สรุปหนังสือ The Dip ยอมแพ้ให้ถูกเวลา… และอย่ายอมแพ้ให้ถูกเวลาเช่นกัน

ถ้าคุณอยากชนะ คุณต้องแพ้ให้เป็น ให้หนังสือ The Dip ชี้ทางออกให้คุณ

ทำไมคนบางคนถึงยอมเสียเวลาทั้งชีวิต แต่พวกเขากลับไม่พบความสำเร็จใดๆ เลย

ทำไมบางคนถึงอดทนทำตามความฝัน จนในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ

คุณคิดว่า พวกเขาแตกต่างกันอย่างไร?

ถ้าคุณยังหาคำตอบไม่ได้ ผมขอนำคำตอบเรื่องนี้จากหนังสือเรื่อง The Dip ของเซธ โกดิน นักเขียนด้านธุรกิจและการตลาดชื่อดังแห่งแวดวงออนไลน์มาเล่าให้คุณฟัง (นอกจากเล่มนี้ เซธยังเขียนหนังสือ Purple Cow, Tribes และ Permission Marketing)

Seth Godin นักคิดนักเขียนด้านธุรกิจและการตลาดชื่อดังในแวดวงธุรกิจออนไลน์

คนที่ประสบความสำเร็จต้องทำอะไรสักอย่างดีกว่าคนอื่น

โกดินบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จมี 2 ประเภท

พวกแรกคือ คนที่พยายามมากกว่าคนอื่นจนเขาชำนาญในสิ่งนั้นมากกว่าใคร

พวกที่สองคือ คนที่มีกึ๋นพอ คนพวกนี้รู้ทันว่าควรจะเลิกทำสิ่งที่ไม่ได้ผล และเอาพลังทั้งหมดไปสิ่งสิ่งใหม่ที่สำคัญกว่า

คนที่ประสบความสำเร็จทั้ง 2 แบบมีจุดร่วมเดียวกันคือ พวกเขาเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนเหนือกว่าเพราะทุ่มเทมากกว่า บางคนเหนือกว่าเพราะรู้จักหนีไปทำสิ่งที่ไม่มีใครทำจึงไม่มีใครมาแข่งด้วย

คุณอาจมองว่า การเลิกทำเรื่องที่ไม่ได้ผลนั้นอาจทำให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ การเลิกทำกลางคันบางครั้งมันอาจทำลายตัวคุณได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรรู้คือ แล้วเมื่อไหร่ที่คุณควรเลิกทำ?

 

ในโลกนี้ ผู้ชนะกินรวบ

โลกของเราเป็นแบบผู้ชนะกินรวบ (winner-take-all) อันดับที่ 1 ย่อมเหนือกว่าที่ 2 อย่างขาดลอย ดาราดังที่สุดย่อมมีค่าตัวเป็น 10 เท่าของดาราที่มีชื่อเสียงรองลงมา ทนายอันดับหนึ่งย่อมได้ค่าตอบแทนเป็น 100 เท่าของทนายที่ไม่มีใครรู้จัก และในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไม่เคยมีเงินรางวัลสำหรับอับดับที่ 4

คนที่สนใจอยากจ้างงานคุณ คนที่สนใจซื้อของจากคุณ และคนที่อยากแนะนำคุณต่อให้เพื่อนได้รู้จัก สิ่งที่คนพวกนี้คิดอยู่เสมอก็คือ คุณเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้วหรือยัง?

โกดินไม่ได้บอกให้คุณเป็นคนเก่งที่สุดในโลก แต่คุณต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในตัวเลือกของคนอื่น เช่น ถ้าคุณอบขนมได้อร่อยที่สุดในซอย คุณก็จะเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในซอยของคุณ

 

ความพยายามเป็นหนทางเดียวสู่ความสำเร็จจริงหรือ?

คนทั่วไปมักพูดอยู่เสมอว่า “ห้ามยอมแพ้!” “ต้องพยายามให้ถึงที่สุด” “ต้องทำงานให้หนัก” “ขยันให้มากกว่าคนอื่น” “ฝึกซ้อมให้มากกว่าใครๆ” เพราะพวกเขาเชื่อว่าความพยายามเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ถ้าความสำเร็จเกิดจากความพยายาม แล้วทำไมคนที่ไม่ได้มุ่งมั่นหรือพยายามเท่าคุณถึงประสบความสำเร็จได้? ทำไมคนที่เก่งน้อยกว่าถึงเป็นผู้ชนะ?

 

ความลับอยู่ที่ “ยอมแพ้ให้เป็น”

โกดินชี้ให้เห็นว่า การยอมแพ้อย่างมีหลักการคือเคล็ดลับของความสำเร็จ

ผมอยากให้คุณสังเกตตรงคำว่า “อย่างมีหลักการ”

โกดินบอกว่าสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวมาจากการยอมแพ้เพราะเบื่อ เครียด หรืออารมณ์พาไป แต่พวกเขากลับไม่ยอมแพ้ตอนที่ทำต่อไปก็ไม่ได้อะไร นี่คือความหมายของคำว่า “อย่างมีหลักการ” ของโกดิน

คำถามก็คือ “การยอมแพ้แบบมีหลักการ” ต้องเป็นอย่างไร?

The dip
คนที่ประสบความสำเร็จจะนำความล้มเหลวมาเป็นบันไดต่อยอด

แยกให้ออกระหว่างช่วงเวลาที่มืดมนกับทางตัน

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จะมีอยู่ 2 เรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาเสมอ นั่นก็คือ ช่วงเวลาที่มืดมน (The Dip) และทางตัน

เวลาคุณเริ่มทำอะไรใหม่ๆ มันจะสนุกเสมอ ไม่ว่าคุณจะหัดเล่นกอล์ฟ หัดขับเรือ หรือกระทั่งเรียนวิชาเคมี ทุกคนรอบตัวคุณจะพูดแต่เรื่องดีๆ และใน 2-3 อาทิตย์แรกคุณจะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว คุณจะพบว่าสิ่งนั้นมันง่ายจนอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดคุณจะเจอช่วงเวลาที่มืดมน

ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณสิ้นหวังและท้อแท้ที่สุด เพราะความพยายามของคุณจะไม่เห็นผลจนกว่าคุณจะพบกับแสงสว่างที่ปลายทาง

ช่วงเวลาที่มืดมนนี้คือ ตัวตัดสินว่าคุณจะเปลี่ยนจากมือใหม่เป็นมืออาชีพได้หรือไม่ แทนที่คุณจะใช้เทคนิคแบบมือใหม่ในการทำอะไรสักอย่าง คุณจะเริ่มใช้เทคนิคแบบ “มือโปร” ในการเล่นกอล์ฟ หัดขับเรือ หรือออกแบบเสื้อผ้า

ส่วนทางตันนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายมาก มันคือการที่คุณพยายามแล้วพยายามอีก แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีอะไรแย่ลง เป็นเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ถ้าคุณกำลังเจอสถานการณ์พวกนี้แสดงว่าคุณพบกับทางตันแล้วล่ะครับ

 

สิ่งใดที่คุ้มค่าจะทำ ต้องมีช่วงเวลาที่มืดมนเสมอ

ถ้าคุณทำอะไรแล้วเจอกับช่วงเวลาที่มืดมน ให้คุณทำมันไปเรื่อยๆ จนสำเร็จ แต่ถ้าคุณเจอกับทางตัน คุณควรเลิกทำแล้วรีบไปทำอย่างอื่นแทน

ข้อแตกต่างระหว่างนักกีฬามือสมัครเล่นกับแชมป์โลกนั้นไม่ใช่พรสวรรค์ มันคือ ความอดทนที่จะก้าวข้ามช่วงเวลาที่มืดมนซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ เมื่อคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ทำให้คนเก่งมีไม่เยอะ เมื่อคนเก่งมีไม่เยอะมันจึงมีคุณค่า

โกดินอยากให้คุณมองว่า ช่วงเวลาที่มืดมนคือโอกาสชิ้นงาม คือความลับสู่ความสำเร็จ ถ้าคุณก้าวผ่านไปได้ในขณะที่คนอื่นยอมแพ้ คุณจะกลายเป็นคนที่โดดเด่นกว่าคนอื่น คุณจะกลายเป็นคนพิเศษไม่กี่คนบนโลก คุณจะมีรายได้มากกว่าและมีชื่อเสียงมากกว่าใคร

 

ล้มเลิกไม่ใช่ล้มเหลว

บางครั้งการยอมแพ้ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี ถ้าช่วงเวลาที่มืดมนที่คุณต้องก้าวข้ามมันลำบากเกินไป คุณก็ควรหาอย่างอื่นทำ เพราะการเลิกทำสิ่งที่ไปไม่ถึงไหนเสียทีจำเป็นต่อการค้นหาสิ่งที่ใช่จริงๆ

คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเลิกสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แต่ไม่ได้ผล พวกเขารู้สึกดีถ้าได้อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะมันง่ายกว่าการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมาก

ไม่มีใครทำสิ่งแรกแล้วประสบความสำเร็จเลย คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ล้วนเคยทำสิ่งต่างๆ แล้วต้องล้มเลิกมาแล้วทั้งนั้นก่อนจะมาเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะเลิกทำสิ่งที่ไม่มีอนาคต

การล้มเลิกไม่ใช่การล้มเหลว เพราะคุณสามารถคว้าโอกาสใหม่ได้เสมอจากการเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ คุณจะไม่ล้มเหลวจนกว่าคุณจะยอมทิ้งความฝันทั้งหมดที่มี ตราบใดที่คุณมองหาโอกาสที่ดีกว่าเดิม แล้วก้าวต่อไปก็ยังมีความเป็นไปได้อีกมากรอคุณอยู่

 

ยอมแพ้ในระยะสั้น แต่อย่ายอมแพ้ในระยะยาว

คุณห้ามยอมแพ้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ หรือทรัพย์สินเงินทอง ถ้าคุณหวังอยากได้สิ่งใด คุณก็ต้องแน่วแน่ในสิ่งนั้น

แต่คุณต้องรู้จักยอมแพ้ในระยะสั้น ถ้าคุณทำอะไรแล้วไม่ได้ส่งผลให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาว คุณก็เลิกไปลองใช้แผนใหม่ได้ โกดินมีวิธีง่ายๆ ในการประเมินสถานการณ์ด้วยคำถาม 3 ข้อคือ

  • คำถามแรก คุณกำลังใช้อารมณ์อยู่หรือเปล่า การยอมแพ้ด้วยอารมณ์นั้นอันตรายมาก เพราะเราจะไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน การยอมแพ้หรือเลิกทำอะไรสักอย่างควรมาจากการคิดอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้นคุณควรรอให้อารมณ์เย็นลงก่อนแล้วค่อยตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
  • คำถามที่สอง สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เป็นไปได้จริงไหม โอกาสสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณพยายามทำ ถ้าคุณอยากโน้มน้าวใจใครสักคน คุณก็มีขีดจำกัดในการทำ คุณไม่สามารถตามตื๊อไปได้เรื่อยๆ ถ้าคุณทำไม่สำเร็จก็ควรเลิก แต่ถ้าคุณกำลังพยายามทำธุรกิจ คุณสามารถพยายามใหม่ได้เสมอ คุณล้มแล้วลุกได้ตราบใดที่คุณไม่ยอมแพ้ ยังมีลูกค้าอีกมากที่ยังไม่เคยลองใช้สินค้าของคุณ คุณอาจจะเคยถูกลูกค้าบางคนปฏิเสธ แต่ยังมีคนอีกมากที่อาจชอบสินค้าของคุณก็ได้
  • คำถามที่สาม คุณกำลังก้าวหน้าอยู่หรือไม่ ถ้าคุณกำลังพยายามทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ความเป็นไปได้ 3 ทางที่คุณจะเจอคือ ไปข้างหน้า อยู่นิ่ง หรือถอยหลัง ดังนั้นถ้าคุณทำอะไรสักอย่างแล้วไม่เห็นความคืบหน้าเป็นเวลานาน นั่นอาจเป็นเวลาเลิกให้คุณไปทำอย่างอื่น

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

ถ้าคุณอยากก้าวข้ามหุบเหวแห่งความสิ้นหวัง ตามแบบฉบับซุปเปอร์ฮีโร่เท่ๆ อย่าง The Matrix, Captain America, Batman, The Hobbit, James Bond ฯลฯ  ห้ามพลาด!! 

หนังสือ LEVEL UP YOUR LIFE: สร้างชีวิตจากซีโร่ ด้วยวิธีแบบฮีโร่

 

 

ถ้าอยากติดตามผลงานของ Seth Godin คุณสามารถเข้าไปที่ Blog ของเขา มีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับการตลาด ธุรกิจ พัฒนาตัวเองมากมายให้อ่าน คลิกที่นี่ >> [Seth Godin’s Blog]

3 thoughts on “สรุปหนังสือ The Dip ยอมแพ้ให้ถูกเวลา… และอย่ายอมแพ้ให้ถูกเวลาเช่นกัน

  1. Pingback: สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง - สำนักพิมพ์บิงโก

  2. Pingback: สรุปหนังสือ Tribes เป็นหัวหน้าเผ่าในโลกสมัยใหม่ - สำนักพิมพ์บิงโก

  3. Pingback: สรุปหนังสือ Permission Marketing ขายออนไลน์แล้วทำไมยังเจ๊ง - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *