลังซื้อ

ผู้บริหารหรือ “คนใน” คือคนที่เข้าใจธุรกิจได้ดีที่สุด ถ้าเขาซื้อหุ้นบริษัทตัวเอง แสดงว่าเขามองว่าบริษัทกำลังไปได้ดี

คนเราขายหุ้นด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ใช้หนี้ หรือกระจายความเสี่ยงไปซื้อหุ้นตัวอื่น

แต่คนเรามีเหตุผลเดียวที่จะซื้อหุ้น…

 

17. กำไร กำไร และกำไร

ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเพิ่มตามกำไร

ถ้าบริษัทไม่มีกำไร ราคาหุ้นไม่มีทางขึ้นได้ในระยะยาว แม้ระยะสั้นราคาอาจเบี่ยงเบนไปได้บ้าง

มี 5 วิธีที่บริษัทจะเพิ่มกำไรได้

  1. ลดต้นทุน
  2. ขายสินค้าเดิมแพงขึ้น
  3. ขายสินค้าเดิมให้ลูกค้าใหม่
  4. ขายสินค้าใหม่ให้ลูกค้าเดิม
  5. เลิกทำธุรกิจส่วนที่ขาดทุน

ถ้าไม่มีหนึ่งในนี้ ราคาหุ้นจะขึ้นไม่ได้ในระยะยาวครับ

 

18. ถ้าไม่ชัวร์อย่าซื้อหุ้น เสียดายดีกว่าเสียใจ 

บางครั้งคุณชอบบริษัท คุณคิดว่าธุรกิจไปได้ไกล มีอนาคต ผู้บริหารเก่งมีความสามารถ

แต่ติดอยู่ที่…

คุณคิดว่ามีจุดหนึ่งที่อาจทำให้บริษัทไม่เติบโตอย่างที่คาด หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ คุณยังไม่แน่ใจว่าควรใส่เงินไปกับหุ้นตัวนี้

ถ้าคุณคิดแบบนี้อยู่ คุณอาจคิดถูกก็ได้ ดังนั้นคุณควรเก็บไปคิดให้ดี ปล่อยให้ราคาหุ้นขึ้นมาสักนิดหนึ่งค่อยซื้อ ย่อมดีกว่าซื้อหุ้นทั้งที่ไม่ชัวร์กับตัวธุรกิจของมัน

เสียดายดีกว่าเสียใจครับ

 

19. ราคาหุ้นต้องไม่แพง ค่า P/E ไม่ควรเกินอัตราการเติบโต

ค่า P/E คือสัดส่วนราคาหุ้น หารด้วยกำไรต่อหุ้น

ค่า P/E เป็นการบอกความถูก-แพงของหุ้น เทียบกับกำไรปีล่าสุด

ถ้าบริษัทกำลังเติบโต เราสามารถซื้อหุ้น P/E สูงได้ เพราะบริษัทที่กำลังเติบโตย่อมดีกว่าบริษัทที่ไม่โต ราคาหุ้นก็จะสูงสะท้อนการเติบโตนั้น

คุณไม่ควรซื้อหุ้นที่ P/E สูงเกินอัตราการเติบโต ไม่งั้นจะซื้อแพงเกินไป

 

20. ซื้อหุ้นไม่ดีราคาถูก เป็นเทคนิคที่ได้กำไรไม่สูงนัก

ยอมจ่ายแพงหน่อย (P/E สูง) เพื่อซื้อหุ้นดีมีอนาคตไปเลย

ดีกว่าจ่ายถูก (P/E ต่ำ) เพื่อหุ้นที่ไม่ค่อยมีอนาคต

 

เมื่ออ่านหนังสือ One Up on Wall Street จบ เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายๆ วันนี้

จบไปแล้วครับกับสรุปหนังสือ One Up on Wall Street

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ผมได้สรุปกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่นิยมที่สุด 4 สไตล์ไว้ โดยวิธีที่ผมแนะนำคือการลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ VI

ลองดูหุ้น 6 ชนิดของปีเตอร์ ลินช์ ว่าคุณชอบหุ้นแนวไหน และถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มหาหุ้นตัวแรกของคุณกันเลย

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

 

3 thoughts on “สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ One Up on Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท

  1. Pingback: หนังสือ 10 เล่มที่คุณควรอ่านก่อนลงทุนหุ้น - สำนักพิมพ์บิงโก

  2. Pingback: +++สรุป The Intelligent Investor: หนังสือลงทุนที่ดีที่สุดในโลก นักลงทุนต้องอ่าน

  3. Pingback: +++ลงทุนแบบ VI ทำยังไง เหมาะกับคุณไหม - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *