สรุปหนังสือ The Intelligent Investor หนังสือในตำนานที่นักลงทุนต้องอ่าน

Intelligent Investor

คุณเคยสงสัยไหมว่านักลงทุนเก่งๆ เขามีหลักการซื้อหุ้นยังไงจึงรวยเป็น 1,000 ล้านได้? หนังสือ The Intelligent Investor เล่มนี้คือคำตอบ เพราะมันคือหนังสือลงทุนที่ว่ากันว่า “ดีท่ีสุด” และนักลงทุนทุกคนควรอ่าน (มีหนังสือ Principles อีกเล่มที่ดีมากๆ สำหรับนักลงทุนเช่นกัน)

หนังสือ The Intelligent Investor

หนังสือ The Intelligent Investor เล่มนี้คือหนังสือที่เศรษฐีหุ้นอันดับ 1 ของโลก วอร์เรน บัฟเฟต แนะนำ เพราะคนเขียนคือเบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของเขาที่ถ่ายทอดวิชาลงทุนจนเขามีวันนี้ได้ หลักการในหนังสือเล่มนี้ได้สร้างเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ทุกๆ วันทั่วโลก มันจึงกลายเป็นเหมือนคัมภีร์ไบเบิลของเหล่านักลงทุน

หลักการในหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรวยหุ้นได้ แต่มันไม่เหมาะกับทุกคน ถ้าคุณได้อ่าน Richest Man in BaBylon (ชายที่รวยที่สุดในบาบิลอน) คุณคงตื่นเต้นแล้วว่าจะทำได้ยังไง แต่บางคนอาจยังไม่แน่ใจ … ก่อนอื่นผมขอให้คุณเข้าใจก่อนว่าเงินไม่ได้เสกจากอากาศ  คุณสามารถร่ำรวยจากการลงทุนเหมือนในหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) แต่มันก็มีข้อจำกัด ดังนี้

  1. การลงทุนต้องใช้เวลา คุณจะใช้เวลา 10+ ปีก่อนรวย ถ้าคุณใจร้อนอยากรวยเป็นพันล้านใน 5 ปี คุณอาจต้องหันมาวัดดวงกับสตาร์ทอัพแทนครับ
  2. คุณต้องเลือกซื้อหุ้นให้ถูกตัว ไม่งั้นก็เจ๊งได้เหมือนกัน ถ้าคุณกลัวความเสี่ยง วิธีของหนังสือ I Will Teach You To Be Rich จะช่วยให้คุณรวยได้อย่างมั่นคงกว่า และไม่ต้องปวดหัวกับการเลือกซื้อหุ้นด้วย

ถ้าคุณยอมรับ 2 ข้อนี้ได้ เรามาดูเทคนิคการลงทุนของเซียนหุ้นระดับโลกกันเลยครับ

แก่นที่แท้จริงของการลงทุน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ Intelligent Investor
วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนอันดับ 1 ของโลก

หุ้นคือ “สิทธิความเป็นเจ้าของบริษัท” การซื้อหุ้นก็เหมือนการซื้อความเป็นเจ้าของบริษัทสักแห่ง หลักการรวยหุ้นจึงมี 2 ทาง

  1. ซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่ถูก แล้วขายในราคาแพงหรือราคาปกติ
  2. ซื้อหุ้นของบริษัท​ที่ทำธุรกิจที่ดี เมื่อธุรกิจเติบโต ราคาหุ้นก็สูงขึ้นเอง

เวลาลงทุน คุณก็แค่ต้องเลือกซื้อหุ้นที่เป็นไปตามข้อ 1 หรือ 2 หรือทั้งสองข้อ ถ้าได้ทั้งสองข้อดีที่สุด แต่ข้อเดียวก็พอไหวแม้อาจเสี่ยงหน่อยครับ

“ซื้อหุ้นในราคาถูกมาขายราคาปกติ และซื้อหุ้นบริษัทที่จะเติบโตได้ดี” ทั้งหมดนี้คือแก่นที่แท้จริงของหนังสือ The Intelligent Investor ถ้าเข้าใจแล้วคุณก็สามารถหยุดอ่านตรงนี้ได้เลย เพราะต่อไปนี้คือรายละเอียดความมันส์ที่ซ่อนอยู่ในเล่มนี้เท่านั้น

นักลงทุน vs นักเก็งกำไร

นักเก็งกำไรคือคนใส่สูทสูบซิการ์ที่เราเห็นในหนัง ทำนองว่าซื้อหุ้นถูกตัวแล้วอีก 3 วันถัดมาก็รวยทันที หรือไม่ก็ซื้อหุ้นผิดตัวแล้วล้มละลายกันได้ในชั่วข้ามคืน ส่วนนักลงทุนจะเน้นช้าแต่ชัวร์ รวยแน่แค่ต้องใช้เวลา

  • นักลงทุนคิดนานเป็นเดือนก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว นักเก็งกำไรซื้อขายเร็ว บางคนซื้อขายทุกวัน
  • นักลงทุนปิดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด นักเก็งกำไรมีชีวิตอยู่กับความเสี่ยง
  • นักลงทุนมองว่าอีก 10 ปีรวย นักเก็งกำไรมองว่าพรุ่งนี้รวย
  • นักลงทุนมองหุ้นเป็นธุรกิจ นักเก็งกำไรมองมันเป็นการพนัน

ในตลาดหุ้น คุณจะเห็นหุ้นบางตัวที่ขึ้นหลายสิบเท่าในเวลาไม่กี่วัน แต่บางตัวก็กลายเป็น 0 ได้ในเวลาไม่กี่วันเช่นกัน นั่นทำให้ทุก 1 คนที่รวยขึ้นมาจากตลาดหุ้น จะมีอีก 10 คนที่ขาดทุนยับออกไป การลงทุนที่ได้ผลจึงไม่ใช่การกวาดกำไรให้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด แต่เป็นการทำกำไรอย่างต่อเนื่องโดยป้องกันไม่ให้คุณเสียหายจากความผันผวนของตลาด

คนที่จะร่ำรวยได้อย่างยั่งยืนคือนักลงทุน เพราะนักลงทุนจะมีเงินเพิ่มขึ้นเสมอเมื่อเวลาผ่านไป คุณยิ่งลงทุนก็ยิ่งมีแต่ได้กับได้ แต่ในทางกลับกัน นักเก็งกำไรมีได้และมีเสีย และนอกจากพระเจ้าแล้วไม่มีใครสามารถเก็งกำไรได้ถูกต้องตลอดโดยไม่พลาดเลย

ต่อให้คุณกำไร 1,000 เท่าจากการเก็งกำไร 99 ครั้ง แต่ถ้าการเก็งกำไร 1 ครั้งสุดท้ายทำให้คุณเสียเงินที่ได้มาทั้งหมด มันจะมีค่าอะไร? มันก็ไม่ต่างจากการพนันที่เจ้ามือล่อให้คุณได้เยอะในช่วงแรก แล้วสุดท้ายคุณก็หมดตัว

  • นักเก็งกำไรอาจได้ยินข่าวลือว่าแอปเปิลจะออกสินค้าใหม่ที่จะ “ดังเปรี้ยงปร้าง” เขาจึงซื้อหุ้นแอปเปิลล่วงหน้า ถ้าเขาโชคดี หุ้นก็ขึ้น เขาก็กำไรไป แต่ถ้าแอปเปิลไม่ได้ออกสินค้าใหม่จริง หรือออกแล้วไม่ดัง เขาก็ขาดทุนอย่างรวดเร็ว
  • ในทางกลับกัน นักลงทุนจะนิ่งแล้วคอยคิดวิเคราะห์ว่าหุ้นแอปเปิลมี “คุณค่าที่แท้จริง” เท่าไร ถ้าราคาหุ้นถูกกว่าคุณค่าที่แท้จริงมากๆ เขาค่อยซื้อ แต่ถ้าหุ้นแพงเกินไปเขาก็จะไม่สนใจหุ้นนั้น นั่นทำให้เขาซื้อแต่หุ้นที่ราคาถูก จึงมีโอกาสขาดทุนน้อยมาก มีแต่กำไรอย่างเดียว

คุณไม่จำเป็นต้องซื้อนาฬิการาคาแพงถ้ามันใส่ได้ไม่กี่วัน ถ้านาฬิกานั้นคุณภาพต่ำ คุณเอาเงินไปซื้อของถูกที่ใส่ได้นานไม่ดีกว่าเหรอ? นี่คือวิธีคิดของนักลงทุน

ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ชีวิตจะน่าเบื่อจนชวนหาว เพราะวันๆ คุณจะแทบไม่ได้ทำอะไร คุณจะใช้เวลามากกว่า 90% ในการวิเคราะห์หุ้น และนานๆ ทีถึงตัดสินใจซื้อขายหุ้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือกำไรต่างหาก

บางคนเป็นนักลงทุนจนเบื่อ จึงใช้เวลาว่างมาทำธุรกิจ ทำรายได้ถึง 100 ล้านบาทโดยใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น (ฟังดูเหมือนขายตรงเลยใช่ไหมครับ! แต่หนังสือ 4-Hour Workweek นั้นโด่งดังมาก ที่ขายดีมากทั่วโลกจะสอนให้คุณทำได้)

ราคาหุ้นในอดีตมันช่างไร้ประโยชน์

หลายคนคิดว่า…

หุ้นตัวไหนขึ้นมันก็ต้องขึ้นไปเรื่อยๆ จริงเหรอ? ผิด

หุ้นตัวไหนลงเสร็จแล้วเดี๋ยวสุดท้ายมันก็ขึ้น จริงเหรอ? ผิด

อ้าว! แล้วที่ถูกเป็นไง?

ที่ถูกก็คือ ราคาหุ้นในอดีตจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับอนาคต

คุณซื้อหุ้นเพราะอยากให้มันราคาขึ้น “หลัง” จากที่คุณซื้อ ไม่ใช่เคยขึ้นมา “ก่อน” ที่คุณจะซื้อ นั่นแสดงว่าถึงหุ้นตัวนั้นจะเคยขึ้นมาสูงมากในอดีต ก็ไม่ได้แปลว่าซื้อแล้วจะขึ้นต่อ คุณควรซื้อก็ต่อเมื่อคุณทำนายได้ว่าในอนาคตมันจะขึ้นต่างหาก

การทำนายราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคาในอดีตและปัจจุบัน” แต่ขึ้นอยู่กับ “ตัวธุรกิจในอดีตและปัจจุบัน” ดังนั้นคุณไม่ควรสนใจราคาหุ้นในอดีต ให้สนใจตัวธุรกิจดีกว่า

 

ในระยะสั้นตลาดหุ้นคือเครื่องนับคะแนน
แต่ในระยะยาวมันคือเครื่องชั่ง

อย่าสนใจราคาหุ้นในระยะสั้น ให้สนใจมูลค่าระยะยาวแทน

ราคาหุ้นขึ้นลงทุกวัน ราคาหุ้นจะพุ่งสูงเป็นพิเศษถ้ามีข่าวลือหรือมีใครปั่นหุ้น แต่ราคาหุ้นตัวนั้นจะต่ำเกินจริงถ้านักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ไม่มีใครรู้จริงว่าในระยะสั้นราคาหุ้นจะผันผวนแค่ไหน เพราะราคาขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุน

แต่ถ้าคุณฟังข่าวบ่อยๆ คุณจะพบว่าไอ้ “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนมันเปลี่ยนบ่อยมาก เดี๋ยวก็เชื่อ เดี๋ยวก็ไม่เชื่อ เอาแน่เอานอนไม่ได้ นั่นเพราะมันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ราคาในระยะสั้นจึงเป็นเครื่องมือนับคะแนนว่ามีนักลงทุนกี่คนที่เชื่อมั่นในหุ้นตัวนี้

แต่ถ้าธุรกิจของบริษัทนั้นดีจริง สุดท้ายราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นมาตามพื้นฐานทางธุรกิจเอง ราคาหุ้นในระยะยาวจึงเป็นเหมือนเครื่องชั่งที่วัดมูลค่าของตัวธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้น คุณจึงไม่ควรพยายามเดาราคาในระยะสั้น (เดาไม่ได้ ขึ้นกับข่าวลือและการปั่นหุ้น) แต่คุณสามารถประเมินราคาหุ้นในระยะยาวได้โดยดูจากพื้นฐานทางธุรกิจของหุ้นตัวนั้น (เดาได้ โดยขึ้นกับตัวธุรกิจ)

 

พบกับหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่ชื่อว่า “คุณตลาด”

คุณตลาดเป็นคนเซ่อซ่า อารมณ์แปรปรวน

ขอให้คุณมองนักลงทุนทุกคนในตลาดหุ้นเป็นคนคนหนึ่งที่ชื่อว่า “คุณตลาด” หรือ Mr. Market

  • คุณตลาดเป็นคนเจ้าอารมณ์และไม่ฉลาด วันไหนอารมณ์ดีคุณตลาดก็จะรับซื้อ/ขายหุ้นในราคาแพง แต่วันไหนคุณตลาดอารมณ์เสียเขาก็จะรับซื้อ/ขายหุ้นในราคาถูก อารมณ์ของคุณตลาดเปลี่ยนไปทุกวันอย่างไร้เหตุผล
  • คุณตลาดตกใจง่าย ถ้ามีข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับหุ้น คุณตลาดจะเสนอขายหุ้นตัวนั้นในราคาถูกทันทีโดยไม่สนใจพื้นฐานทางธุรกิจ และถ้าเศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ที่ร้อนแรง คุณตลาดจะรับซื้อหุ้นกลับมาในราคาสูงมากโดยไม่สนใจตัวธุรกิจเช่นกัน
  • บางวันคุณตลาดจะโลกสวย เขาจะเชื่อว่าบางธุรกิจกำลังจะมีกำไรมหาศาลทั้งที่มันไม่จริง หรือบางวันคุณตลาดจะเห็นบริษัทมีกำไรในช่วงสั้นๆ แล้วคิดว่ากำไรนี้จะมีต่อไปทุกปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่คุณต้องทำคือจัดการ “เอาเปรียบ” คุณตลาดซะ วันไหนคุณตลาดขายหุ้นถูกๆ คุณก็ควรซื้อเก็บไว้ พอวันไหนคุณตลาดรับซื้อหุ้นแพง คุณก็แค่เอาไปขาย ทำไปเรื่อยๆ ก็คือหนทางร่ำรวยจากการลงทุน

 

อย่าซื้อขายหุ้นตามคุณตลาด เพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์

Image result for wall street 2008 financial crisis

ถ้าคุณถือหุ้นอยู่แล้วราคามันตก คุณขายเลยหรือถือไว้เหมือนเดิม?

ถ้ามีหุ้นอีกตัวกำลังขึ้น คุณควรขายตัวเก่าไปซื้อตัวใหม่หรือเปล่า?

วิธีลงทุนแบบนี้คือการซื้อขายตามตลาด นักลงทุนส่วนใหญ่ทำแบบนี้เพราะพวกเขากลัวขาดทุนหรือกลัวว่าถ้าไม่ทำตามคนอื่นจะเสียโอกาสกำไร แต่นักลงทุนที่ชาญฉลาดจะไม่ซื้อขายตามตลาด เพราะมันเป็นหนทางสู่หายนะ อย่าลืมว่านักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน ถ้าคุณไม่อยากขาดทุนเหมือนคนอื่นก็ไม่ควรซื้อขายตามตลาดอย่างไร้สติ

การเชื่อ “คุณตลาด” หรือคนส่วนใหญ่นั้นอันตรายมาก ถ้าราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันก็มีโอกาสจะแพงเกินมูลค่าที่แท้จริงไปแล้ว ทำให้การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง หุ้นที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เหมือนฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่ทุกคนเก็งกำไรสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจพื้นฐานความต้องการใช้งานจริง และพอคนหยุดซื้อ ทั้งตลาดก็พังลงมา

นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงซื้อหุ้นในราคาถูกตอนที่ตลาดซบเซา จากนั้นค่อยขายในตลาดที่ร้อนแรง ตามตำราว่า “ซื้อถูกขายแพง” นั่นเอง

 

เทคนิคเบื้องต้นในการประเมินมูลค่าหุ้น

วิธีกำไรจากตลาดหุ้นก็คือซื้อหุ้นตอนที่ถูก แล้วขายตอนที่แพงหรือราคาปกติ
แต่คุณจะรู้ได้ยังไงว่าหุ้นตัวไหน “ถูก” หรือ “แพง”?

ข้าวไข่เจียวจานละ 100 นับว่าแพง แต่ถ้าสเต็กหรูจานละ 100 ก็นับว่าถูก ความถูกหรือแพงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วย

หุ้นสักตัวจะถูกหรือแพงนั้น จึงอยู่ที่ราคาเทียบกับพื้นฐานทางธุรกิจ

  1. แพง: ราคาหุ้น > มูลค่าธุรกิจ
  2. ถูก: ราคาหุ้น < มูลค่าธุรกิจ

มูลค่าของธุรกิจมาจาก 2 อย่าง คือกำไรและทรัพย์สินสุทธิ
อัตราส่วน “ราคาหุ้น/กำไรต่อหุ้น” เรียกว่าค่า PE ซึ่งในหนังสือ The Intelligent Investor เสนอว่าไม่ควรเกิน 8.5
ทรัพย์สินทุนธิมาจากทรัพย์สินที่เอาไปขายได้ (ที่ดิน ตึก อาคาร สิ่งของต่างๆ) ลบด้วยหนี้สิน ถ้าทรัพย์สินสุทธิต่อหุ้นสูงกว่าราคาหุ้น ก็เรียกว่าดี

หนังสือ The Intelligent Investor เป็นหนังสือยุคแรกสุดที่สอนการลงทุนโดยดูจากพื้นฐานทางธุรกิจ ในปัจจุบันมีเทคนิคประเมินค่าหุ้นด้วยวิธีอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมาก เช่น ถ้าหุ้นตัวไหนเติบโตเร็วมากๆ ค่า PE อาจสูงกว่า 8.5 ก็ได้ครับ

 

พยายามซื้อให้ถูกไว้ก่อน เผื่อพลาด

การประเมินมูลค่าหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง บางครั้งคุณอาจประเมินค่าหุ้นสูงกว่าที่ควร หรือบางครั้งคุณก็ประเมินค่าต่ำกว่าที่ควร ความผิดพลาดเกิดขึ้นตลอด คุณจึงควรปิดความเสี่ยงตรงนี้ด้วยการ “ซื้อให้ต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินได้ เผื่อพลาด” (Margin of Safety)

ถ้าคุณคุณซื้อหุ้นในราคาเท่าที่ประเมิน คุณอาจซวยถ้าคุณประเมินราคาหุ้นสูงไป แต่ถ้าคุณซื้อถูกกว่าที่ประเมิน ต่อให้คุณประเมินสูงหน่อยไปก็ยังไม่เป็นไร เพราะคุณเผื่อพลาดไว้แล้ว เหมือนวิศวกรที่สร้างตึกให้แข็งแรงกว่าที่จำเป็นหลายเท่า ต่อให้น้ำหนักเกินตึกก็ยังไม่พังลงมา

นอกจากนี้ ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาถูกมากๆ ไว้ก่อนแล้ว ถึงแม้ความจริงคุณประเมินไม่พลาดก็ยิ่งดี เพราะเวลาได้กำไรคุณจะยิ่งได้กำไรมากขึ้นอีกด้วย!

 

ใจเย็นๆ ถ้าหุ้นตก

หุ้นตก Intelligent Investor
บางครั้งหุ้นก็ตก อย่าไปกลัว

ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีตลาดหุ้นเกิดขึ้นบนโลก ตลาดหุ้นจะผันผวนทุกวัน และบางครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นจะถล่มลงมาย่อยยับทั้งกระดาน … โดยหุ้นที่เราถืออยู่ก็จะราคาตกลงด้วย

แต่ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นถล่ม ผ่านไปสัก 1-2 ปีมันก็จะสูงกลับมาที่เดิม คุณจึงไม่ต้องกลัววิกฤติเศรษฐกิจหรือการที่หุ้นตกทั้งตลาด เพราะเดี๋ยวมันก็กลับมา จงทำใจให้สบาย

  • ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า ในระยะยาวราคาหุ้นจะสูงกลับมาเท่ามูลค่าของมัน คุณแค่ต้องใจเย็นแล้วเก็บหุ้นตัวนั้นไว้จนราคามันสูงขึ้น และคุณจะกำไรในที่สุด
  • แต่ถ้าคุณซื้อหุ้นราคาแพงเกินมูลค่า เวลาหุ้นลงแล้วมันจะลงไปเลย ไม่กลับมาอีก เพราะหุ้นตัวนั้นที่จริงมีมูลค่าต่ำ ราคาจึงต่ำอยู่อย่างนั้นสมกับมูลค่าหุ้น

สิ่งสำคัญ​คือ คุณควรหมั่นเช็คให้แน่ใจว่าซื้อในราคาถูกกว่ามูลค่าจริงๆ (ถ้าซื้อพลาดละแย่เลย!) ตราบใดที่คุณซื้อถูกกว่ามูลค่า เดี๋ยวราคาก็กลับขึ้นมาเอง แต่ถ้าคุณพบว่าคุณคิดผิดไปแล้ว ก็ควรรีบขายก่อนจะแย่ไปกว่านี้

 

วิธีลงทุนสำหรับคนที่ไม่อยากรู้อะไรเลย

Image result for how can average people invest and become rich warren buffett

เมื่อคุณเริ่มลงทุน คุณต้องรู้ก่อนว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแบบไหน เพื่อที่จะวางกลยุทธ์การลงทุนได้ถูกต้อง

หนังสือ The Intelligent Investor แบ่งนักลงทุนเป็น 2 ประเภท

  1. นักลงทุนเชิงรับ มีความรู้น้อย ไม่ค่อยมีเวลาลงทุน
  2. นักลงทุนเชิงรุก มีความรู้มาก ทุ่มเทเวลาเพื่อลงทุนให้กำไรมากขึ้น

หลายคนอาจไม่ค่อยมีเวลาศึกษาหุ้นหรือบริษัทต่างๆ คุณจึงเป็นนักลงทุนเชิงรับ แต่ข่าวดีคือ คุณเองก็ลงทุนได้กำไรได้ และจะลงทุนสบายกว่าเพื่อนเลยด้วย (อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ I Will Teach You To Be Rich)

เนื่องจากคุณไม่ค่อยมีเวลาดู คุณจึงมีโอกาสเลือกหุ้นพลาดได้ง่าย ทางแก้คือให้คุณลงทุนผ่านกองทุนรวม ซื้อหุ้นบริษัทใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคง และลงทุนในตราสารหนี้ของรัฐบาลและบริษัทใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลงทุนผิดพลาด

หุ้นเป็นการลงทุนที่เสี่ยงแต่มีผลตอบแทนสูง ส่วนตราสารหนี้เป็นการลงทุนสำหรับคนที่เน้นความปลอดภัยแต่จะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าหุ้น

 

ถ้าคุณทุ่มเทเวลาให้การลงทุน คุณจะมีโอกาสกำไรมหาศาล

Image result for leonardo dicaprio gatsby

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเชิงรับที่ลงทุนในบริษัทใหญ่หรือกองทุนรวม คุณจะได้กำไรจากการลงทุนแถวๆ ค่าเฉลี่ย ซึ่งก็สูงพอสมควร แต่ถ้าคุณอยากรวยเร็วกว่านั้น คุณก็ต้องลงมือศึกษาอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ

  • นักลงทุนเชิงรุกคือคนที่เลือกซื้อหุ้นที่ดีที่สุด ในจังหวะเวลาที่หุ้นตัวนั้นราคาต่ำที่สุด สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา แต่ความทุ่มเทนี้จะทำให้คุณได้กำไรสูงขึ้นในการลงทุน และถ้าคุณชำนาญเมื่อไหร่ มันย่อมคุ้มค่า
  • นักลงทุนเชิงรุกจะศึกษาธุรกิจของหุ้นที่สนใจอย่างละเอียด คัดเลือกหุ้นที่ทำธุรกิจที่ดี และประเมินมูลค่าหุ้นออกมาให้แม่นยำ จากนั้นจึงรอจังหวะที่ “คุณตลาด” ขายหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนั้น
  • ความยากของนักลงทุนเชิงรุกคือการตัดสินใจว่า “หุ้นแบบไหนที่เรียกว่าดี” และ “ราคาไหนถึงไม่แพงเกินไป” ซึ่งใช้ประสบการณ์และการหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเหล่านั้น เมื่อคุณทำได้ คุณก็จะกำไรจากตลาดหุ้นมากเป็นพิเศษ
  • หุ้นที่ทั้งดีและถูกย่อมหายาก ส่วนใหญ่มันมักเกิดกับบริษัทที่ตลาดไม่สนใจ หรือบริษัทกำลังขาดทุนชั่วคราว เช่น สมมติบริษัท B เป็นบริษัทใหญ่อันดับ 2 ในธุรกิจผลิตตู้เย็น บริษัท B มีกำไรต่อเนื่องมา 7 ปี ซึ่งกำไรนั้นพอใช้ได้แต่ไม่ถึงกับยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม เกิดข้อผิดพลาดทำให้ตู้เย็นรุ่นใหม่มีปัญหา จนบริษัท B ขาดทุนติดต่อกันมาแล้ว 6 เดือน นั่นทำให้หุ้นราคาตกหนักเพราะนักลงทุนบางคนกลัวจนขายหุ้นบริษัทนี้ทิ้งไป นักลงทุนที่ชาญฉลาดจะมองนี่เป็นโอกาสในการซื้อหุ้น เพราะเมื่อปัญหาถูกแก้ไข เดี๋ยวบริษัท B ก็จะกลับมากำไรเหมือนเดิม ราคาหุ้นก็จะสูงกลับขึ้นมาเอง

 

กระจายความเสี่ยง ปลอดภัยไว้ก่อน

ไข่ใส่ตะกร้า Intelligent Investor
ถ้าคุณเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว มันอาจปลิวไปพร้อมกันได้

ไม่มีใครที่ลงทุนไม่ผิดพลาดเลย คุณจึงควรกระจายการลงทุนไปไว้ในหุ้นหลายๆ ตัว ตรงกับสุภาษิต “อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว” คุณเองก็ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดใส่ในหุ้นตัวเดียว

นึกภาพว่าคุณทุ่มเงินทั้งหมดซื้อ “สุดยอดหุ้น” ที่มีโอกาสเติบโตสูงมาก แล้ววันต่อมาบริษัทนี้ก็ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งว่าบริษัทมีคดีโกงภาษี คุณจะทำยังไงต่อ? คุณขายไม่ทันหรอกครับ ราคาหุ้นจะตกทันทีที่ข่าวออกมา และคุณจะขาดทุนยับทันที

เมื่อคุณกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหลายตัวในเวลาเดียวกัน คุณก็จะไม่สูญเงินลงทุนทั้งหมดในคราวเดียว

 

หนังสือที่อาจจะดีกว่าเล่ม The Intelligent Investor

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มหนาที่อ่านยาก ถ้าคุณไม่เก่งภาษาอังกฤษเป็นพิเศษคุณจะปวดหัวกับมันมาก หลายคนอ่านไม่จบ แต่ถ้าคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณเป็นนักลงทุนที่เก่งกาจสมชื่อ “หนังสือลงทุนที่ดีที่สุด”

นอกจากนี้ บิงโกคิดว่ายังมีหนังสืออื่นที่คุณอาจชอบยิ่งกว่าเล่มนี้ก็ได้

  •  เรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลก ได้ปล่อยหนังสือชื่อดังอีกเล่มมาที่ชื่อ Principles ซึ่งขายดีติดตลาดในเวลาไม่กี่วันที่วางแผง นักลงทุนทุกคนจะได้เรียนรู้ชีวิตจริงๆ ของชายที่ลงทุนมาทั้งชีวิตจนมีทรัพย์สินกว่า 6 แสนล้านบาท (18.4 พันล้านดอลลาร์)
  • หนังสือ Think Like Zuck และ Becoming Facebook จะมาบอกแนวคิดของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของเฟซบุ๊ก ที่เริ่มจากไอเดียเล็กๆ ของเด็กมหาวิทยาลัยจนเป็นบริษัทระดับโลก
  • ใครเป็นนักลงทุนรายแรกๆ ของ Facebook? ปีเตอร์​ ธีล. ใครเป็นนักลงทุนรายแรกๆ ของ Google? ปีเตอร์ ธีล. ใครเป็นนักลงทุนรายแรกๆ ของ Tesla? ปีเตอร์ธีล… ลงทุนไปลงทุนมา ปีเตอร์ ธีล จึงมีทรัพย์สินถึง 80,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และเขาได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ธุรกิจ บริษัท และเทรนด์โลก มาเขียนเป็นหนังสือ Zero to One ที่จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจของคุณไปตลอดกาล
  • ที่สำคัญ ถ้าคุณอยากรู้ว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ในโลกเติบโตระดับ 100 เท่ากันภายใน 5 ปีได้อย่างไร คุณสามารถอุดหนุนหนังสือ ขโมยวิธีคิดสุดเจ๋ง จากสุดยอดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพ ของบิงโกได้เลย ข้างในเป็นเนื้อหาของโรงเรียนสอนธุรกิจที่โด่งดังที่สุดในโลก ซึ่งสร้างบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Airbnb และ Dropbox ตั้งแต่เจ้าของยังอดมื้อกินมื้อ จนเป็นมหาเศรษฐียักษ์ใหญ่ของโลก
  • บิงโกมีหนังสือ คิดแบบมาร์ค ทำแบบเฟซบุ๊ก สำหรับคนที่อยากรู้วิธีทำธุรกิจของเฟซบุ๊กจากปากอดีตผู้บริหาร
  • คนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องธุรกิจจะเริ่มต้นยังไง? พบกับหนังสือ เปลี่ยนคนธรรมดาให้มีหัวธุรกิจใน 3 ชั่วโมง ที่เขียนโดยนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นค่าตัวหลักล้าน ซึ่งจะสอนแนวคิดธุรกิจที่ครอบคลุมที่สุด ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นยัน “expert” เหมาะกับทุกคนที่สนใจธุรกิจ ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้น และคนที่อยากเติมความรู้ธุรกิจให้เต็ม!

 

5 thoughts on “สรุปหนังสือ The Intelligent Investor หนังสือในตำนานที่นักลงทุนต้องอ่าน

  1. Pingback: สรุปหนังสือ Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก | 10 คำสอนของ คนรวย

  2. Pingback: สรุปหนังสือ Principles บทเรียนชีวิตของเจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์

  3. Pingback: สรุปหนังสือ The Richest Man In Babylon อย่าให้ชีวิตคุณจบด้วยประโยค “รู้งี้...”

  4. Pingback: สรุปหนังสือ Emotional Intelligence: รู้แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จกว่าคน IQ 180

  5. Pingback: 9 โมเดลธุรกิจที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *