สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง

Purple Cow

สรุปหนังสือ Purple Cow

ขอให้คุณนึกภาพทุ่งหญ้าอันสวยงามในยุโรป มีวัวอยู่เต็มท้องทุ่ง คุณมองไปเห็นอะไรบ้าง? คุณคงเห็นแค่จุดสีดำสีขาวปนกันลายตา ถ้าโชคดีก็เห็นสีนำ้ตาลบ้าง แค่นั้นแหละ คุณขับรถผ่านไปแล้วก็ไม่ได้อะไรคิดมาก

แต่ถ้ามีวัวสีม่วงสักตัวอยู่ท่ามกลางกองวัวที่ลานตานั้น คุณจะสังเกตได้ทันที!

นั่นเป็นสิ่งที่ เซท​ โกดิน (Seth Godin) นักเขียนด้านธุรกิจและการตลาดชื่อดังค้นพบเมื่อเขาศึกษาธุรกิจสมัยใหม่ “ถ้าคุณเป็นแค่วัวสีขาวดำ จะไม่มีใครสนใจคุณเลย” คุณต้องกลายเป็นคนหรือธุรกิจที่โดดเด่น “จงเป็นวัวสีม่วง” (เซท โกดิน ผู้เขียนเล่มนี้ดังมาก เขายังเขียนหนังสือ The Dip, Tribes และ Permission Marketing อีกด้วย)

หนังสือ Purple Cow เน้นพูดถึงธุรกิจต่างๆ ว่าต้องโดดเด่น ไม่งั้นสุดท้ายก็จะตายจากไป แต่หลักนี้ยังใช้ได้กับคนธรรมดาได้ทุกคนแม้คุณจะไม่ได้สนใจธุรกิจ เพราะเราทุกคนคือ “เซลส์ขาย” ตัวเองในโลกสมัยใหม่นั่นเอง

สรุปสั้นมากสำหรับคนที่ยาวไปไม่อ่าน

  • การตลาดแบบเดิมตายไปแล้ว สินค้าทั่วไปกำไรน้อยลงจนแทบไม่เหลือ คุณต้องโดดเด่นเพื่ออยู่รอด
  • ที่ 1 ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าที่ 2 กว่า 100 เท่า
  • ลูกค้าคือนักการตลาดที่ดีที่สุดของคุณ
  • คนที่โดดเด่นจะถูกวิจารณ์เสมอ กลัวไว้ก็ดีแต่จงลงมือทำไปเถอะ

การตลาด 3 ยุค

คุณอาจเริ่มสังเกตว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีที่คนเราทำการตลาด เซทได้แบ่งโลกการตลาดเป็น 3 ยุค นั่นคือ 

  1. ยุคก่อนโฆษณา
  2. ยุคโฆษณา
  3. ยุคหลังโฆษณา

ก่อนจะมีการโฆษณา คนเราใช้วิธีพูดปากต่อปาก สินค้าไหนใช้แล้วดีเราก็จะไปบอกเพื่อน เหมือนที่ร้านอาหารขายดีเพราะขึ้นชื่อว่าเป็ดรมควันอร่อยมาก หรือแผงขายผักมีลูกค้าแน่นตลอดเพราะลูกค้าได้ยินมาว่าผักร้านนี้สด

ซีเรียล Cap'n Crunch
ซีเรียล Cap’n Crunch

ต่อมา เกิดโฆษณาขึ้นบนโลก ธุรกิจต่างๆ ค้นพบกฎแห่งความสำเร็จว่า “แค่ลงโฆษณาไปมั่วๆ ก็ขายของได้มากขึ้น” วิธีนี้ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ บางบริษัทคิดโฆษณาก่อนแล้วค่อยหาสินค้ามาขายด้วยซ้ำ อย่างซีเรียล Cap’n Crunch ก็เกิดขึ้นมาจากไอเดียโฆษณาให้ติดตลาดก่อนทั้งที่ยังไม่มีสินค้า จากนั้น “หลังจาก” โฆษณาติดหู บริษัทจึงค่อยทำซีเรียลมาขาย

สูตรสำเร็จก็ง่ายๆ “ขายสินค้าอะไรก็ได้ที่ทำง่ายๆ แล้วอัดโฆษณาให้หนัก แค่นี้ก็กำไร” เมื่อสัก 20 ปีก่อนคุณแค่ทำสูตรเดิมโดยเปลี่ยนสินค้า เอาไอเดียไปเสนอธนาคาร และก็ได้กู้เงินมารวยสบายๆ

แต่ทุกวันนี้กฎเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเราได้มาถึง “ยุคหลังโฆษณา”

เมื่อโฆษณากลายเป็นขยะ

โฆษณากลายเป็นขยะ
โฆษณาเกลื่อนจนเหมือนขยะ

แต่เมื่อทุกคนรู้จัก “สูตรรวย” ในการอัดโฆษณาให้มากที่สุดและบ่อยที่สุด งานปาร์ตี้ก็ย่อมจบลง สมัยนี้มีแต่คนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำงานสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง จึงพากันเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์และแย่งกันลงโฆษณา พอคนเราเห็นโฆษณาจนชินชา ก็ไม่มีใครตื่นเต้นและซื้อสินค้าโดยดูจากโฆษณาอีกต่อไป 

นึกภาพว่าคุณจะขายอาหารเสริมบำรุงสมอง คุณไม่สามารถอัดโฆษณาง่ายๆ ได้อีกต่อไป เพราะคุณจะต้องเอาชนะอุปสรรค 3 ข้อนี้ก่อน

  1. ลูกค้าที่รับชมโฆษณาต้องสนใจอาหารเสริมพอดี
  2. ลูกค้าคนนี้คงมีอาหารเสริมยี่ห้อที่กินประจำอยู่แล้ว เขาจึงต้อง “เบื่อของเก่า” พอดีจึงมีโอกาสเปลี่ยนมาซื้อจากคุณ
  3. คุณต้องภาวนาว่าลูกค้าคนนี้จะตั้งใจดูโฆษณาของคุณ ไม่ใช่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

คนเรายุ่งจนไม่มีใครสนใจโฆษณามหาศาลรอบตัวอีกต่อไป ต่อให้คุณอ่านหนังสือพิมพ์จนจบ หรือปัดโทรศัพท์มือถืออ่านเนื้อหาจนพอใจ จะมีกี่คนที่จดจำโฆษณาที่ขึ้นมาได้? น้อยจนนับคนได้ (บิงโกได้สรุป หนังสือ Made To Stick ที่สอนวิธีสื่อสารให้คนจำจับใจไว้แล้ว)

โฆษณาในสื่อต่างๆ จึงหมดค่าลงเรื่อยๆ ต่อให้คุณลงโฆษณาแทบตาย จะมีคนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สนใจสินค้าของคุณ และในบรรดาคนพวกนั้นจะมีแค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ที่ตั้งใจดูโฆษณาที่ผ่านมา จากนั้นคุณก็ต้องเอาส่วนเล็กๆ นั่นมาแบ่งเป็นส่วนที่เล็กลงอีกที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าของคุณ

ยากไปไหม?

ในโลกยุคใหม่ สินค้าหรือบริการของคุณต้องโดดเด่น ไม่งั้นก็ตาย

สตีฟ จ็อบส์ กับไอโฟน
สร้างสินค้าที่โดดเด่นจนลูกค้าติดหนึบ

เราได้มาถึงยุคใหม่ นั่นคือ “ยุคหลังโฆษณา” ที่โฆษณาไม่ได้ผลอีกต่อไป กลยุทธ์การตลาดที่ได้ผลลับกลายเป็น “ปากต่อปาก” เหมือนกับสมัยโบราณ เพียงแต่เราปากต่อปากกันผ่านทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ก จึงบอกกันเร็วมาก

กฎใหม่แห่งความสำเร็จคือ สินค้าหรือบริการของคุณต้อง “โดดเด่น” เหมือน “วัวสีม่วง”

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร มีคนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนคนที่กำลังขายสิ่งเดียวกับคุณ เป็นไปไม่ได้ที่ลูกค้าจะซื้อจากทุกคน ลูกค้าจะซื้อจากคนที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้น ไม่มีที่ว่างให้คนที่เป็นอันดับ 2 อีกแล้ว คุณต้องเป็นคนหรือธุรกิจที่โดดเด่นให้ได้

การเป็นวัวสีม่วงไม่ใช่การ “ดีที่สุด” แต่คุณต้อง “แตกต่าง” สินค้าที่โดดเด่นต่างมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ยิ่งถ้าคุณเอาสินค้าที่โดดเด่นประเภทเดียวกันมาเทียบ มันอาจต่างกันราวฟ้ากับเหวได้เลย (บิงโกได้สรุป หนังสือ Originals ที่สอนวิธีสร้างผลงานให้โลกจดจำไว้)

ตัวอย่างเช่น เครือโรงแรม Four Seasons ให้บริการคุณภาพระดับโลก โดยมีทั้งบริการที่น่าประทับใจ การตกแต่งที่แปลกใหม่ตระการตา ฯลฯ จนคนบอกกันปากต่อปาก แต่เราก็ยังมี “ม่านรูดหมายเลข 6” (Motel 6) ที่เน้นความดิบเถื่อน ถูก และสะอาด แต่ทั้งสองเครือโรงแรมไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

ปัญหาใหญ่ก็คือ ถ้าคุณไปหาแรงบันดาลใจจากสินค้าหรือบริการที่มีอยู่แล้ว คุณจะพบธุรกิจที่โดดเด่นก็จริง แต่มันคือความโดดเด่นของเจ้าอื่นที่มีอยู่แล้ว ถึงคุณทำตามคุณก็จะไม่โดดเด่นอยู่ดี

สิ่งที่เสี่ยงที่สุดคือการไม่เสี่ยงอะไรเลย

มี 2 ด้านที่ต้องมีใครสักคนทำไปแล้วแน่นอน คือ “ถูก” กับ “น่าเบื่อ” ดังนั้นคุณต้องหาทางอื่น

แต่บริษัทส่วนใหญ่มักไม่กล้าทดลองไอเดียที่อาจโดดเด่น เพราะพวกเขาไม่กล้าทำสิ่งใหม่ แต่คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้ คุณต้องกล้าเสี่ยง เพราะโลกสมัยใหม่ไม่มีที่ยืนให้สินค้าที่น่าเบื่ออีกต่อไป ถ้าคุณไม่โดดเด่นก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณบนโลกก็ได้

ตัวอย่างของคนกล้าเสี่ยงคือแอนดรูว์ เวล หลังจากเขาเรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อนของเขาล้วนเลือกไปเป็นหมอธรรมดากันหมด แต่แอนดรูว์เลือกทำสิ่งที่พิเศษกว่าใคร เขาทดลองนำการแพทย์สมัยใหม่มาผสานเข้ากับการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นที่ดูถูกในสมัยนั้น แต่เขากลับประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา

กลยุทธ์สู่หายนะที่หลายบริษัทชอบทำคือ “เลียนแบบคู่แข่ง” แต่กลยุทธ์นี้จะไม่มีวันทำให้คุณประสบความสำเร็จ เพราะคุณจะไม่ใช่คนแรกที่ทำสิ่งนั้น คุณจะเป็นแค่ของก็อปเกรดต่ำที่มีเกลื่อนตลาดไปหมด

ค่ายเพลงสมัยก่อนชอบเลียนแบบกันเอง ทั้งรูปแบบเพลง ลักษณะทำนอง เนื้อร้อง แพ็คเกจจิ้ง ฯลฯ แต่เมื่อมีการแข่งขันใหม่จากเพลงออนไลน์ ค่ายเพลงดั้งเดิมก็ล้มไม่เป็นท่าเพราะเพลงเดิมๆ ฟังดูเหมือนกันหมด ไม่มีใครโดดเด่นสักคน

 

มองหากลุ่มลูกค้าที่ชอบลองของใหม่และกระจายข่าวเก่ง

คน 5 แบบ
คน 5 แบบ

จากหนังสือ The Lean Startup ในโลกนี้มีคน 5 แบบ

  1. นักประดิษฐ์ (Innovators) คือคนที่ชอบสร้างสิ่งใหม่ๆ กล้าเสี่ยงและยอมรับว่าอาจล้มเหลวบ้าง
  2. คนชอบลอง (Early Adopters) คือคนที่ลองใช้สิ่งใหม่เป็นคนแรกๆ ถึงแม้ของใหม่จะต้องมีข้อบกพร่องบ้างก็ตาม
  3. คนส่วนใหญ่ที่มาเร็ว (Early Majority) คือคนที่รอให้สินค้าเสถียรก่อนแล้วค่อยใช้
  4. คนส่วนใหญ่ที่มาช้า (Late Majority) เหมือนข้อ 3 แต่มาช้ากว่า
  5. พวกมาสาย (Laggards) เป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะรอให้คนอื่นเปลี่ยนไปใช้ของใหม่ก่อนจึงค่อยเปลี่ยนตาม เหมือนคนที่ยืนยันจะใช้โทรศัพท์แบบปุ่มจนกระทั่งไม่มีขายแล้ว จึงยอมเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทโฟน

เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการที่โดดเด่น ลูกค้าที่ช่วยคุณได้มากที่สุดคือคนที่ชอบลองของใหม่ (Early Adopters) พวกเขาจะตื่นเต้นและช่วยกระจายข่าวเกี่ยวกับสินค้าของคุณก่อนใคร

นั่นแปลว่าคุณควรออกแบบสินค้าให้ดึงดูด Early Adopters เพื่อให้คุณโด่งดังได้เร็ว เช่น ถ้าคุณมีสินค้าเป็นกล้องดิจิตอลที่ใช้ง่ายและราคาถูกกว่ากล้องฟิล์ม คุณจะทำการตลาดอย่างไร? คุณจะขายยังไงให้น่าสนใจที่สุด?

คุณควรเจาะกลุ่มช่างภาพมืออาชีพและคนที่ชอบเทคโนโลยี พวกเขาคือ Early Adopters ที่สนใจว่ากล้องดิจิตอลดียังไง และจะช่วยบอกต่อแก่เพื่อนๆ ที่เป็นคนกลุ่มอื่นด้วย ตอนแรกชื่อเสียงอาจดูเพิ่มขึ้นช้าๆ แต่เมื่อคนรู้จักคุณจนถึงจำนวนหนึ่ง ก็จะถึงจุดเปลี่ยนที่คุณโด่งดังเร็วขึ้นจนไม่น่าเชื่อ

วิธีง่ายๆ คือให้ถามตัวเองดังนี้

  • กลุ่มลูกค้าของคุณพูดถึงสินค้าของคุณอย่างไร?
  • ถ้าลูกค้าจะบอกเพื่อนต่อ พวกเขาทำได้ง่ายแค่ไหน?
  • คนจะพูดถึงสินค้าของคุณแค่ครั้งเดียว หรือทุกวัน?
  • กลุ่มคนที่คุณอยากเจาะตลาดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มไหม? พวกเขาคุยกันหรือเปล่า?

การตลาดคือการสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้น ไม่ใช่ยัดเยียดขายของอะไรก็ได้

ปาร์ตี้จากภาพยนตร์ The Great Gatsby
สร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้น

คุณคิดว่า “การตลาด” คืออะไร?

คนส่วนใหญ่คิดว่า “การตลาด” คือการสื่อสารว่าสินค้าของคุณดีอย่างไร แต่ที่จริงนั่นเป็นแค่การโฆษณา การตลาดเป็นมากกว่านั้นมาก

การตลาดที่ประสบความสำเร็จต้องมีกลยุทธ์รอบด้านตั้งแต่ Day 1 ที่คุณเริ่มต้น ตั้งแต่ตัวสินค้า การออกแบบ การตั้งราคา จนถึงการขาย คุณต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันแรกว่าผู้คนจะพูดถึงสินค้าของคุณอย่างไร

ที่สายการบินเจ็ทบลู ผู้บริหารฝ่ายการตลาดไม่ใช่แค่คนที่ผลิตโฆษณาแล้วเอาไปลงในโทรทัศน์ แต่ผู้บริหารฝ่ายการตลาดยังต้องช่วยคิดตั้งแต่เส้นทางการบิน เครื่องบินที่ใช้ ไปจนถึงการบริการของพนักงาน

หัวใจของการตลาดอยู่ที่ตัวสินค้าหรือบริการ ดังนั้น “สโกแสน” จะต้องสื่อจุดเด่นของสินค้าได้อย่างรวดเร็ว อย่าง “หอเอนปิซา” ในอิตาลีเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดัง เพราะสโลแกนฟังแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า “หอเอน” 

ในทางกลับกัน “วิหารแพนธีออน” ที่จริงสวยกว่าและมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า แต่วิหารนี้ไม่ดังเพราะฟังชื่อแล้วไม่รู้ว่า “มีอะไรดี” วิหารนี้จึงมีนักท่องเที่ยวเพียง 1% ของหอเอนปิซาเท่านั้น

 

โดดเด่นไม่จำเป็นต้องดีที่สุด

คุณต้องการโดดเด่น ไม่ได้ต้องการ “ดีที่สุด”

หลายคนทำสิ่งที่ดีแล้วก็พอใจ แต่สิ่งที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่น และสิ่งที่โดดเด่นก็ไม่จำเป็นต้องดีมาก

เช่น สายการบินอาจโฆษณาว่า “เราบินตรงเวลาและมีระบบความปลอดภัยอันไร้ที่ติ” นี่นับเป็นบริการที่ดี แต่มันไม่โดดเด่น ไม่มีใครชื่นชมสายการบินที่ตรงเวลาหรือปลอดภัย มันไม่โดดเด่น

ขายสบู่ให้เหมือนหลุยส์วิตตอง

สบู่หลุยส์วิตตอง
สบู่หลุยส์วิตตอง

ตัวอย่างที่โดดเด่นมากในหนังสือคือ “สบู่ด็อกเตอร์บรอนเนอร์” เพราะปกติสบู่จะคล้ายกันหมด ยี่ห้อไหนก็ไม่ต่างกันมาก แล้วเขาขายสบู่ยังไงให้โดดเด่น?

ตัวสบู่ด็อกเตอร์บรอนเนอร์คุณภาพก็ธรรมดา โฆษณาก็ไม่ได้ลง แต่สิ่งที่โดดเด่นคือแพคเกจจิ้ง

ไม่ๆๆๆ แพคเกจจิ้งนี้ไม่ได้สวยอะไรเลย ถ้าแพคเกจจิ้งสวยกลับจะยิ่ง “ธรรมดา” เพราะสบู่เจ้าอื่นก็มีแพคเกจจิ้งสวยกันหมด สบู่ด็อกเตอร์บรอนเนอร์ใช้วิธีใส่คำพูดแปลกๆ ลงไปในขวดสบู่เต็มไปหมดหลายพันคำ มีแต่คำพูดบ้าบอทั้งนั้น เช่น:

 

อาหารที่สมดุลสำหรับร่างกายและจิตใจคือยารักษาโรค

 

นึกภาพว่าคุณล้างมืออยู่บ้านเพื่อนแล้วมานั่งอ่านคำพูดบ้าบอพวกนี้เป็นพันคำรอบขวดสบู่ พอออกจากห้องน้ำคุณต้องถามเพื่อนแน่ว่าไปเอาสบู่นี่มาจากไหน 

ฟังดูเป็นไอเดียที่ห่วย แต่มันโดดเด่น และนั่นทำให้สบู่ด็อกเตอร์บรอนเนอร์เติบโตจนมียอดขายปีละกว่า 3 พันล้านบาทในปัจจุบัน

เมื่อคุณมีวัวสีม่วง อย่ารีดนมอย่างเดียว เลี้ยงวัวของคุณให้ดีด้วย

วัวสีม่วง Purple Cow
วัวสีม่วง

สตาร์บัคส์คือวัวสีม่วงตัวใหญ่ พวกเขาสร้างประสบการณ์การดื่มกาแฟที่เหนือกว่าร้านกาแฟอื่นมาก จนกลายเป็นเครือกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับโลก

แต่เมื่อสตาร์บัคส์โด่งดัง บริษัทก็พยายาม “รีดนม” หากำไรให้เร็วและเยอะที่สุด โดยลืมรากฐานไปว่าทำไมพวกเขาจึงโดดเด่นเป็นวัวสีม่วงอย่างทุกวันนี้ แบรนด์สตาร์บัคส์จึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ โฮเวิร์ด ชู้ต จึงต้องกลับมากอบกู้บริษัทโดยการสร้างความโดดเด่นให้แบรนด์อีกครั้ง นี่จึงเป็นบทเรียนว่าการจะมีวัวสีม่วงที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องทำ 2 สิ่งพร้อมกัน

  1. สร้างกำไรจากวัวสีม่วงของคุณ (รีดนมวัว)
  2. สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะเลี้ยงวัวสีม่วงตัวใหม่ขึ้นมาทดแทนตัวเก่า

คนที่โดดเด่นจะถูกวิจารณ์เสมอ กลัวไว้ก็ดีแต่จงลงมือทำไปเถอะ

กล้าที่จะแตกต่าง
กล้าที่จะแตกต่าง

หลายคนหรือธุรกิจไม่กล้าทำตัวเด่น เพราะพวกเขากลัวคำวิจารณ์ แต่การโดดเด่นนั้นต้องมีคนวิจารณ์แน่นอนอยู่แล้ว คำวิจารณ์จึงมาพร้อมกับความโดดเด่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รถยนต์คาดิลแลครุ่น CTS ได้รับคำตำหนิเยอะมากว่าขี้เหร่ น่าเกลียด แต่รถรุ่นนี้กลับขายดี คนที่ซื้อไปก็ชอบมาก แสดงว่ารถรุ่นนี้โดดเด่นจนหลายคนหลงใหล เพียงแต่คนชอบย่อมมาพร้อมกับคนเกลียดก็เท่านั้น

คุณไม่ผิดที่จะกังวล หนังสือ Only the Paranoid Survive ก็สอนให้คุณกังวลอยู่เสมอ แต่คุณจะผิดถ้ากังวลจนไม่ได้เป็นอันทำอะไรเลย

คำวิจารณ์ไม่ใช่ความล้มเหลว คุณควรกังวลด้วยซ้ำถ้าไม่มีใครวิจารณ์คุณเลย มันแปลว่าคุณกำลัง “play safe” หรือ “ปลอดภัยไว้ก่อน” ซึ่งเป็นทางลัดสู่ความล้มเหลว เพราะคุณกำลังขายสิ่งที่น่าเบื่อขึ้นมาอีกชิ้นแล้ว

บริษัทหลายแห่งกลัวที่จะเป็น “วัวสีม่วง” มันทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลง เช่น ปรับโรงงาน ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร การโดดเด่นมักมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงเสมอ 

ลองอ่านหนังสือดีๆ “คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น” และ “5 เทคนิคการคิดฉบับญี่ปุ่น” 

สรุป

ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เราไม่มีพื้นที่ให้สินค้าหรือบริการ “ธรรมดา” อีกต่อไป คุณต้องโดดเด่นไม่อย่างนั้นก็ตาย แต่ความโดดเด่นมักมาจากการกล้าเสี่ยงทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน คุณจะถูกวิจารณ์อย่างเลี่ยงไม่ได้ จงอย่ากลัวคำวิจารณ์และนำมันมาพัฒนาตัวเองดีกว่า

หนังสือที่คุณอาจชอบมากกว่า Purple Cow

นอกจาก Purple Cow บิงโกมีหนังสือและบทความดีๆ อีกมากที่คุณอาจสนใจ ดังนี้

  • คุณอาจลองดูหลักคิดที่ทำให้กูเกิลมีธุรกิจที่โดดเด่นใน How Google Works ซึ่งเป็นวิธีทำธุรกิจที่อดีต CEO ของกูเกิล เอริค ชมิตต์ เขียนด้วยตัวเอง เพื่อสอนการทำธุรกิจในสไตล์กูเกิล
  • นอกจากหนังสือ Purple Cow เซท​​ โกดิน ยังเขียนหนังสือชื่อดังอีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น The Dip, Tribes และ Permission Marketing ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์
  • คนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องธุรกิจจะเริ่มต้นยังไง? พบกับหนังสือ “เปลี่ยนคนธรรมดาให้มีหัวธุรกิจใน 3 ชั่วโมง” ที่เขียนโดยนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นค่าตัวหลักล้าน ซึ่งจะสอนแนวคิดธุรกิจที่ครอบคลุมที่สุด ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นยัน “expert” เหมาะกับทุกคนที่สนใจธุรกิจ ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้น และคนที่อยากเติมความรู้ธุรกิจให้เต็ม!
  • พบกับหนังสือ “คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น” ที่รวมสไตล์การทำงานของคนเยอรมันและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วิธีคิด การสื่อสาร การบริหารเวลา การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการใช้ชีวิต ซึ่งจะเปิดโลกของคุณให้กว้างขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

3 thoughts on “สรุปหนังสือ Purple Cow อยากสำเร็จต้องเป็นวัวสีม่วง

  1. Pingback: สรุปหนังสือ The Dip ยอมแพ้ให้ถูกเวลา... และอย่ายอมแพ้ให้ถูกเวลาเช่นกัน

  2. Pingback: สรุปหนังสือ Tribes เป็นหัวหน้าเผ่าในโลกสมัยใหม่ - สำนักพิมพ์บิงโก

  3. Pingback: สรุปหนังสือ Permission Marketing ขายออนไลน์แล้วทำไมยังเจ๊ง - สำนักพิมพ์บิงโก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *