สรุปหนังสือ The Checklist Manifesto บอกลาคำว่า “พลาด” แค่ใช้เช็คลิสต์

the checklist manifesto open

“ปัญหายุ่งยากที่เราเจอในทุกวันนี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยเช็คลิสต์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง” อาทูล
กาแวนด์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Checklist Manifesto

The Checklist Manifesto เป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2009 โดยฝีมือการเขียนของอาทูล กาแวนด์ ศัลยแพทย์สมองชาวอเมริกัน หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับเช็คลิสต์ ลิสต์รายการที่หลายคนอาจปรามาสว่า “ใครจะมานั่งเช็คลิสต์โง่ๆ พวกนี้ให้เสียเวลา” แต่มันกลับเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยลดความผิดพลาดในงานของคุณได้อย่างเหลือเชื่อ

ทำไมเราถึงทำงานพลาดน้อยลงเมื่อใช้เช็คลิสต์? เช็คลิสต์ที่ดีควรเป็นอย่างไร? เรามาหาคำตอบนี้ไปพร้อมกันเลยครับ

 

รวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือ The Checklist Manifesto

  • บางครั้งวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือการย้อนกลับสู่สามัญ คุณไม่จำเป็นต้องคิดวิธีใหม่ๆ อะไรทั้งนั้น แค่ย้อนกลับสู่พื้นฐานด้วยการทำเช็คลิสต์ แล้วคุณจะเจอปัญหาต่างๆ ลดน้อยลง
  • เช็คลิสต์จะช่วยให้คุณรักษามาตรฐานในการทำงานได้เสมอ

 

the checklist manifesto 01
การทำงานในห้องผ่าตัดจะมีข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันจะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยทันที

ความผิดพลาดแบบตายน้ำตื้น

ณ กลางดึกของวันแห่งความสนุกสนานที่ผู้คนต่างร่วมตัวสังสรรค์ในงานปาร์ตี้ฮาโลวีน จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลพร้อมกับอาการมึนเมาเล็กน้อย หมอและพยาบาลตรวจอาการเบื้องต้นแล้วพบว่าเคสนี้ไม่ฉุกเฉินนัก ชายคนนี้มีเพียงแผลถูกแทงเล็กๆ เท่านั้น

หลังจากรอสักพักก็ถึงคิวรักษาของชายคนนี้ แต่พอหมอเริ่มลงมือรักษา อาการของชายคนนี้กลับหนักหนากว่าที่ทุกคนคาดไว้!

เลือดของเขาพุ่งกระจายไปทั่วกลายเป็นภาพสยดสยองของคนที่พบเห็น ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตชายคนนี้อย่างเร่งด่วน แล้วทุกคนก็ทำสำเร็จ

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ “ทำไมหมอและพยาบาลถึงลงความเห็นกันตั้งแต่แรกว่าเคสนี้ไม่ฉุกเฉิน ชายคนนี้มีเพียงแผลถูกแทงเล็กๆ ไม่ใช่เหรอ?”

หมอและพยาบาลทำตามขั้นตอนทุกอย่าง พวกเขาตัดเสื้อผ้าของชายคนนี้ออกและตรวจดูบาดแผล แต่มันก็เป็นแค่บาดแผลเล็กๆ พวกเขาจึงลงความเห็นว่า “ไม่ฉุกเฉิน” แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่ได้ทำและมองข้ามไปก็คือ ไม่มีใครถามชายคนนี้เลยว่า “เขาโดนอะไรมา?”

ชายคนนี้ไปร่วมงานปาร์ตี้ฮาโลวีนกับเพื่อนๆ พวกเขานัดแต่งตัวกันแบบแฟนซีมาร่วมงาน แต่แล้วกลับเกิดอุบัติเหตุขึ้น เขาโดนดาบปลายปืนของเพื่อนที่แต่งแฟนซีชุดทหารแทง! ดาบปลายปืนนั้นยาวมากแถมยังเป็นอาวุธที่สร้างบาดแผลได้อย่างน่าทึ่งในสนามรบ ถ้าหมอหรือพยาบาลรู้ว่าเขาโดนดาบปลายปืนแทง เหตุการณ์อาจไม่โกลาหลเท่านี้

เหตุการณ์นี้เองที่อาทูลเรียกว่า “ตายน้ำตื้น” บุคลากรทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยม ทุกคนมีความรู้และความสามารถในวิชาชีพของตัวเอง แต่สุดท้ายพวกเขากลับพลาดง่ายๆ แค่ลืมถามคนป่วยว่า “โดนอะไรมา”

 

 

บอกลาคำว่า “พลาด” แค่ใช้เช็คลิสต์

อาทูลพบว่าถ้าเราอยากลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง แทนที่จะมาละลายเงินเป็นล้านกับการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อาทูลกลับบอกว่าวิธีลดข้อผิดพลาดนั้นง่ายมาก แค่หันกลับมาใช้เช็คลิสต์ง่ายๆ ก็พอ หลายคนอาจจะมองข้ามเช็คลิสต์ที่ดูเชยๆ เฉิ่มๆ พวกนี้ แต่อาทูลกลับมองว่ามันคือเครื่องมือตรวจสอบการทำงานที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมาก

ครั้งหนึ่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เคยทำการทดลองเพื่อหาวิธีลดจำนวนคนไข้ที่ติดเชื้อหลังการผ่าตัดลง ขั้นตอนแรกพวกเขาจะให้พยาบาลคอยตรวจสอบดูว่าศัลยแพทย์ที่กำลังจะผ่าตัดได้ปฏิบัติตัวตามเช็คลิสต์ครบถ้วนหรือไม่ เช่น ล้างมือให้สะอาด ทำความสะอาดผิวผู้ป่วยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เป็นต้น ผลที่ได้ก็คือศัลยแพทย์ 1 ใน 3 คนจะข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป ทั้งๆ ที่เช็คลิสต์นี้เป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนแทบจะท่องจำจนขึ้นใจตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเริ่มเรียนเลยทีเดียว

จากนั้นการทดลองขั้นต่อไปก็เริ่มขึ้น ทางคณะจะให้พยาบาลหยุดดำเนินการต่อถ้าศัลยแพทย์ที่กำลังจะผ่าตัดข้ามขั้นตอนตามเช็คลิสต์ไป เมื่อศัลยแพทย์ทำตามเช็คลิสต์ครบถ้วนเมื่อไหร่ การผ่าตัดถึงดำเนินต่อไปได้ ผลการทดลองที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก หลังจากศัลยแพทย์ต้องปฏิบัติตัวตามเช็คลิสต์ให้ครบถ้วนก็พบว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นศูนย์ แต่นอกจากผู้ป่วยจะน้อยลงแล้ว เมื่อลองคำนวณค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงไปนั้นมีจำนวนมากถึง 2 ล้านดอลลาร์ด้วยกัน!

อีกหนึ่งตัวอย่างการใช้เช็คลิสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ ธุรกิจการบิน

คู่มือนักบินสำหรับใช้เครื่องบินโบอิ้งแต่ละลำมีความยาวมากกว่า 200 หน้า และมีเช็คลิสต์มากมาย เช่น รายการปกติอย่างขั้นตอนตรวจสอบเครื่องยนต์ก่อนออกตัวไปยังรันเวย์ ไปจนถึงรายการฉุกเฉินซึ่งจะครอบคลุมทุกเหตุการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่นักบินหนึ่งคนอาจจะพบเจอได้ นอกจากนี้เช็คลิสต์ยังมีการอัพเดทและแก้ไขอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย

ชีวิตและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่มีใครอยากให้เกิดข้อผิดพลาด แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม อาทูลชี้ให้เห็นว่าทั้งแพทย์และนักบินซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้คนมากมายต่างหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ด้วย “เช็คลิสต์” นี่เอง

 

the checklist manifesto 02

ปรับใช้เช็คลิสต์ให้หลากหลาย

เช็คสิสต์ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับคนที่ทำงานคาบเกี่ยวกับชีวิตและความปลอดภัยอย่างแพทย์หรือนักบินเท่านั้น มันยังสามารถปรับใช้กับการทำงานในแวดวงต่างๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย

เชฟโจดี้ อดัมส์ เป็นเจ้าของภัตตาคารชื่อดังอย่าง “ริอัลโต” เธอนำเช็คลิสต์มาปรับใช้กับการทำงานในครัวและนำมาปรับใช้กับพนักงานทุกคนในร้านอาหาร เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าอาหารแต่ละจานที่จะออกเสิร์ฟให้กับลูกค้าจะต้องสมบูรณ์แบบที่สุด

เชฟโจดี้ไม่เพียงแต่ใช้สูตรอาหารเป็นตัวกำกับเพียงอย่างเดียว เธอจะใช้เช็คลิสต์เพื่อบอกด้วยว่าเชฟแต่ละคนควรทำอะไรและเมื่อใด แถมก่อนการเสิร์ฟอาหารทุกครั้งจะต้องมีเช็คสิลต์เพื่อตรวจสอบขั้นสุดท้ายด้วยว่า อาหารจานนี้ตรงตามมาตรฐานของเชฟโจดี้หรือไม่ ด้วยวิธีทำงานนี้เองทำให้ร้านริอัลโตแห่งนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า และตัวเชฟโจดี้เองก็ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย

 

เช็คลิสต์ที่ดีควรเป็นอย่างไร?

  • เช็คลิสต์ที่ดีจะต้องรวมทุกรายการที่จำเป็น เขียนให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอย่าสร้างความเข้าใจผิดใดๆ ทั้งสิ้น
  • แดเนียล บอร์แมน อดีตนักบินทหารผ่านศึกที่เคยทำเช็คลิสต์สำหรับตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้งบอกว่าในแต่ละหัวข้อควรมีลิสต์รายการประมาณ 5-9 รายการจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ในการทำเช็คลิสต์จะต้องใช้เวลาไม่มาก เพราะถ้ามันกินเวลานาน คนที่ใช้ก็อาจเมินเฉยต่อมันได้
  • ควรมีพื้นที่สำหรับระบุให้ชัดเจนว่าลิสต์รายการไหนทำเสร็จไปแล้วหรือยืนยันเรียบร้อยแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน
  • คุณสามารถใช้ภาษาที่คุ้นเคยกันในทีมได้อย่างเต็มที่

 

สรุปข้อคิดดีๆ จากหนังสือ The Checklist Manifesto

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะแนะนำให้คุณลดความผิดพลาดในการทำงานด้วยการใช้เช็คลิสต์แล้ว เช็คลิสต์ยังมีศักยภาพมากกว่านั้น อาทูลบอกว่าเช็คลิสต์เป็นเครื่องมือชั้นเลิศสำหรับการสื่อสารกันในทีม เช็คลิสต์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเมื่อถูกแจกจ่ายให้กับทีมงานในส่วนต่างๆ จะช่วยกำกับการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้เป็นอย่างดี

อาทูลยกตัวอย่างการสร้างตึกซึ่งต้องอาศัยคนทำงานหลายส่วนมาก เช็คสิสต์จะเป็นเหมือนการสื่อสารจากส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่งว่างานคืบหน้าไปอย่างไร หรือต้องทำงานอะไรก่อนหลังบ้าง เพื่อเป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือ ตึกที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรงกับการออกแบบมากที่สุดนั่นเอง

สุดท้ายนี้นอกจากเราจะแนะนำให้คุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว แจ็ค ดอร์ซี่ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Twitter ยังเป็นอีกคนที่แนะนำให้คุณได้อ่านกันด้วย โดยแจ็คให้เหตุผลว่าทุกคนต้องเจออุปสรรคในการทำงาน ซึ่งเช็คลิสต์คืออีกหนึ่งไอเดียที่จะช่วยทุกคนได้

คุณหมออาทูลยังมีผลงานเขียนอีกหลายเล่มที่น่าสนใจ ถ้าคุณสนใจเล่มไหนลองเลือกหาอ่านกันได้ที่เว็บไซต์ส่วนตัวของเขาได้เลยครับ

 

the checklist manifesto tie in

หนังสือเล่มอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้ The Checklist Manifesto

  • นอกจากเช็คลิสต์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้แล้ว ทักษะการนำเสนอก็เป็นอีกทักษะที่คนทำงานทุกคนควรเรียนรู้ สำนักพิมพ์บิงโกขอแนะนำหนังสือ “คิดเป็นภาพ เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่ายใน 1 นาที” หนังสือแปลเรื่องเยี่ยมจากฝีมือของนักออกแบบอินโฟกราฟิกมือหนึ่งแห่งญี่ปุ่น ซึ่งจะสอนเทคนิคแปลเรื่องราวต่างๆ ให้อยู่ในแผนภาพเพียง 1 รูปเท่านั้น!
  • หนังสืออีกเล่มที่จะแนะนำเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการทำงานให้กับคุณก็คือ Eat That Frog ผลงานจากไบรอัน เทรซี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและจัดการเวลา ซึ่งจะมาแนะนำกฎง่ายๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของคุณให้ดีอย่างน่าอัศจรรย์
  • เล่มสุดท้ายที่ทีมงานบิงโกขอแนะนำก็คือ Deep Work หนังสือที่จะแนะนำวิธีทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งผู้เขียนอย่างคาล นิวพอร์ทได้ใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *