สรุปหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs นำเสนออย่างไรถึงเก่งขั้นเทพแบบสตีฟ จ็อบส์

the presentation secrets of steve jobs open

ทุกวันนี้เรายังจดจำภาพของชายคนหนึ่งซึ่งใส่แว่นตา เสื้อคอเต่าสีดำ กางเกงยีนส์เท่ๆ และรองเท้า New Balance ได้เป็นอย่างดี ในอดีตผู้คนทั่วทั้งโลกต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยให้ถึงวันที่ “สตีฟ จ็อบส์” (Steve Jobs) ก้าวขึ้นเวทีเพื่อแนะนำนวัตกรรมชิ้นใหม่ของแอปเปิล (Apple) ทำไมสิ่งที่จ็อบส์พูดถึงได้ทรงพลังและน่าสนใจมากขนาดนี้ เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันในหนังสือเรื่อง The Presentation Secrets of Steve Jobs

The Presentation Secrets of Steve Jobs เป็นผลงานเขียนของ คาร์ไมน์ กัลโล (Carmine Gallo) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและอดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวระดับโลกอย่าง CNN หนังสือเล่มนี้นอกจากจะขายดีไปทั่วโลกแล้ว คาร์ไมน์ยังมีผลงานอื่นๆ ที่ขายดีไม่แพ้กันอย่าง Talk Like TED ด้วย

The Presentation Secrets of Steve Jobs เป็นหนังสือที่หยิบเอา “การนำเสนอของสตีฟ จ็อบส์” มาวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นเทคนิคดีๆ ให้คนอ่านได้ศึกษากัน ซึ่งคงไม่เกินไปนักถ้าเราจะบอกว่าในปัจจุบันนี้ “ทักษะการนำเสนอ” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญสำหรับคนวัยทำงานไปแล้ว คุณลองนึกภาพตามง่ายๆ ก็ได้ว่า คุณมีสินค้าดีๆ ในมือ แต่ไม่รู้ว่าจะนำเสนอมันให้กับลูกค้าอย่างไรดูสิครับ

ผมเชื่อว่าคุณคงเสียโอกาสดีๆ ไปไม่น้อย

อย่ามัวรอช้าอยู่เลยครับ เรามาไล่เรียงเทคนิคการนำเสนอจากสตีฟ จ็อบส์ ชายผู้เป็นตำนานคนนี้ไปพร้อมกันเลย

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs 02
ก่อนที่คุณจะขึ้นไปนำเสนองานครั้งหน้า ลองเอาแนวคิดดีๆ จากหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs ไปใช้ดูนะครับ

ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs

  • การพูดนำเสนอที่ยอดเยี่ยมที่สุด เกิดจากความพยายามในการฝึกซ้อมอย่างหนักและเตรียมคำพูดทุกคำมาเป็นอย่างดี
  • สมองของคนเราไม่สามารถโฟกัสกับคำพูดยืดยาวได้ ดังนั้นการพูดนำเสนอแต่ละครั้งต้องกระชับ ตรงประเด็น เข้าใจง่าย และทำให้คนฟังเห็นภาพให้มากที่สุด

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs 01
ภาพเมื่อตอนที่สตีฟ จ็อบส์เปิดตัวไอโฟนครั้งแรก (ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com)

9 มกราคม 2007

ย้อนกลับไปในวันที่ 9 มกราคม 2007 ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา วันนี้เป็นวันแรกที่โลกจะได้รู้จักนวัตกรรมชิ้นใหม่ที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกไปตลอดกาล

ก่อนหน้านี้ สตีฟ จ็อบส์ เคยนำเสนอนวัตกรรมที่ “ปฏิวัติวงการ” มาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน นั่นก็คือ การนำเสนอ “คอมพิวเตอร์แมคอินทอชรุ่นแรก” (Macintosh) ที่ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ในปี 1984 และการนำเสนอ “ไอพอด” (iPod) ที่ปฏิวัติวงการเพลงในปี 2001 ผู้คนจึงต่างพากันตื่นเต้นไปกับสิ่งที่จ็อบส์กำลังจะนำเสนอในวันนี้

จ็อบส์เดินก้าวขึ้นเวทีอย่างช้าๆ ก่อนจะพูดว่า “เขารอคอยวันนี้มานานกว่า 2 ปีครึ่ง” จ็อบส์เกริ่นนำอะไรอีกพอสมควร จากนั้นเขาก็เริ่มนำคนฟังเข้าสู่เนื้อหาจริงๆ ที่ตั้งใจ

“วันนี้เราจะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมสินค้า 3 ประเภทด้วยกัน หนึ่งคือ ไอพอดแบบจอกว้างที่ควบคุมโดยการสัมผัส สองคือ โทรศัพท์มือถือแบบปฏิวัติวงการ สามคือ อุปกรณ์สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ไม่เคยมีมาก่อน”

จากนั้นจ็อบส์ก็ทวนรายการทั้ง 3 อย่างนี้อีกครั้งด้วยอารมณ์ขันเล็กน้อยเพื่อเน้นย้ำสิ่งที่เขาพูดไป แล้วเขาก็ถามคนฟังว่า “พวกคุณเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่ามันไม่ใช่อุปกรณ์ 3 ชิ้นแยกกัน แต่มันเป็นอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวที่เราเรียกว่า ไอโฟน (iPhone)”

ทันใดนั้นเองเสียงฮือฮาจากกลุ่มคนดูก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนพากันตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าแอปเปิลกำลังจะมีนวัตกรรมชิ้นใหม่เป็น “โทรศัพท์มือถือ” ที่จะก้าวเข้าปฏิวัติวงการอีกครั้งแล้ว

 

สุดยอดเทคนิคการนำเสนอของสตีฟ จ็อบส์

นอกจากจ็อบส์จะนำเสนอได้ยอดเยี่ยมแล้ว ผลจากการนำเสนอของเขายังยิ่งใหญ่กว่านั้น มันไม่หยุดอยู่แค่คนฟังพากันตื่นเต้นที่ได้ฟังสิ่งที่จ็อบส์พูด แต่มันกลายเป็น “ความหลงใหล” จนเหล่าผู้ฟังหลายคนตกเป็น “สาวก” ของจ็อบส์และแอปเปิลไปโดยไม่รู้ตัว

คาร์ไมน์ศึกษาการนำเสนอของสตีฟ จ็อบส์ แล้วพบว่า ปัจจัยที่ช่วยให้การนำเสนอนั้นออกมายอดเยี่ยมที่สุดมี 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. เรื่องเล่า: สร้างเรื่องราวให้น่าสนใจ
  2. การแสดง: ส่งต่อประสบการณ์ไปยังผู้ฟัง
  3. ความบันเทิง: ใช้ภาษากายและใส่ความมีสไตล์

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs 03
ทุกจุดเริ่มต้นของไอเดียดีๆ มักมาจากอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างกระดาษและปากกาเสมอ

เรื่องเล่า: สร้างเรื่องราวให้น่าสนใจ

ก่อนที่คุณจะนำเสนออะไรสักอย่างได้ สิ่งแรกที่ควรต้องทำก็คือ “เขียนมันออกมา” โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานอย่างกระดาษและปากกาก็พอ เมื่อไหร่ก็ตามที่ไอเดียของคุณเข้าที่แล้ว คุณค่อยขยับไปใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลงมือในขั้นตอนอื่นๆ อย่างเช่น การเตรียมสไลด์นำเสนอ การทำคลิปวิดีโอประกอบ ฯลฯ ต่อไป

แนนซี่ ดูอาร์ต นักเขียนซึ่งเคยทำงานร่วมกับ อัล กอร์ เพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนเรื่อง An Inconvenient Truth กล่าวว่า “คนพูดนำเสนอควรต้องใช้เวลาวางแผนบนกระดาษนานเป็น 2 เท่าของเวลาที่ใช้ทำสไลด์จริง”

ลำดับมาต่อมาคือ คุณต้องตีโจทย์ให้แตกว่า “ทำไมคนฟังต้องสนใจไอเดียของคุณด้วย?”

ในหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs คาร์ไมน์ยกตัวอย่างร้านกาแฟสตาร์บัคส์

ฮาเวิร์ด ชูลท์ซ CEO ของสตาร์บัคส์ ไม่จำเป็นต้องพร่ำบอกลูกค้าเกี่ยวกับความยอดเยี่ยมของกาแฟสตาร์บัคส์ แต่สิ่งที่เขาเลือกสื่อสารออกมาก็คือ “ร้านกาแฟแห่งนี้เปรียบเหมือนบ้านหลังที่สามของทุกคน”

นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงานแล้ว ฮาเวิร์ดต้องการนำเสนอให้ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เป็นบ้านหลังที่สาม เมื่อคุณมาที่ร้าน คุณจะได้รู้สึกสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน คุณสามารถมานั่งคุยโทรศัพท์ นั่งเล่นโน๊ตบุ๊ค หรือจะนั่งเฉยๆ ให้สบายๆ ไปพร้อมกับจิบกาแฟดีๆ ได้ที่นี่

สิ่งที่ฮาเวิร์ดนำเสนอคือสิ่งที่ลูกค้าสนใจ มันคือข้อดีที่ใครก็อยากเข้ามาใช้บริการสตาร์บัคส์นั่นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมต้องพูดถึงก็คือ การเปิดตัวไอพอด (iPod) ครั้งแรก จ็อบส์เลือกนำเสนอไอพอดง่ายๆ ว่า “1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้ก็ชนะขาดครับ เพราะในยุคสมัยนั้นไม่มีอุปกรณ์ชิ้นไหนที่จะให้คุณได้มากกว่าไอพอดของจ็อบส์อีกแล้ว

ถ้าคุณอยากตีโจทย์ข้อนี้ให้แตก เทคนิคง่ายๆ ที่ควรนำไปใช้คือ “คนฟังมักสนใจไอเดียที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น” ถ้าไอเดียของคุณช่วยให้ชีวิตของคนฟังดีขึ้นหรือช่วยแก้ปัญหาอะไรสักอย่างในชีวิตให้พวกเขาได้ นั่นแหละครับสิ่งที่คุณควรพูดมันออกมา

เทคนิคสุดท้ายในหัวข้อนี้ที่ผมอยากแนะนำก็คือ “จงใส่ตัวร้ายในเรื่องเล่าของคุณด้วย” ผมมีเรื่องเล่าหนึ่งแบ่งออกเป็น 2 เวอร์ชั่นให้คุณลองเลือกดูว่าเวอร์ชั่นไหนสนุกกว่ากัน

  1. ป๋องเป็นพนักงานเงินเดือนในออฟฟิศแห่งหนึ่งย่านในเมือง ครอบครัวของเขามีฐานะปานกลาง ป๋องมีแฟนสาวชื่อ หนิง เธอทำงานอยู่ที่กระทรวงแห่งหนึ่งซึ่งมีคุณพ่อเป็นปลัดกระทรวง ป๋องและหนิงคบหากันมาสักระยะ ทั้งคู่จึงตัดสินใจแต่งงานกันโดยที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็เห็นดีด้วย หลังจากป๋องและหนิงเตรียมงานแต่งกันมากว่าครึ่งปี ทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันอย่างมีความสุข
  2. ป๋องเป็นพนักงานเงินเดือนในออฟฟิศแห่งหนึ่งย่านในเมือง ครอบครัวเขามีฐานะปานกลาง ป๋องคบหากับหนิงกันมาสักพักหนึ่งโดยที่ครอบครัวฝ่ายหนิงไม่เห็นด้วย พ่อของเธอที่เป็นปลัดกระทรวงแห่งหนึ่งมองว่าป๋องไม่คู่ควรคบหากับลูกสาวของเขา พ่อของหนิงบอกให้ทั้งคู่เลิกกันแล้วเขาจะแนะนำผู้ชายคนใหม่ซึ่งเป็นลูกชายนายพลให้กับหนิงเอง แต่ป๋องและหนิงก็ไม่ยอมแพ้ ทั้งสองอยากจะพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่ได้เห็นว่าความรักของพวกเขายิ่งใหญ่แค่ไหน

คุณจะเห็นว่าทั้งสองเรื่องมีตัวละครเหมือนกัน แต่พอผมปรับบทให้ “คุณพ่อ” เป็นตัวร้าย เรื่องราวก็น่าติดตามขึ้นทันที

เรื่องราวเดียวกันแค่เติมแต่ง “ตัวร้าย” ลงไป เรื่องราวนั้นก็จะน่าติดตามขึ้นมาเอง นี่คือเทคนิคครอบจักรวาลที่ทั้งนักเขียนหนังสือ นักเขียนบทภาพยนตร์ และนักโฆษณาต่างใช้กัน

ถ้าคุณมีโอกาสได้ดูการเปิดตัวไอโฟนในปี 2007 จ็อบส์ได้พูดถึงไอโฟนในฐานะ “สมาร์ทโฟน” เป็นครั้งแรก เขาเล่าว่าที่ผ่านมาโทรศัพท์มือถือช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย แถมหน้าตายังดูไม่ดีอีก (ลองสังเกตในสไลด์ด้านหลังของเขาที่มีหน้าตาโทรศัพท์หลายรุ่นโผล่ขึ้นมาสิครับ) หลังจากให้โทรศัพท์รุ่นอื่นรับบทตัวร้ายไปแล้ว จ็อบส์ค่อยเปิดตัวฮีโร่ในเรื่องอย่าง “ไอโฟน” ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับทุกคน (คุณสามารถเปิดชมการนำเสนอไอโฟนครั้งแรกของจ็อบส์และอ่านบทความของเราไปพร้อมกันได้นะครับ)

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs 04
คนดูจะลุกฮือ ถ้าคุณเตรียม “ทีเด็ด” อะไรสักอย่างให้พวกเขาต้องร้อง “ว้าว”

การแสดง: ส่งต่อประสบการณ์ไปยังผู้ฟัง

เทคนิคการนำเสนอที่จ็อบส์ใช้ทุกครั้งก็คือ “สาธิตให้ดูมากกว่าพูด”

ตอนที่จ็อบส์เปิดตัวไอโฟนครั้งแรก คุณสมบัติหนึ่งที่เขาพูดถึงก็คือ นี่คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แทนที่จ็อบส์จะพูดว่าไอโฟนต่ออินเทอร์เน็ตเสร็จภายในกี่วินาที แล้วจะใช้อินเทอร์เน็ตได้เร็วสูงสุดเท่าไร เขากลับเลือกสาธิตมันให้ทุกคนดูแทน

จ็อบส์สาธิตการใช้ด้วยการเปิดแอพพลิเคชั่น Google Maps จากนั้นเขาก็ค้นหาร้านกาแฟสตาร์บัคส์ที่อยู่ในละแวกนั้น จ็อบส์กดเลือกร้านสาขาหนึ่งแล้วเบอร์โทรศัพท์ของร้านก็แสดงขึ้นมา แค่นี้ทุกคนที่ดูจ็อบส์สาธิตการใช้งานก็ฮือฮาแล้ว แต่จ็อบส์ไม่หยุดแค่นั้น เพราะเขาดันกดโทรออกจริงๆ

พนักงานสาวจากร้านสตาร์บัคส์ที่รับสายพูดว่า “ที่นี่ร้านสตาร์บัคส์ อรุณสวัสดิ์ค่ะ มีอะไรให้เราช่วยคะ?”

จ็อบส์ตอบว่า “ผมอยากสั่งลาเต้ 4,000 แก้วครับ … ล้อเล่นครับ ผมโทรผิดเบอร์ ขอบคุณมาก บ๊าย บาย”

การสาธิตง่ายๆ ให้ทุกคนได้เห็นการใช้งานไอโฟนจริงๆ พอบวกกับมุกตลกจากอารมณ์ขันสุดแสบของชายคนนี้ย่อมสร้างความประทับใจได้มากกว่าการพูดเพียงอย่างเดียวแน่นอนครับ

อีกหนึ่งเรื่องที่จ็อบส์ใส่ใจมากก็คือ “สไลด์นำเสนอ”

จ็อบส์ไม่ใช้สไลด์ที่มีแต่ตัวหนังสือหรือบุลเล็ตเป็นหัวข้อเลย แต่เขาจะเลือกเล่าผ่านรูปภาพแทน เพราะสมองของคนเราจะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษรเสมอ ถ้าคุณเลือกทำสไลด์ที่มีแต่ตัวหนังสือ แทนที่คนฟังจะสนใจสิ่งที่คุณพูด พวกเขาจะมัวแต่นั่งอ่านสไลด์ของคุณหรือไม่ก็เลิกสนใจมันไปเลย

เทคนิคสุดท้ายในหัวข้อนี้ที่ผมอยากแนะนำคือ “สร้างช่วงเวลาว้าว”

ในหนังสืออัตชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ ที่ตั้งชื่อเดียวกับเขาว่า Steve Jobs นักเขียนอย่าง วอลเตอร์ ไอแซคสัน กล่าวว่า “การนำเสนอของจ็อบส์แต่ละครั้งทำให้สมองของคนดูหลั่งสารโดพามีน” สารโดพามีนคือสารที่มีส่วนช่วยในการจำของสมอง เมื่อคนเราเจอเรื่องตื่นเต้นหรือเศร้าเป็นพิเศษ สมองของเราจะหลั่งสารโดพามีนออกมาทำให้เราจดจำช่วงเวลานั้นได้

ย้อนกลับไปในปี 2008 จ็อบส์ที่แต่งตัวด้วยสไตล์เดิมๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยได้เดินขึ้นเวทีเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่อย่าง MacBook Air ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่เบาและบางที่สุดในโลก หลังจากจ็อบส์พูดถึงสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปสักพักแล้ว สไลด์ด้านหลังของเขาก็ขึ้นรูปภาพของซองเอกสารหนึ่งขึ้นมา จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบซองเอกสารหนึ่งที่เตรียมไว้ แล้วเปิดมันออกพร้อมกับหยิบ MacBook Air ออกมา

นี่คือ “ช่วงเวลาว้าว” ตามแบบฉบับของสตีฟ จ็อบส์นั่นเอง (คุณสามารถดูจังหวะสุดคลาสสิกที่จ็อบส์เปิดซองเอกสารได้ที่ลิงค์นี้ครับ)

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs 05
คำอธิบายสั้นๆ แค่ “1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” ก็สามารถอธิบายตัวตนของไอพอดได้อยู่แล้ว

ความบันเทิง: ใช้ภาษากายและใส่ความมีสไตล์

ถ้าคุณเปิดคลิปยูทูปการนำเสนอไอโฟนครั้งแรกตามไปด้วย คุณคงสังเกตว่าตลอดเวลาที่จ็อบส์พูด เขาจะใช้ “ภาษากาย” ประกอบด้วยเสมอ จ็อบส์จะไม่ยืนนิ่งเฉยๆ อยู่หลังโพเดียมแล้วพูดไปเรื่อยๆ ตามสไลด์ แต่เขาเลือกที่จะเดินไปทั่วเวทีเพื่อดึงดูดความสนใจของคนดู นอกจากนี้จ็อบส์ยังชอบใช้มือทำท่าทางต่างๆ ประกอบคำพูดไปด้วย

เทคนิคต่อมาก็คือ “ใส่ความมีสไตล์”

“ความมีสไตล์” หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ “ความดูดีมีระดับ” เป็นสิ่งที่คนนำเสนอสามารถสร้างขึ้นมาได้จากหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวและรายละเอียดการพูด

เมื่อคุณมีนัดสำคัญต้องนำเสนอไอเดียสักอย่างในที่ประชุม ผมเชื่อว่าวันนั้นคุณต้องพิถีพิถันในการแต่งตัวมากกว่าวันปกติแน่นอน ถ้าคุณอยากแต่งตัวให้มีสไตล์ คุณไม่จำเป็นต้องลอกแบบมาจากหนังสือแฟชั่นเลย คุณแค่แต่งตัวให้เหมาะกับกาลเทศะและสถานที่ก็เพียงพอแล้ว

ส่วนรายละเอียดการพูดนั้น คุณสามารถดูตัวอย่างจากจ็อบส์ได้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ระดับความดังของเสียงเมื่อพูดถึงช่วงสำคัญๆ จ็อบส์จะพูดให้ดังกว่าเดิมขึ้นมา, การเน้นคำที่เปรียบเหมือนคีย์เวิร์ด และการหยุดเงียบให้คนฟังได้คิดตาม เป็นต้น

สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ “การฝึกซ้อมและขัดเกลาตัวเอง”

ต่อให้จ็อบส์จะเก่งกาจแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางพูดนำเสนอได้เก่งตั้งแต่แรกหรอกครับ จ็อบส์หมั่นฝึกฝนและเตรียมตัวหนักมากก่อนจะขึ้นเวทีเสมอ อย่างในปี 2007 ที่เขาขึ้นพูดเปิดตัวไอโฟนเป็นครั้งแรก จ็อบส์บอกกับทีมงานก่อนวันจริงว่า “จะต้องมีการสาธิตสดเท่านั้น ไม่มีการอัดเทปเด็ดขาด” ดังนั้นตลอดระยะเวลา 5 วันที่เขาซ้อมก่อนวันจริง จ็อบส์ก็ต้องพูดให้ทีมงานฟัง ส่วนทีมงานก็ต้องฟังสิ่งที่จ็อบส์พูด พร้อมกับทำงานเตรียมงานสาธิตในส่วนของตัวเองไปด้วย

 

สรุปสุดท้ายก่อนวางหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs

ถึงหนังสือเล่มนี้จะออกตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่เคยเก่าตามจำนวนปีที่ผ่านไปเลย ปัจจุบันคุณจะเห็นผู้คนนำเทคนิคการนำเสนอในแบบของสตีฟ จ็อบส์ มาประยุกต์ใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ หรือจะเป็นการเปิดตัวรถยนต์

นอกจากนี้ในหนังสือThe Presentation Secrets of Steve Jobs ยังมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซ่อนอยู่อีกเพียบเลยครับ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากพัฒนาทักษะการนำเสนอ ผมคิดว่าคงจะไม่มีใครเป็นต้นแบบให้เราได้ศึกษาได้ดีไปกว่าคนที่ประสบความสำเร็จด้านนี้และยังได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วทั้งโลกอย่าง “สตีฟ จ็อบส์” อีกแล้ว

 

The Presentation Secrets of Steve Jobs tie in

หนังสือเล่มอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้ The Presentation Secrets of Steve Jobs

  • ถ้าคุณอยากเรียนเทคนิคดีๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางตัวให้ดูดีจนมีคนถูกใจ สนพ.บิงโก ขอแนะนำหนังสือเรื่อง “ทำอะไรใครก็ Like ด้วยเทคนิคมัดใจใน 90 วินาที” ผลจากเขียนจากนิโคลัส บูธแมน นักจิตวิทยามือหนึ่งจากเกาะอังกฤษ
  • สนพ.บิงโก ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเทคนิคการนำเสนอให้น่าสนใจ เพียงแต่คราวนี้เป็นหนังสือแปลเรื่องเยี่ยมจากฝั่งตะวันออกอย่าง “คิดเป็นภาพ เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่ายใน 1 นาที” ผลงานของ ซากุราดะ จุน นักอินโฟกราฟิกมือหนึ่งจากญี่ปุ่น ซึ่งมีความชอบเป็นการสรุปทุกเรื่องราวในโลกให้ย่ออยู่ภาพเพียงภาพเดียว
  • ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งสาวกของสตีฟ จ็อบส์ เราแนะนำให้คุณอ่านอัตชีวประวัติของเขาจากหนังสือเรื่อง Steve Jobs ซึ่งรวบรวมทุกแง่มุมชีวิตของจ็อบส์ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงาน เรื่องส่วนตัว และความลับการทำงานที่ไม่เคยอ่านจากที่ไหนมาก่อนครับ
  • ปิดท้ายกันด้วยหนังสือดีๆ เกี่ยวกับบริษัทผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง Pixar ในเรื่อง Creativity, Inc. ซึ่งครั้งหนึ่งสตีฟ จ็อบส์ เองก็เคยรับตำแหน่งเป็น CEO ของ Pixar ด้วย แถมเขายังสามารถสร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมอย่าง Toy Story ให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คนทั่วโลกมาแล้ว

 

 

 

3 thoughts on “สรุปหนังสือ The Presentation Secrets of Steve Jobs นำเสนออย่างไรถึงเก่งขั้นเทพแบบสตีฟ จ็อบส์

  1. Pingback: สรุปหนังสือ Tribes เป็นหัวหน้าเผ่าในโลกสมัยใหม่ - สำนักพิมพ์บิงโก

  2. Pingback: สรุปหนังสือ The 4-Hour Workweek ทำน้อยแต่รวยมาก เลิกรวยตอนแก่

  3. Pingback: AI คืออะไร ทำไมมันจะเปลี่ยนโลกยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *