สรุปหนังสือ Think and Grow Rich ตีแผ่กฏแห่งความสำเร็จ ที่ถูกเก็บงำมากว่า 80 ปี

คนไทยหลายคนพูดว่า “ความร่ำรวยเป็นเรื่องของโชคลาภวาสนา เป็นเรื่องของจังหวะและความบังเอิญ” ก็อาจจะจริง คุณอาจจะรวยได้ด้วยหวย 30 ล้าน แต่นโปเลียน ฮิลล์ ใช้เวลากว่า 30 ปีสัมภาษณ์ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มากกว่า 500 คน เพื่อเรียนรู้ว่า “ทำไมพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ แต่คนอื่นล้มเหลว” กลั่นกรองจนเป็นหนังสือที่ชื่อว่า Think and Grow Rich

Think and Grow Rich เป็นหนังสือที่รวบรวม “กฏแห่งความสำเร็จ” ที่ทุกคนบนโลกสามารถปฏิบัติตามได้ หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมปี 1937 ผ่านมา 80 กว่าปีแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ยังถูกตีพิมพ์อยู่เรื่อยๆ ร้านหนังสือไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องมีที่เล็กๆ ให้หนังสือเล่มนี้วางขาย ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ต้องมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้อยู่แน่ๆ

 

คุณสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ หากมีแรงขับเคลื่อนจากความปรารถนาอันแรงกล้า

ในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ อยากรวย อยากมีอิสระทางการเงิน แต่แค่ “อยาก” อย่างเดียวไม่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายหรอกครับ ถ้าอยากรวย อยากทำความฝันให้เป็นจริง คุณต้องมีไฟปรารถนาอย่างแรงกล้าจากข้างใน

Think and grow rich คิดแล้วรวย
โทมัส เอดิสัน (ซ้าย) และนโปเลียน ฮิลล์ (ขวา)

 

โทมัส เอดิสัน ทดลองล้มเหลวมากกว่า 10,000 ครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยละสายตาออกจากเป้าหมาย เขาทุ่มสุดตัวเพื่อคิดค้นแหล่งกำเนิดแสงจากไฟฟ้า เอดิสันเป็นคนธรรมดาเรียบง่าย แต่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะวิ่งไล่ตามความฝัน จากการตรากตรำทำงานอยู่หลายปีของเขา พวกเราเลยดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบายจนถึงทุกวันนี้

เรื่องราวของนักเขียนที่ชื่อ Fannie Hurst ก็คล้ายคลึงกัน เธอต้องทนเจ็บปวดกับคำปฏิเสธของกองบรรณาธิการมากกว่า 36 ครั้งก่อนที่เรื่องสั้นของเธอจะถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ จากนั้นอาชีพของเธอในฐานะนักประพันธ์และนักเขียนบทละครก็เริ่มขึ้น ความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอเอาชนะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ในที่สุดเธอก็ได้พบกับความสำเร็จ

think grow rich
Fannie Hurst (ค.ศ.1885-1968) เป็นนักเขียนนวนิยายชาวอเมริกัน ผลงานเป็นที่นิยมมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

 

ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต คุณต้องปรับทัศนคติส่วนตัว กำหนดเป้าหมายและความฝันให้ชัดเจน

คุณมองเป้าหมายและความฝันของตัวเองไว้ยังไงครับ? คิดว่าเป็นเพียงแค่วิมานในอากาศ? หรือเป็นสิ่งที่ต้องไขว้ขว้าและทำให้กลายเป็นจริงขึ้นมาให้ได้?

 

การตั้งเป้าหมายและวางแผน คือพื้นฐานของความสำเร็จ

ทุกเรื่องราวความสำเร็จเริ่มต้นจากคนๆ หนึ่งที่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไรในชีวิต

ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นไล่ตามความฝัน คุณควรเริ่มจากกำหนดเป้าหมายส่วนตัวให้ละเอียดที่สุดก่อน เช่น ถ้าคุณอยากรวย คุณก็ต้องบอกตัวเองให้ชัดเจนว่า ต้องการเงินกี่บาท

ยิ่งไปกว่านั้น คุณต้องระบุให้ชัดๆ ด้วยว่า คุณต้องการทำเป้าหมายให้ลุล่วงภายในกี่ปี กี่เดือน กี่วัน และต้องเตรียมอะไรบ้างเพื่อบรรลุเป้าหมาย เพราะการตั้งเป้าหมายจะไม่มีความหมายใดๆ หากปราศจากกรอบเวลาที่ชัดเจน

คุณโหยหาความสำเร็จมากแค่ไหน? คุณจริงจังกับเป้าหมายมากแค่ไหน? เป็นคำถามที่มีแต่คุณเท่านั้นที่รู้

 

เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจริงจังกับเป้าหมายนั้นจริงๆ คุณต้องฝังมันลงไปในความคิดและการกระทำของคุณด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. เขียนเป้าหมายและแผนสู่ความสำเร็จอย่างละเอียด
  2. อ่านออกเสียงดังๆ ทุกวัน วันละสองครั้ง ครั้งแรกในตอนเช้าหลังตื่นนอน และครั้งที่สอง ตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

 

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

คุณจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

เศรษฐีทุกคนรวยได้เพราะมีความเชื่อ
ดินแดนใหม่ๆ ถูกบุกเบิกก็เพราะนักเดินเรือกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อ
นวัตกรรมถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ได้ก็เพราะนักประดิษฐ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อ

 

ถ้าคุณอยากรู้ว่า ความเชื่อมีพลังมากขนาดไหน ขอให้ดู มหาตมะคานธี เป็นตัวอย่างเลยครับ

think grow rich
มหาตมะ คานธี (ค.ศ.1869-1948) ผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดีย

 

แม้ว่าคานธีจะไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือแห่งอำนาจอย่างเงินทองหรือกำลังทหาร แต่ท่านก็สามารถต้านทานอำนาจของอาณานิคมอังกฤษ และนำประเทศอินเดียสู่อิสรภาพ แรงสนับสนุนเพียงอย่างเดียวของท่านคือ ความเชื่อที่มั่นคง ท่านใช้สิ่งนี้ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติก้าวออกมายืนหยัดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ความเชื่อหรือความศรัทธาในตัวเองมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของเรา หากคุณแน่วแน่ต่อศรัทธา คุณจะเปลี่ยนโลกทั้งใบก็ยังได้ (มีหลายคนทำมาแล้ว และคุณก็รู้จักเป็นอย่างดี)

 

จิตใต้สำนึกคือสิ่งที่กำหนดการกระทำของเรา

ความเชื่อมั่นในตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และไม่ได้เป็นสิ่งที่ตกมาจากฟากฟ้าเข้าสู่ตัวเรา ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ทีละเล็กทีละน้อย ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Auto-Suggestion (หรือแปลง่ายๆ ว่า การพูดกับตัวเอง) กระบวนการนี้เป็นเทคนิคที่ใช้แล้วเห็นผลชัดเจน เริ่มจากหาที่เงียบๆ ที่ไม่ถูกรบกวน หลับตา และพูดเป้าหมายของคุณแบบออกเสียง โดยสิ่งที่คุณพูดควรจะเป็นอะไรคล้ายๆ แบบนี้

“ข้าพเจ้าตั้งใจจะเก็บเงินให้ได้ 100,000 บาท ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ตั้งแต่วันนี้ข้าพเจ้าจะดึงเงินส่วนนึงจากรายได้ เดือนละ 10,000 บาท มาฝากไว้กับกองทุนรวม … ”

 

พูดซ้ำๆ ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ก่อนนอนและหลังตื่นนอน เพื่อสั่งการจิตใต้สำนึกของตัวเอง ยิ่งคุณพูดย้ำกับตัวเองบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งตอกย้ำความปรารถนาและเป้าหมายเข้าไปในจิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนักจะคัดสรรความคิดและกำหนดการกระทำทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม​: เขียนสิ่งนั้นลงบนกระดาษ แล้วแปะไว้บนโต๊ะหรือที่ที่คุณมองเห็น อ่านทบทวนไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะเกษียณ

ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่คนที่ประสบความสำเร็จก็ใช้กระบวนการนี้สร้างความยิ่งใหญ่กันทั้งนั้นเลยครับ

 

ความรู้คือพลัง และไม่ได้อยู่แค่ในรั้วโรงเรียน

ความรู้ช่วยให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายในชีวิตง่ายขึ้น ผมมีประเด็นพื้นฐาน 2-3 ข้อให้คุณพิจารณา

ก่อนอื่นคุณต้องโยนความหมายดั้งเดิมของคำว่า “ความรู้และการศึกษา” ทิ้งใส่ถังขยะไปก่อน เพราะการมีความรู้หรือการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การเป็นเจ้าของประกาศนียบัตรจบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย

คนที่ไม่ได้จบการศึกษาในรั้วโรงเรียนก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายได้ เหมือนกับตำนานผู้ผลิตรถยนต์ที่ชื่อว่า เฮนรี ฟอร์ด แม้ว่าเขาไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างอาณาจักรอุตสาหกรรมรถยนต์และรายได้นับล้านเลย

think grow rich
ความรู้คือพลัง!!!

 

หากคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่างบนโลก สิ่งสำคัญจริงๆ คือ คุณต้องได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ถูกต้อง แล้วใช้จุดแข็งและศักยภาพของตัวเองให้เต็มที่

เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องกระหายที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คุณต้องกระตือรือร้นที่จะเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ คุณอาจจะไปหาความรู้ในมหา’ลัย สมัครเรียนหลักสูตรภาคค่ำ หรือหาประสบการณ์จากการฝึกงานก็ได้

แน่นอนว่าคุณไม่สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก แต่คุณต้องรู้ว่า ใครสามารถให้คำตอบในสิ่งที่คุณไม่รู้ได้ วิธีที่คนฉลาดเขาทำกันคือพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญที่ยินดีแบ่งปันความรู้เชิงลึกในด้านต่างๆ วิธีนี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ได้เร็วขึ้น

 

ฝึกจินตนาการเพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นจริง

ทุกความสำเร็จเริ่มจากวิธีคิด และเบื้องหลังของทุกความคิดคือจินตนาการ จินตนาการจะแปลงความฝันไปเป็นไอเดียและเปลี่ยนไอเดียไปสู่ความเป็นจริง

จินตนาการมี 2 แบบคือ จินตนาการเชิงสร้างสรรค์ (Creative Imagination) กับ จินตนาการเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Imagination)

จินตนาการเชิงสร้างสรรค์จะช่วยให้คุณนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน นักประพันธ์ที่ชาญฉลาด ศิลปินและนักเขียนต่างใช้จินตนาการแบบนี้สร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยมี

Asa Candler Think and grow rich
Asa Candler ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ Coca Cola ให้โด่งดังถึงทุกวันนี้ (ค.ศ.1851-1929)

 

ในทางตรงกันข้าม จินตนาการแบบสังเคราะห์จะจัดเรียงความคิดเก่าๆ เรียบเรียง และผสมกันเป็นสิ่งใหม่ เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Sony ที่ใช้จินตนาการรูปแบบนี้ในการดัดแปลงเครื่องเล่นเพลงที่ใหญ่เทอะทะให้พกพาสะดวกและนำติดตัวไปได้ทุกที่เหมือนเครื่องอัดเสียงที่พวกนักข่าวใช้ เลยกลายเป็น Walkman ที่เรารู้จักกันดีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คุณสามารถใช้จินตนาการเชิงสร้างสรรค์และเชิงสังเคราะห์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบ Asa Candler ที่ปลุกปั้นแบรนด์โคคา-โคล่าให้โด่งดังระดับโลกเมื่อประมาณ 140 ปีที่แล้ว แม้ว่า Candler ไม่ได้เป็นคนคิดสูตรโคคา-โคล่า (เขาซื้อสูตรมาจากเภสัชกรด้วยเงิน 3,000 ดอลลาร์) แต่เขาเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์การตลาดจนโคคา-โคล่ากลายเป็นแบรนด์ที่คนทั้งโลกรู้จัก

อย่าปล่อยให้ต่อมจินตนาการเหี่ยวเฉา คุณต้องกระตุ้นให้ต่อมนี้ทำงานอยู่เป็นระยะๆ หมั่นออกกำลังกาย ฝึกฝน และใช้งานเหมือนเป็นกล้ามเนื้อมัดหนึ่งในร่างกาย ยิ่งใช้บ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงประสิทธิผลมากขึ้น

 

รู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จด้านการงาน

สาเหตุทั่วไปที่ทำให้คุณล้มเหลวคือ ขาดความทะเยอทะยาน ผัดวันประกันพรุ่ง มีเป้าหมายคลุมเครือ และหลีกหนีปัญหา การรู้จักตัวเองช่วยให้คุณจัดการกับจุดอ่อนเหล่านี้ได้

คุณรู้จักตัวเองมากน้อยขนาดไหน? จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณคืออะไร?

คุณต้องวิเคราะห์ตนเองอย่างละเอียดด้วยความซื่อสัตย์ ระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองให้ได้่ ไม่ต้องกังวลนะครับ ขั้นตอนนี้คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปหานักจิตวิทยาที่ไหน แค่คุณตอบของคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา

  • คุณบรรลุเป้าหมายของตัวเองในปีนี้หรือไม่?
  • คุณทำตัวเป็นมิตร สุภาพ และให้ความร่วมมือกับผู้อื่นมาโดยตลอดหรือไม่?
  • คุณตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็วและแน่วแน่หรือเปล่า?

จากนั้นเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ตนเองกับผลการวิเคราะห์จากคนรอบตัวที่ประเมินคุณ วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อคุณนั่งร่วมโต๊ะกับคนที่รู้จักคุณจริงๆ และพูดคุยเรื่องจุดแข็งและจุดอ่อนกันอย่างเปิดอก

 

อารมณ์ด้านบวกเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

จิตใต้สำนึกของเราซึมซับและจัดเก็บความรู้สึกนึกคิดเอาไว้ มันบันทึกทุกอย่างที่เราเคยพบเจอ จิตใต้สำนึกไม่เพียงแค่บันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียว มันยังส่งผลต่อการกระทำของเราอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งก็ส่งเสริมมอบพลังความกล้าให้เรา แต่หลายครั้งก็เป็นตัวการที่นำเราสู่โหมดสิ้นหวังและมองโลกในแง่ร้ายด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณต้องการให้จิตใต้สำนึกส่งเสริมและมอบพลังให้ คุณต้องป้อนสิ่งที่เป็นบวกให้กับจิตใต้สำนึก แล้วมันจะทำหน้าที่เป็นเครื่องผลิตประจุบวกให้ แต่ถ้าคุณยอมให้สิ่งลบๆ เช่น ความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้นเคือง การมองโลกในแง่ร้าย มาทับถมตัวเองมากๆ ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม

คุณสามารถก้าวไปข้างหน้าในทุกๆ วันได้โดยหลีกเลี่ยงการติดต่อกับพวกชอบคุยโวโอ้อวด และเลิกใส่ใจกับคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจ จงหาแรงกระตุ้นเชิงบวก เช่น แรงบันดาลใจและความรัก เพราะคุณจะได้พัฒนาความคิดและสติปัญญาเชิงบวกในระยะยาว

 

คนที่ประสบความสำเร็จมักได้รับการยกย่องในเรื่องความแน่วแน่และเสมอต้นเสมอปลาย

จากการวิเคราะห์เรื่องราวของคน 25,000 คนที่ล้มเหลวในด้านการงานพบว่า สาเหตุหลักของความล้มเหลวคือ ขาดความมุ่งมั่น

แต่พอลองมาฟังตำนานของเหล่ามหาเศรษฐี คุณจะเห็นว่า คนที่ร่ำรวยจะมีคุณลักษณะร่วมกัน 2 อย่างคือ

  1. พวกเขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
  2. เมื่อตัดสินใจแล้ว พวกเขาจะแน่วแน่ต่อการตัดสินใจของตัวเอง

 

ความแน่วแน่ดื้อรั้นเป็นเรื่องที่ดี ตราบเท่าที่มันไม่ได้กลายเป็นการดันทุรังแบบหูหนวกตาบอด

เฮนรี่ ฟอร์ด เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวขวัญในเรื่องนิสัยหัวแข็ง เขายึดมั่นในการตัดสินใจของตัวเองมาโดยตลอด หลายคน (ทั้งลูกค้า พนักงาน ไปจนถึงผู้บริหาร) ต่างแนะนำให้ฟอร์ดเลิกผลิตรถยนต์โมเดล T ที่หน้าตาทุเรศที่สุดในโลก แล้วไปผลิตรถรุ่นใหม่แทน แต่ฟอร์ดยังคงดึงดันให้ผลิตรถโมเดล T ต่อไป ทำให้บริษัทได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

think grow rich
รถยนตร์ Ford T Model ผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1908

 

คนที่ล้มเหลวส่วนมากมักถูกโน้มน้าวโดยความเห็นของผู้อื่นได้ง่าย พวกเขาปล่อยให้ News feed บนเฟซบุ๊ก คิดแทนตลอดเวลา ทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเองและปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นยอมรับ ถ้าคุณนำความคิดเห็นของผู้อื่นเข้ามาช่วยตัดสินใจเรื่องของตัวเอง คุณจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

มีสมอง ก็จงใช้ซะ หากต้องการข้อเท็จจริงหรือข้อมูลจากคนอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก็ให้ถามและเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างลับๆ ไม่ต้องป่าวประกาศเป้าหมายของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ เก็บแผนการและความตั้งใจไว้กับตัวเองและกลุ่มสมาชิกที่มีจุดมุ่งหมายเหมือนกับคุณเท่านั้น (เพื่อนสนิทกับญาติอาจจะไม่ใช่สมาชิกในกลุ่มนะ) นโปเลียน ฮิลล์ เรียกคนกลุ่มนี้ว่า Brain Trust

 

คนที่ไม่ย่อท้อเท่านั้นที่จะสำเร็จ

เราทุกคนต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากตลอดเส้นทาง ในสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่ล้มเลิก แต่มีเพียงไม่กี่คนยังคงทำตามแผนเดิม รอวันที่ความพยายามจะออกดอกออกผล

ความแน่วแน่และความอดทนเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ คุณจำเป็นต้องทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ละสายตาออกจากเป้าหมาย หากคุณต้องการปลูกฝังความแน่วแน่และความอดทนให้หยั่งรากลึกลงจนเป็นนิสัย ผมขอแนะนำให้เอากฎ 4 ข้อนี้ไปปฏิบัติ

  1. ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและเติมไฟแห่งความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย
  2. วางแผนอย่างละเอียดเพื่อช่วยให้ลงมือทำง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ
  3. กีดกันตัวเองออกจากความคิดแง่ลบที่บั่นทอนกำลังใจ
  4. สร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจกับกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือ

คิดซะว่ากฎเหล่านี้เป็นเหมือนโปรแกรมออกกำลังกายพิเศษที่ช่วยเสริมสร้างต่อมความอดทนและความไม่ย่อท้อในตัวคุณก็แล้วกันนะครับ!

 

 

เพื่อที่จะบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คุณต้องฉลาดและอยู่ท่ามกลางคนฉลาด

ถ้าเป้าหมายใหญ่ขึ้น คุณต้องวางแผนละเอียดขึ้น ยิ่งวางแผนละเอียดขึ้น ก็ยิ่งยากต่อการดำเนินการ การทำเรื่องยากๆ ให้สำเร็จได้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ สติปัญญา และการสนับสนุนของผู้อื่นเข้ามาช่วย

ผู้เขียนแนะนำให้คุณสร้างกลุ่มคนที่คุณเคารพและชื่นชมที่เรียกว่า กลุ่ม Brain Trust ซึ่งแต่ละคนในกลุ่มจะมีการกำหนดเป้าหมาย พัฒนาศักยภาพร่วมกัน เมื่อคุณนำตัวเองไปอยู่ท่ามกลางแวดวงของตัวเอง ความคิดของคนในกลุ่มก็จะส่งอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

กลุ่ม Brain Trust เป็นคล้ายๆ กับโค้ชที่คุณสามารถไปพบเพื่อถามคำถามและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน แนวคิดเบื้องหลังของการสร้างกลุ่ม Brain Trust ก็คือ การเสริมพลังซึ่งกันและกัน (1+1 > 2)

เมื่อคน 2 คนขึ้นไปมาทำงานร่วมกัน ย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนทักษะ ความสามารถพิเศษ ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะด้าน และทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นมากกว่าผลรวมเชิงคณิตศาสตร์ นั่นคือ 1+1 จะมากกว่า 2 แน่นอน ผลรวมที่เพิ่มขึ้นนี่แหละจะทำให้คุณบรรลุสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคนไม่สามารถทำได้โดยลำพัง

 

สรุปสุดท้ายก่อนวางหนังสือ Think and Grow Rich

ความรำ่รวยไม่ใช่เรื่องของโชคลาภหรือความบังเอิญ ความร่ำรวยเป็นผลของการมีอุปนิสัยและวิธีคิดที่แตกต่าง ซึ่งเป็นทักษะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ผมคิดว่าหนังสือ Think and Grow Rich เป็นยิ่งกว่าหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง ควรค่าต่อการอ่านอย่างยิ่ง ขนาดคนรุ่นปู่ก็อ่าน คนรุ่นพ่อก็อ่าน แล้วพวกเราล่ะจะช้าอยู่ไย จริงมั้ยครับ?

ถ้าคุณสนใจงานเขียนเล่มอื่นๆ ของนโปเลียน ฮิลล์ หนังสืออีกเล่มที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันก็คือ The Law of Success in Sixteen Lessons อย่าลืมตามหามาอ่านกันนะครับ

think and grow rich

สร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุน

ถ้าคุณอยากสร้างความมั่งคั่ง การลงทุนเป็นหนทางสู่อิสรภาพทางการเงินที่ง่ายที่สุด เพราะคุณแค่รู้จักบริหารเงินแล้วรอให้มันงอกเงย

พอคุณอ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูก หรือหนังสือ I Will Teach You to be Rich เขาก็จะบอกให้คุณไปลงทุนซะ

ถ้าคุณเพิ่งหัดเริ่มต้นลงทุน หรือกำลังสนใจอยากเริ่ม คุณสามารถอ่านขั้นตอนง่ายๆ ที่ผมสรุปไว้ให้แล้วได้เลยครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้น คุณควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี และคิดหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

หรือถ้าคุณอยากหาหนังสือหุ้นมาอ่านเพิ่มเติม ผมได้ลิสต์หนังสือดีๆ ไว้ให้คุณอ่านเรียบร้อยแล้ว

 

หนังสือเล่มอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้ Think and Grow Rich

  • หนังสือระดับตำนานเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองอีกเล่มก็คือ Eat That Frog ผลงานเขียนโดยไบรอัน เทรซี่ หนังสือเล่มนี้จะสอนให้คุณรู้จักจัดการกับ “งาน” ตรงหน้า ด้วยวิธีลำดับความสำคัญและการบริหารเวลาอันยอดเยี่ยมครับ
  • ในเมื่อเราทุกคนหนี “การขาย” ไม่พ้น จะดีกว่าหรือไม่ถ้าคุณเรียนรู้เทคนิคการขายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ สนพ.บิงโกได้ทำสรุปเนื้อหาดีๆ จากหนังสือ To Sell is Human เอาไว้ให้คุณเรียบร้อยครับ
  • ทักษะการคิดเป็นทักษะที่สำคัญมากในโลกยุคปัจจุบันนี้ สนพ.บิงโกขอแนะนำหนังสือ 5 ทักษะการคิดฉบับญี่ปุ่น ฉลาดแบบไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่งนักเขียนได้ถ่ายทอดทักษะการคิดที่เปลี่ยนตัวเขาจากเด็กสอบตกหลังห้องจนกลายเป็นนักเขียนโปรแกรมมือฉมัง
  • ชีวิตคนเราจะมุ่งมั่นทำแต่งานอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คุณต้องรู้จัก “พักให้เป็น” ด้วย สนพ.บิงโกมีหนังสือเรื่อง คนเก่ง พักเป็น ซึ่งจะมาเล่าเทคนิคการพักที่เหล่าคนเก่งใช้จนสร้างความสำเร็จให้กับพวกเขามาแล้ว

5 thoughts on “สรุปหนังสือ Think and Grow Rich ตีแผ่กฏแห่งความสำเร็จ ที่ถูกเก็บงำมากว่า 80 ปี

  1. Pingback: สรุปหนังสือ Steve Jobs บทเรียนชีวิตและธุรกิจ จากชายผู้เปลี่ยนโลก

  2. Pingback: สรุปหนังสือ Grinding It Out: ความลับของอาณาจักรแมคโดนัลด์ จากปากผู้ก่อตั้ง

  3. เรืองฤทธิ์ มั่งมีมงคลชัย says:

    Think and Grow Rich เป็นหนังสือที่ดีมาก ผมประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะเชื่อมั่นในคำสอนจากหนังสือเล่มนี้ ถึงแม้ชีวิตจริง ผมไม่ได้ระบุวันที่ชัดเจนว่าจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายเมื่อไร เพียงแค่ระบุว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถให้สำเร็จภายในปี…นี้เท่านั้น หนังสือนี้ใช้ได้จริงครับ แนะนำให้อ่าน เรืองฤทธิ์ มั่งมีมงคลชัย 0635168863 Rich

  4. Pingback: สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *