สรุปหนังสือ I will teach you to be rich หนังสือที่จะทำให้โค้ชการเงินตกงาน

I Will Teach You to Be Rich เป็นหนังสือขายดีติดอันดับ New York Times ที่สอนทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินของคุณ แถมเนื้อหาในเล่มก็ครอบคลุมแทบทุกอย่างที่ “โค้ชการเงิน” ทุกคนจะสอนคุณ

โดยธรรมชาติแล้วการบริหารเงินจะทำให้คุณรวยช้าๆ แต่มั่นคง แต่ถ้าคุณทำตามวิธีจากหนังสือเล่มนี้ ผมรับประกันว่าทุกคนสามารถรวยได้ เพียงแค่ใช้เวลารอเท่านั้นเอง

กฎพื้นฐานของการบริหารเงิน

การบริหารเงินคือ คุณสามารถนำเงินไปไว้ให้ถูกที่แล้วไม่ต้องไปแตะมัน จากนั้นคุณแค่รอให้มันเพิ่มขึ้นเองจนคุณโดยมี 3 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้คือ

  1. บริหารจัดการบัตรเครดิต
  2. ออมเงินแล้วเอาเงินไปอยู่ให้ถูกที่ เสร็จแล้วไม่ต้องไปแตะมันให้เหนื่อยเปล่า
  3. ลงทุนให้เงินงอกเงย

การบริหารเงินที่จริงไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าโค้ชการเงินทั้งหลายบอกคุณแบบนั้นตรงๆ พวกเขาจะตกงานเลยทำให้มันดูยากเข้าไว้

สื่อต่างๆ ชอบนำเสนอวิธีที่ไร้ประโยชน์ในการบริหารเงิน เช่น “เลิกกินกาแฟตอนเที่ยง” หรือ “ให้เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ อย่าซื้อของที่ไม่ใช่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค” แต่คำแนะนำแบบนี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่คนสมัยปัจจุบันมีวิถีชีวิตต่างออกไป

การบริหารเงินกับการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ทุกคนจำเป็นต้องบริหารเงินของตัวเองไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรกลัว ถ้าคุณขาดทุนตอนยังหนุ่มสาว คุณจะสบายกว่าขาดทุนตอนแก่มากนัก นอกจากนี้คุณยังไม่ควรเก็บเงินไว้เฉยๆ ในธนาคาร เพราะเงินคุณก็จะเสื่อมค่าไปเองด้วยเงินเฟ้อ (เมื่อข้าวของแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินก้อนเดิมของคุณจึงซื้อของได้ปริมาณน้อยลงในอนาคต เท่ากับว่าเงินเสื่อมค่านั่นเอง)

คุณสามารถเริ่มบริหารเงินได้แม้คุณจะยังไม่มีเงิน เพราะแค่คุณเก็บเงิน 100 บาททุกวัน เมื่อเวลาผ่านไปมันก็สะสมกลายเป็นเงินล้านได้เช่นกันครับ

 

จงใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด

บัตรเครดิตเป็นดาบสองคม ประโยชน์มันคือถ้าคุณจ่ายหนี้บัตรตรงเวลา มันก็เหมือนบริการเงินกู้ระยะสั้นที่คุณใช้ได้ฟรี แต่ถ้าคุณเป็นหนี้บัตรเครดิตเมื่อไหร่ ทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจะทับถมกัน จนคุณต้องร้องโอดครวญ

ผมขอแนะนำวิธีใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์กับคุณดังนี้

  1. ถ้าคุณเป็นหนี้บัตรเครดิต คุณต้องปลดหนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหนี้บัตรเครดิตจะสูบเงินคุณจนเกลี้ยงไม่เหลือไปทำอย่างอื่นต่อ

วิธีปลดหนี้ให้เร็วที่สุดคือ คุณต้องรวมยอดหนี้จากบัตรเครดิตหลายใบออกมา แล้ววางแผนในแต่ละเดือนว่าจะจ่ายให้ครบได้อย่างไร แต่ถ้าถ้าคุณไม่มีปัญญาจ่ายคืนจริงๆ ให้คุณโทรหาเจ้าหนี้แล้วบอกเขาไปตามตรงว่าไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย และคุณกับเขาจะร่วมกันแก้ปัญหา วิธีนี้คุณอาจจะได้เจรจาลดหนี้ลง

  1. ถ้าคุณไม่ได้เป็นหนี้บัตรเครดิต คุณสามารถเพิ่มวงเงินได้ ถ้าคุณบริหารให้ดีมันจะเหมือนคุณได้กู้เงินโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ต้องระวังจ่ายหนี้ให้ครบทุกเดือน
  2. ตั้งค่าให้บัตรเครดิตตัดเงินจากบัญชีธนาคารโดยอัตโนมัติ เพื่อตัดความเสี่ยงที่คุณจะลืมจ่ายหนี้ และเพื่อไม่ให้คุณต้องมาวุ่นวายกับการตามจ่ายค่าบัตรเครดิตทีหลัง
I will teach you to be rich
กองทุนมีหลายประเภท คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารทั่วไป

เริ่มหัดลงทุน แม้ว่าคุณจะมีเงินแค่ 1,000 บาท

คุณไม่มีวันรวยจากการออมเงิน แม้คุณจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณจะติดอยู่กับเงินเท่าที่คุณเก็บสะสมมา ไม่มีทางมากเกินไปกว่านั้นได้

ถ้าอยากรวย คุณต้องลงทุน เพราะการลงทุนคือการที่คุณจะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไร เปรียบเสมือนการให้เงินทำงานแทนคุณ

การลงทุนมี 2 แบบ แบบแรกคือคุณซื้อหุ้นแล้วกำไรจากหุ้นโดยตรง แบบที่สองคือคุณซื้อกองทุน แล้วกองทุนก็จะเอาเงินของคุณไปซื้อหุ้นแทนให้ การลงทุนแบบที่สองจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหน ซึ่งคุณสามารถซื้อกองทุนที่ธนาคารไหนก็ได้ใกล้บ้าน

ผมอยากให้คุณมองเงินสำหรับลงทุนเป็น “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” ของคุณ ความมั่งคั่งส่วนนี้จะโตขึ้นได้สองแบบ คือคุณใส่เงินเข้าไปเพิ่ม หรือการลงทุนนั้นได้กำไรงอกงาม

ถ้าคุณลงทุนกับกองทุน เงินคุณจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยตัวมันเองจากผลกำไรที่ได้ ดังนั้นคุณแค่ใส่เงินเพิ่มเข้าไปใน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” นั้นเรื่อยๆ ยิ่งคุณใส่เงินเพิ่มเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเยอะ และคุณก็จะรวยเร็วขึ้นเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะแบ่งเงินไปลงทุนเท่าไหร่ดี คุณสามารถใช้สูตรลัดได้เลยคือ คุณสามารถแบ่งรายได้ในแต่ละเดือน เช่น 5% หรือ 10% ไว้สำหรับลงทุน

10% ของเงินเดือนอาจจะดูน้อย แต่น้อยนี่แหละดี! เพราะเมื่อมันเป็นจำนวนน้อยแสดงว่าคุณสามารถแบ่งเงินส่วนนี้มาลงทุนได้โดยไม่กระเทือนชีวิตความเป็นอยู่ เมื่อคุณแบ่งมาทุกเดือนๆ จะทำให้มันสะสมจนเป็นเงินก้อนโตเองโดยอัตโนมัติ เมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะรวยเองได้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร หรือถ้าใครอยากรวยเร็วขึ้นอีก จะแบ่งส่วนรายได้มา 30% หรือ 50% มาลงทุนเลยก็ยังได้

 

จดทุกรายจ่าย แล้วปรับวิธีใช้เงินตามที่คุณต้องการ

คุณไม่จำเป็นต้องเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ คุณเป็นคนหามันมาดังนั้นคุณจะใช้เงินอย่างไรก็ได้ แต่คุณต้องรู้ตัวว่าคุณใช้เงินไปเท่าไหร่แล้วใช้ไปกับอะไร

คุณเคยรู้สึกผิดเวลาซื้อของอะไรสักอย่าง แต่คุณก็ซื้อมันอยู่เรื่อยๆ หรือไม่?

นี่คือพฤติกรรมที่คุณต้องปรับปรุง ให้คุณพยายามลดการจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่ค่อยสำคัญกับคุณ แล้วใช้เงินไปกับสิ่งที่คุณสนใจจริงๆ หรือคุณจะแบ่งรายได้เป็นก้อนๆ แล้วใช้สูตรดังนี้ก็ได้

  • 60% เอาไปจ่ายค่ากินอยู่ (ค่าเช่าบ้าน น้ำไฟ อาหาร หนี้)
  • 10% เอาไปลงทุน (หุ้นหรือกองทุน)
  • 10% สำรองเผื่อเจอเรื่องไม่คาดฝัน (ถ้าเหลือก็เอาไปลงทุนหรือไปใช้จ่าย)
  • 20% จะเอาไปใช้จ่ายหาความสุขตามใจคุณ

เคล็ดลับในการควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเองก็คือ ให้แบ่งเงินล่วงหน้าเป็นกองต่างๆ สำหรับใช้จ่ายในแต่ละส่วน ถ้าเดือนไหนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายกองนั้นหมด ก็ห้ามทำอย่างนั้นอีกจนกว่าจะถึงเดือนหน้า เช่น ถ้าคุณแบ่งเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ถ้าเงินกองนั้นหมดคุณก็ต้องห้ามออกไปอีกจนกว่าจะถึงเดือนหน้า

 

เลือกจ่ายบิลต่างๆ แบบอัตโนมัติ คุณจะประหยัดเวลาไปได้มาก

การจ่ายบิลต่างๆ นั้นเป็นเรื่องจุกจิกน่ารำคาญ ถ้าเป็นไปได้ให้คุณตัดเงินจากบัญชีไปจ่ายโดยอัตโนมัติจะดีกว่า

 

อย่าสนใจมืออาชีพ แล้วลงทุนอย่างเรียบง่าย

ในโลกของการลงทุน มีมืออาชีพอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือคนที่ลงทุนเก่งจริงๆ พวกนี้มักจะลงทุนเก่งจนรวยและไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นง่ายๆ หรือไม่ก็บริหารเงินให้เศรษฐีพันล้านเท่านั้น

มืออาชีพอีกแบบคือพวกที่คุณมักเห็นเขาทำนายราคาหุ้นอยู่ตามโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ แต่มืออาชีพเหล่านี้มักทำนายผิด เพราะพวกเขาไม่รู้จริง ผลการวิจัยหนึ่งพบว่า บริษัทให้คำปรึกษา 47 จาก 50 แห่งแนะนำหุ้นของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายอย่างต่อเนื่อง

วิธีลงทุนที่ปลอดภัยและรับประกันว่าคุณจะรวยจริงๆ คือไม่ต้องฟังมืออาชีพว่าควรจะซื้อหุ้นตัวไหน แล้วซื้อกองทุนแทนจะง่ายกว่า

 

เลือกกองทุนที่มีค่าดำเนินการต่ำ

กองทุนมี 2 แบบ คือแบบที่ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นเอง ซึ่งเป็นหุ้นที่เขาคิดว่าดีและเหมาะสม กับอีกแบบคือกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนซื้อหุ้นให้ครบทุกตัวในตลาดหุ้น แล้วเขาก็นั่งจิบกาแฟโดยไม่ต้องเลือกหุ้นเองแม้แต่ตัวเดียว

กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นจะมีค่าบริหารกองทุนสูง เพราะเขาต้องเหนื่อยในการคัดสรรหุ้นต่างๆ ส่วนกองทุนที่ซื้อหุ้นทุกตัวโดยผู้จัดการไม่ได้ทำอะไรนั้นจะมีค่าดำเนินการต่ำ ผมแนะนำให้คุณเลือกกองทุนประเภทค่าดำเนินการต่ำไว้ก่อน

มีงานวิจัยว่า ผู้จัดการกองทุนที่ยังไม่ได้ลาออกนั้น เลือกหุ้นผิดตัวถึง 75% (เพราะถ้าคนไหนเก่งมากๆ ก็ลาออกหรือไปบริหารเงินให้มหาเศรษฐีเรียบร้อยแล้ว) ดังนั้นคุณควรเลือกกองทุนที่ซื้อหุ้นครบทุกตัวในตลาดหุ้น โดยผู้จัดการกองทุนมีส่วนบริหารน้อยที่สุด

 

สรุปสุดท้ายก่อนวางหนังสือ I will teach you to be rich

ใช้บัตรเครดิตโดยอย่าเป็นหนี้ ออมเงินและลงทุน โดยลงทุนในกองทุนที่มีค่าดำเนินการต่ำ แล้วในที่สุดคุณจะรวยเอง

แต่การรวยด้วยวิธีข้างบนนั้นอาจใช้เวลามาก ถ้าคุณอยากรวยเร็วกว่านี้ คุณก็มีอีก 2 ทางเลือก

  1. ลงทุนโดยเลือกหุ้นเอง เริ่มได้จากการอ่านหนังสือ The Intelligent Investor
  2. สร้างธุรกิจให้รวยใน 2 ปี ซึ่งอ่านวิธีได้จากบทความสรุปหนังสือ The 4-Hour Workweek

การซื้อกองทุนทำให้รวยได้จริงหรือ?

บางคนอาจจะไม่เชื่อว่าแค่ออมเงินแล้วซื้อกองทุนจะทำให้รวยได้จริง เรื่องนี้ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดในหนังสือ I will teach you to be rich ผมเลยคิดว่าต้องอธิบายเพิ่มให้คุณฟัง 2 เรื่อง คุณถึงจะเข้าใจได้จริงๆ

  • ดอกเบี้ยทบต้น
  • ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น

 

ดอกเบี้ยทบต้น

การลงทุนคือการที่เรามีเงินต้นแล้วเอาไปลงทุนจนได้กำไรจากเงินต้น เพราะฉะนั้นผลตอบแทนจะเป็น % เทียบกับเงินต้น

ถ้าคุณลงทุนเก่ง ได้ผลตอบแทน 30% คุณก็จะได้ผลตอบแทนต่างกันตามเงินต้น เช่น

  • เงินต้น 100 บาท คุณจะได้ผลตอบแทน 30 บาท
  • เงินต้น 1,000 บาท คุณจะได้ผลตอบแทน 300 บาท
  • เงินต้น 10,000 บาท คุณจะได้ผลตอบแทน 3,000 บาท

แต่ถ้าคุณลงทุนต่อเนื่องกัน 20 ปี “เงินต้น” ของแต่ละปีจะกลายเป็นเงินจากปีก่อนหน้า

ถ้าคุณมีเงินต้นปีแรก 100 บาท ได้ผลตอบแทน 30% (30 บาท) รวมเป็น 130 บาท
ปีถัดไปคุณจะมีเงินต้น 130 บาท ได้ผลตอบแทน 30% (39 บาท) รวมเป็น 169 บาท
ปีถัดไปคุณจะมีเงินต้น 169 บาท ได้ผลตอบแทน 30% (51 บาท) รวมเป็น 220 บาท
ปีถัดไปคุณจะมีเงินต้น 220 บาท ได้ผลตอบแทน 30% (66 บาท) รวมเป็น 286 บาท
.
.
.
เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

คุณจะเห็นว่าผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพราะฐานเงินต้นของคุณเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน ดังนั้นยอดเงินรวมของคุณจะโตไวมาก มันจะโตแบบดอกเบี้ยทบต้น

ถ้าคุณได้ผลตอบแทนปีละ 10% เมื่อผ่านไป 30 ปีคุณจะได้ผลตอบแทน 17 เท่า
ถ้าคุณได้ผลตอบแทนปีละ 20% เมื่อผ่านไป 30 ปีคุณจะได้ผลตอบแทน 237 เท่า
ถ้าคุณได้ผลตอบแทนปีละ 30% เมื่อผ่านไป 30 ปีคุณจะได้ผลตอบแทน 2619 เท่า

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าคุณลงทุน เงินคุณจะโตเร็วอย่างก้าวกระโดด

ถ้าคุณเริ่มที่เงิน 100,000 บาท แล้วได้ผลตอบแทนสัก 20% ผ่านไป 30 ปีคุณจะมีเงิน 100,000 x 237 = 23.7 ล้าน และถ้าคุณใส่เงินเพิ่มระหว่างนั้นก็จะมีมากขึ้นอีก

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น

หุ้นก็คือกระดาษที่แสดงความเป็นเจ้าของบริษัท เช่น สมมุติว่าบริษัท A ถูกแบ่งเป็น 1 ล้านหุ้น การที่คุณถือหุ้นอยู่ 3 หุ้น หมายความว่าคุณมีความเป็นเจ้าของอยู่ 3 ในล้าน และถ้าคุณหาหุ้นมาได้ครบทั้งล้านใบ คุณก็จะกลายเป็นเจ้าของบริษัทนั้น 100%

หุ้นของบริษัทใหญ่ๆ จะถูกซื้อขายกันในตลาดหุ้น ซึ่งคุณเองก็สามารถซื้อได้โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (หรือที่เรียกว่า โบรกเกอร์) ถ้าบริษัทไหนเติบโต ราคาหุ้นก็จะขึ้น ถ้าบริษัทไหนย่ำแย่ ราคาหุ้นก็จะลง

ในโลกนี้ไม่มีบริษัทไหนอยู่ค้ำฟ้า ทุกบริษัทเริ่มจากเล็กๆ แล้วก็เติบโตขึ้น จากนั้นก็ล้มหายไป มีบริษัทใหม่เติบโตขึ้นมาแทนที่วนเวียนเป็นวัฏจักร ดังนั้นถ้าคุณเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัว คุณก็มีโอกาสกำไรหรือขาดทุน ขึ้นกับว่าหุ้นตัวที่คุณซื้อจะเติบโตหรือล้มหายไป ทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ราคาหุ้นเฉลี่ยทุกตัวจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น นั่นเพราะเศรษฐกิจเราค่อยๆ เจริญขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่เรามักไม่รู้ตัว ทุกปีที่ผ่านจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา สังคมเจริญขึ้น คนมีการศึกษามากขึ้น ฯลฯ ดังนั้น หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทจึงค่อยๆ ราคาสูงขึ้นโดยเฉลี่ย

จริงอยู่ที่จะมีบางบริษัทล้มหายไป แต่มันก็จะถูกแทนที่ด้วยบริษัทหน้าใหม่ที่แข็งแรงขึ้น รวมๆ กันแล้วราคาหุ้นก็เลยค่อยๆ สูงขึ้นโดยเฉลี่ย

กราฟแสดงดัชนีหุ้น SET INDEX ย้อนหลัง 30 ปี

กราฟข้างบนเป็นดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2540 ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง (ดัชนี เป็นตัวเลขเปรียบเทียบราคาหุ้นโดยเฉลี่ย)

ส่วนกราฟด้านล่างนี้เป็นดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ (อเมริกา) ราคาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

กราฟแสดงดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ในสหรัฐอเมริกา ย้อนหลัง 30 ปี

 

ถ้าคุณดูระยะสั้น บางปีราคาหุ้นก็ขึ้น บางปีก็ลง มันขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่ไม่นอน แต่ถ้าคุณถือยาวสัก 4-5 ปี จะไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่คุณจะขาดทุน นั่นเพราะถ้าคุณมั่นคงและถือยาวพอ เศรษฐกิจจะเจริญขึ้นในระยะยาว และราคาหุ้นซึ่งเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นตาม

ถ้าคุณดูระยะสั้น บางปีราคาหุ้นก็ขึ้น บางปีก็ลง มันขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่ไม่นอน แต่ถ้าคุณถือยาวสัก 4-5 ปี จะไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่คุณจะขาดทุน นั่นเพราะถ้าคุณมั่นคงและถือยาวพอ เศรษฐกิจจะเจริญขึ้นในระยะยาว และราคาหุ้นซึ่งเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นตาม

คำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ก็คือ ให้คุณซื้อกองทุนหุ้นที่เค้าซื้อหุ้นเฉลี่ยมาให้คุณเรียบร้อยแล้ว แล้วพอคุณถือยาวพอก็จะกำไรโดยไม่ต้องทำอะไรมาก

ผลตอบแทนจากหุ้นโดยเฉลี่ยของตลาดไทยอยู่ประมาณ 10-15% ถ้าคุณค่อยๆ แบ่งเงินก้อนมาทุกเดือน ผลตอบแทนนี้ก็จะค่อยๆ ทบต้นแล้วกลายเป็นเงินก้อนขนาดใหญ่

ผลตอบแทนปีละ 10-15% นี้คือตัวเลขที่ปลอดภัย มันคือตัวเลขที่คุณไม่จำเป็นต้องเสี่ยงก็ทำได้ เพราะคุณซื้อหุ้นเฉลี่ยทั้งตลาด แต่ถ้าคุณเลือกหุ้นเป็นรายตัว คุณก็มีโอกาสรวยมากกว่านี้และก็มีโอกาสหมดตัวได้เช่นกัน เช่น ถ้าคุณเลือกหุ้นเองได้ดี ได้ผลตอบแทนปีละ 30% การใส่เงินเข้าไปเดือนละ 10,000 บาทก็จะทำให้คุณรวยถึง 1,184 ล้านได้เมื่อคุณลงทุนไปสัก 30 ปี

แต่อย่าลืมว่าถ้าคุณพร้อมจะเลือกหุ้นเองแทนที่จะซื้อเฉลี่ยอย่างปลอดภัย มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยง คุณอาจจะเจอหุ้นปั่นหรือหุ้นที่ผู้บริหารทุจริต และผลตอบแทน 30% ต่อปีนั้นถือว่าสูงมาก มีน้อยคนที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *