สรุปหนังสือ Leaders Eat Last สอนภาวะผู้นำ นำอย่างไร ให้ได้ทั้งใจ ได้ทั้งงาน

ผลประโยชน์ของทีมต้องมาก่อนตัวเองเสมอ

เพราะผู้นำต้องกินเป็นคนสุดท้าย Leader Eat Last

เมื่อปี 2011 ไซมอน ซิเนค นักการตลาดและนักพูดชื่อดังแห่งเวที TED Talk ได้เขียนหนังสือขายดีเล่มหนึ่งที่ชื่อ Start With Why เพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับการสื่อสารให้ได้ผลมากที่สุด อีก 2 ปีต่อมา เขาได้ซุ่มเขียนหนังสืออีกเล่มคือ Leader Eat Last คราวนี้เขาตั้งใจชี้ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของความเป็นผู้นำผ่านประสบการณ์ส่วนตัวและเรื่องราวของบุคคลชื่อดังหลายต่อหลายคน

Simon Sinek เคยขึ้นบรรยายเวที TED talk หัวข้อ How great leaders inspire action? และ Why great leaders make you feel safe?

ซิเนคได้แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้จากคลิปวิดีโอหนึ่งซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ของทหารอเมริกันถูกซุ่มโจมตีในอัฟกานิสถาน ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่ร้อยเอกสเวนสันและเพื่อนทหารอีกคนกำลังประคองทหารผู้บาดเจ็บไปที่เฮลิคอปเตอร์ กล้องติดหมวกจับภาพร้อยเอกสเวนสันกำลังโน้มตัวลงไปจูบหน้าผากของนายทหารที่บาดเจ็บคนนั้น ก่อนที่จะหันกลับไปช่วยคนอื่นต่อ

Let us die together, I won’t left anyone behind.

ซิเนคเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า อะไรเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อผู้อื่น? คนแบบนี้จะหาเจอได้ที่ไหน? ทำไมเราไม่มีเพื่อนร่วมงานแบบนี้บ้าง?

คุณอาจจะคิดว่า คนพวกนี้คงเป็นคนที่ดีกว่าคนทั่วไป เขาจึงเป็นทหารและยินดีที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ข้อสรุปนี้ผิดโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อซิเนคถามเหล่าวีรบุรุษที่ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองว่า “ทำไมคุณทำแบบนั้น?” พวกเขาตอบแบบเดียวกันว่า “ถ้าเป็นคนอื่น เขาก็จะทำกับฉันแบบเดียวกัน”

ซิเนคจึงได้ข้อสรุปว่า

ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่จะทำสิ่งน่าทึ่งเหล่านี้ได้

คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความรู้สึกไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง สิ่งเหล่านี้เกิดจากความรู้สึกไม่ใช่คำสั่ง คุณไม่สามารถเดินไปตบไหล่ลูกน้องเบาๆ แล้วพูดว่า “เชื่อฉันสิ” แล้วลูกน้องจะเชื่อใจคุณ คุณไม่สามารถประกาศข้อบังคับให้พนักงาน 2 คนเชื่อใจกัน แล้วพวกเขาจะเชื่อใจกันจริงๆ ได้หรอก

 

ต้นกำเนิดของความเชื่อใจ

ย้อนกลับไป 50,000 ปีก่อน ช่วงยุคหินเก่า โลกเราเต็มไปด้วยภัยอันตราย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า สภาพอากาศ หรือสิ่งรอบตัว ล้วนสามารถทำให้อายุขัยของมนุษย์สั้นลง มนุษย์เลยกลายเป็นสัตว์สังคม อยู่ กินและทำงานร่วมกันกับคนในเผ่าของตัวเองซึ่งเป็นที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย จนเกิดเป็นวงกลมแห่งความปลอดภัย

วงกลมแห่งความปลอดภัย (The Circle of Safety)

ถ้าคุณอยู่ในเผ่า คุณสามารถนอนหลับสนิทตลอดคืนโดยไว้ใจให้คนในเผ่าเฝ้าระวังภัยอันตรายให้ ความเชื่อใจและความร่วมมือจึงถูกพัฒนาขึ้นในวงกลมแห่งความปลอดภัยนี้

ปัจจุบัน โลกเรายังคงเต็มไปด้วยอันตรายเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องราวออกไป มีหลายสิ่งสามารถรบกวนชีวิตและบั่นทอนโอกาสในการประสบความสำเร็จของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นกลไกเศรษฐกิจ ความผันผวนในตลาดหุ้น หรือเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่ โดยที่คุณไม่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้เลย

 

ผู้นำสำคัญมากกว่าที่คุณคิด

ปัจจัยเดียวที่ผู้นำสามารถควบคุมได้คือ บรรยากาศในองค์กร เพราะผู้นำคือคนที่สามารถกำหนดทุกอย่างในองค์กรได้ เมื่อผู้นำเลือกความปลอดภัยของคนในกลุ่มเป็นเป้าหมายแรกและพร้อมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อให้คนในองค์กรปลอดภัย สิ่งมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นได้

ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจึงเปรียบเสมือนพ่อแม่ที่คอยปกป้องดูแลให้พนักงานปลอดภัยและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผู้นำจะมอบโอกาสให้พนักงานลองผิดลองถูกและผลักดันให้พวกเขาประสบความสำเร็จก้าวหน้ายิ่งกว่าตัวเอง

ถ้าบรรยากาศในองค์กรไม่ดี พนักงานแต่ละคนจะใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ส่งผลให้องค์กรอ่อนแอลง

จากรายงานของบริษัทให้คำปรึกษา Mercer, LLC ระบุว่า ในปี 2011 หนึ่งในสามของพนักงานทั่วอเมริกาครุ่นคิดเรื่องการลาออก ถ้าพนักงานเหล่านั้นลาออกจริงๆ ก็คงไม่เกิดปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเพียงแค่ 1.5% เท่านั้นที่ลาออก ตัวเลขนี้สื่อความหมาย 2 อย่างคือ

  • มีคนจำนวนมากอยากลาออกจากงาน
  • ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทนอยู่กับงานเดิม เพราะเรื่องเงิน ครอบครัว ความไม่ปลอดภัย หรือไม่สามารถหางานอื่นได้

ถ้าคุณเคยคลุกคลีกับพนักงานที่กำลังคิดเรื่องลาออก คุณจะรู้ว่า คนพวกนี้มีอัตราการทำงานที่ต่ำมาก ซึ่งจากงานวิจัยของ Gallup เสริมข้อมูลนี้อีกว่า อัตราการทำงานที่ต่ำนี้ส่งผลให้อเมริกาสูญเสียกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

 

สิ่งที่ผู้นำทำส่งผลโดยตรงต่อพนักงาน

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัย College London พบว่า คนที่เป็นทุกข์กับงานจะรู้สึกหดหู่เท่าๆ กับหรือมากกว่าคนที่ว่างงานด้วยซ้ำ พนักงานที่รู้สึกว่างานที่ตัวเองทำนั้นถูกองค์กรมองข้ามและไม่มีใครให้คุณค่าจะมีโอกาสได้รับผลกระทบจากโรคหัวใจ

ในปี 2013 ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นจาก Gallup ที่ได้ผลอย่างน่าประหลาดใจคือ เมื่อหัวหน้าเพิกเฉยต่อลูกน้อง จะมีลูกน้อง 40% ตีตัวออกห่างจากงาน แต่ถ้าหัวหน้าวิจารณ์พวกเขา จะมีลูกน้อง 22% ตีหัวออกห่างจากงาน มันแสดงให้เราเห็นว่า การวิจารณ์ลูกน้องทำให้มีพนักงานที่ใส่ใจกับงานเพิ่มขึ้นถึง 18% ลองคิดดูนะครับ ถ้าผู้นำองค์กรไม่มีความเป็นผู้นำจะส่งผลต่อบริษัทมากน้อยแค่ไหน

 

เราเห็นตัวเลขสำคัญกว่าคนตั้งแต่เมื่อไหร่

วันที่ 3 สิงหาคม 1981 พนักงานควบคุมการบินของสหรัฐฯ จำนวนมากรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเงินเดือนและลดชั่วโมงการทำงานของพนักงาน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เที่ยวบินหลายพันเที่ยวต้องถูกยกเลิก การค้าหยุดชะงัก ประเทศสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์

2 วันต่อมา ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนตัดสินใจไล่พนักงานควบคุมการบินทั้ง 11,359 คน ออกจากตำแหน่ง และห้ามพนักงานเหล่านี้ทำงานด้านการบินตลอดชีพ

สิ่งที่ประธานาธิบดีเรแกนทำในวันนั้นเป็นการส่งสัญญาณไปให้ผู้ประกอบการทั่วอเมริกาได้เห็นตัวอย่างในการบริหารจัดการภายในองค์กรว่า ถ้าพนักงานประพฤติตัวไม่เหมาะสม การไล่ออกที่เคยเป็นทางเลือกสุดท้ายต้องกลายเป็นตัวเลือกแรก

 

ประธานาธิบดีเรแกนเลือกปกป้องเม็ดเงินการค้าก่อนปกป้องพนักงาน

ปัจจุบัน เราถูกรายล้อมไปด้วยการวัดผลและประเมินเป็นตัวเลขไม่ว่าจะเป็น ยอด Like ใน Facebook หรือจำนวน Follower ใน Twitter ทำให้คนสมัยนี้เชื่อใจกันน้อยลง เราประเมินคนรอบข้างเป็นเพียงตัวเลขจนลืมไปว่าสิ่งเดียวที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ก็คือ คน

 

ใช้ตัวเลขเป็นเครื่องมือตัดสิน

หนึ่งในบรรดาผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงก้องโลกคือ แจ็ค เวลช์ เขาเข้ามาเป็นซีอีโอของบริษัท General Electric(GE) ตั้งแต่ปี 1981 จนถึงปี 2000

ไม่มีหนังสือการบริหารเล่มไหนบนโลกที่ไม่อ้างถึงแนวคิดและวิธีการบริหารจัดการของ Jack Welch

หลักการบริหารที่เวลช์ใช้คือ ในทุกปีเขาจะปลดผู้จัดการที่มีผลงานอันดับล่างๆ จำนวน 10% ออก แล้วมอบโบนัสและสิทธิ์ในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่กำหนดแก่ผู้จัดการที่สร้างผลงานโดดเด่นจำนวน 20% บนแทน

อีกแนวคิดการทำธุรกิจที่โด่งดังในยุคนี้คือ The Lean Startup ซึ่งให้ความสำคัญกับการแปลความหมายของทุกตัวเลข เพื่อช่วยให้ผู้ก่อตั้งเข้าใจว่าบริษัทกำลังเดินไปถูกทาง (คุณสามารถอ่านสรุปหนังสือ The Lean Startup เพิ่มเติมได้ที่นี่ [สรุปหนังสือ The Lean Startup])

การพุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขก็เหมือนการให้คีโม เพราะถึงคุณจะสามารถแก้ปัญหาได้ทันทีแต่มันก็เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาด้วยเช่นกัน

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ถ้าไม่สนใจที่ตัวเลขผลประกอบการ แล้วเราจะสนใจเรื่องไหนกัน”

Marissa Mayer ในช่วงที่ทำงานเป็นรองผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Google เธอทดสอบเฉดสีฟ้าทั้งหมด 41 เฉดเพื่อให้ได้เฉดที่ส่งผลการคลิกของผู้ใช้ (ซึ่งส่งผลต่อรายได้ Google อีกทอด)

ทางแก้ไม่ใช่การเป็นเชียร์ลีดเดอร์

จอร์จ เจ ฟลินน์ นายพลนาวิกโยธินที่เกษียณแล้วเคยกล่าวไว้ว่า “วิสัยทัศน์ของผมนั้นเรียบง่ายมาก ผมอยากปั้นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจว่า องค์กรจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับความสามารถในการเป็นผู้นำไม่ใช่ความสามารถในการบริหารจัดการ”

คำกล่าวของฟลินน์ไม่ได้หมายความว่า ทักษะการบริหารจัดการนั้นไม่สำคัญ ผู้นำแค่คอยสนับสนุนพนักงานให้ทำงานเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้ว ผู้นำที่ขาดทักษะการบริหารจัดการจะไม่ได้รับความเคารพจากพนักงานอย่างแน่นอน

กลับกันถ้าคุณมีความเป็นผู้นำสูง พนักงานก็ยังไม่เชื่อคุณทั้งหมดหรอกถ้าคุณไม่มีผลงานใดๆ ที่จับต้องได้เลย

สรุปก็คือ ผู้นำที่ดีจะมีความเป็นผู้นำสูงหรือเก่งด้านบริหารจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แล้วคำตอบของผู้นำที่ดีคืออะไร?

 

LEADERS EAT LAST ผู้นำกินคนสุดท้าย

ประโยคที่ว่า “Leaders eat last (ผู้นำกินคนสุดท้าย)” ไม่ได้เป็นเพียงสำนวนหรือคำเปรียบเปรย ในแวดวงทหารเรือ ซึ่งทหารยศสูงจะเป็นคนที่ทานข้าวคนสุดท้ายเสมอ แต่มันแสดงให้เห็นว่าผู้นำต้องรับผิดชอบกับหน้าที่ที่มากขึ้นจนต้องทานข้าวเป็นคนสุดท้าย

เจมส์ ซีเนกัล เป็นตัวอย่างของผู้นำที่เข้าใจความหมายของประโยคนี้เป็นอย่างดี

Costco เป็นบริษัทค้าปลีกจำพวกค้าส่งหรือ Wholesale ขนาดใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ซีเนกัลคือผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจ Costco บริษัทค้าปลีกจำพวกค้าส่ง (Wholesale) ขนาดใหญ่ของอเมริกา และเขาเพิ่งเกษียณไปเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา เขาได้รับฉายาว่า ขั้วตรงข้ามของแจ็ค เวลช์ เพราะซีเนกัลเชื่อว่า ถ้าเราปฏิบัติต่อพนักงานเหมือนอย่างครอบครัว พนักงานก็จะตอบสนองกลับมาด้วยความเชื่อใจ

แน่นอนว่าแนวคิดดังกล่าวของเขาถูกโจมตีจากนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นว่า

“ซีเนกัลมีเมตตาเกินไป เขาไม่กล้าปฏิเสธคำร้องขอขึ้นค่ารักษาจากพนักงานด้วยซ้ำ”

“ถ้าคุณเลือกได้ ให้เลือกเป็นลูกจ้างหรือลูกค้าของ Costco อย่าเป็นผู้ถือหุ้นของพวกเขาเลย”

แต่ถ้าเราลองนำราคาหุ้นของทั้ง GE และ Costco มาเปรียบเทียบกัน คุณจะพบว่าคำวิจารณ์ของนักวิเคราะห์อาจฟังดูโหดร้ายเกินไปหน่อย เพราะถ้าคุณลงทุนในหุ้นของ GE ในปี 1986 แล้วขายทิ้งช่วงต้นปี 2013 คุณจะได้ผลตอบแทนประมาณ 600% แต่ถ้าคุณลงทุนใน Costco คุณจะได้ผลตอบแทนมากถึง 1,200%

แม้ตัวเลขนี้อาจจะบอกอะไรไม่ได้มากเพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่ราคาหุ้นจะสูงขึ้น แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า แนวคิดความเป็นผู้นำของซีเนกัลก็น่าสนใจเช่นกัน

 

ผู้นำที่ดีต้องมองระยะยาว

“ผลประโยชน์ของทีมต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอ”

นี่เป็นทางเดียวที่จะสร้างความสำเร็จได้ในระยะยาว สมาชิกทุกคนในทีมจะมีทัศนคติแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือองค์กรที่ดี วัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเชื่อมั่นในตัวผู้นำ และผู้นำก็เชื่อในตัวพนักงานด้วย

ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งผู้นำองค์กร อย่าลืมให้เวลากับพนักงานด้วยนะครับ พวกเขาจะได้รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่า มีคนใส่ใจในผลงานและความคิดของเขาเสมอ

สุดท้ายนี้ก็อยู่ที่ตัวของคุณแล้วล่ะว่า คุณจะเป็นผู้นำที่ยึดเป้าหมายจากตัวเลขเป็นหลักหรือไม่? คุณเห็นลูกค้าและพนักงานเป็นตัวเลขหรือเป็นคนแบบเดียวกับคุณ? และคุณจะเลือกเป็นผู้นำแบบแจ็ค เวลช์หรือเจมส์ ซีเนกัล?

ขอแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

  • ถ้าอยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารในองค์กรของ Simon Sinek ให้อ่านหนังสือ Start With Why ซึ่งผมทำสรุปไว้แล้ว อ่านได้ที่ -> [สรุปหนังสือ Start With Why]