สรุปหนังสือ David and Goliath กลยุทธ์ไก่รองบ่อน เหนือกว่าอย่างแยบยล

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของ เดวิดและโกไลแอธ (David & Goliath) ในคัมภีร์ไบเบิลกันมาบ้างแล้ว หรือถ้าใครยังไม่เคย วันนี้แอดก็จะมาเล่าย่อๆ ให้ฟังสักเล็กน้อย เดวิดและโกไลแอธพูดถึงเด็กเลี้ยงแกะคนนึงที่เอาชนะยักษ์นักรบตัวมหึมาได้ ต้องขอบคุณความเฉลียวฉลาดและความแม่นยำในการยิงหนังสติ๊กของเขา นิทานเรื่องนี้มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า ไก่รองบ่อนก็เหนือกว่าได้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากเข็ญแค่ไหนก็ตาม

david and goliath
เชือกยิงหินที่เดวิดใช้ไม่ใช่หนังสติ๊กซะทีเดียว แต่เป็นอาวุธยิงโบราณที่นักรบกรีก-โรมันใช้กันในกองทัพจริงๆ ในที่นี้เราจะเรียกว่าหนังสติ๊กเพื่อความสะดวก แต่เรารู้กันนะคะว่ามันมีลักษณะเป็นแบบนี้

 

แต่เดวิดเป็นไก่รองบ่อนจริงๆ น่ะหรอ?

ไม่ใช่ซะทีเดียวหรอกค่ะ

เพราะจริงๆ แล้ว “หนังสติ๊ก” ที่เดวิดใช้เป็นอาวุธที่ทรงพลังไม่น้อย ดีดลูกหินไปทางศัตรูด้วยความเร็วสูงก็ได้ แถมยังได้เปรียบเรื่องระยะทางที่ดาบเอื้อมไม่ถึง หินในหุบเขาก็หนาแน่น กระทบยังไงก็ไม่แตก ตัวเดวิดเองก็เชี่ยวชาญในการใช้หนังสติ๊กอยู่แล้ว เพราะเขาใช้มันปกป้องฝูงแกะจากฝูงหมาป่าทุกวี่วัน นอกจากนี้ ตัวที่ใหญ่โตของโกไลแอธก็ไม่ได้ช่วยให้เขาได้เปรียบไปเสียทีเดียว เพราะมันมากับผลข้างเคียงที่ทำให้ประสาทตาของเขาถูกกดทับจนเห็นภาพซ้อนและพร่ามัว (สันนิษฐานว่าเป็นโรค Acromegaly แอดจะใส่ลิงก์เพื่อการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ด้านล่างนะคะ)

จากข้อมูลเบื้องต้น ทำให้เราสรุปได้ว่า เดวิดชนะนอนมาแล้วแต่แรก เขายิงโกไลแอธด้วยลูกหินและใช้ดาบตัดหัวโกไลแอธทิ้งด้วยดาบของเจ้าตัว

david and goliath
ภาพเดวิดพิชิตโกไลแอธ โดยเครื่องดื่มชูกำลัง Lucozade (หาดูโฆษณาตัวเต็มกันได้จากยูทูปเลยค่ะ)

 

เรื่องราวของ “ไก่รองบ่อน” ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป เราจะมาลงรายละเอียดในบทความนี้กันต่อไปนะคะ

แอดยังจะพาคุณผู้อ่านไปค้นหาอีกว่า:

  • คนพิการได้เปรียบกว่าคนปกติครบ 32 ได้อย่างไร?
  • ทำไมโรงเรียนชื่อดังถึงสอนนักเรียนได้ห่วยนัก?
  • ทำไมชาวนาเวียดนามถึงเอาชนะกองทัพทหารอเมริกาได้สำเร็จ?

 

เปรียบเทียบไปให้เสียเวลาเปล่า

พอโตขึ้น เราก็ได้เข้าโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น จากประถมเป็นมัธยมและไล่ไปเรื่อยๆ แต่ละชั้นปีเราก็จะได้เจอเพื่อนใหม่ที่เก่งในเรื่องที่เราไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ทีนี้เราก็รู้สึกอยากแข่งด้วย อยากเหนือกว่าใช่มั้ยล่ะคะ แต่นี่เป็นเรื่องที่ผิด เพราะเป็นไปได้มากว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เก่งกว่าจะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจอย่างสาหัส

แล้วพอความมั่นใจหดแล้วเป็นไงคะ? ก็เหลวไงล่ะ ☹

ยกตัวอย่าง คนที่มีพรสวรรค์เข้าไปเรียนในมหา’ลัยชั้นนำ ไปเจอเข้ากับอัจฉริยะจนเครียดต้องดรอปเรียน เพราะสู้ไม่ไหว

แล้วถ้าการแข่งกับอัจฉริยะทำให้เรารู้สึกสูญเสียความมั่นใจ เราจะทำอะไรได้ล่ะคะ?

ก่อนอื่นต้องหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นก่อนค่ะ แล้วมาตั้งสมาธิกับตัวเอง ในอดีต คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ นั้นไม่ได้ตั้งหน้าแข่งกับใครหรอกค่ะ แต่พวกเขาเลือกเดินทางของตัวเองต่างหาก

ยกตัวอย่างเรื่องนี้ชัดๆ เลยคือ ในช่วงศตวรรษที่ 19 Paris Salon เป็นงานแสดงผลงานศิลปะชั้นสูงในยุโรป คนเข้าชมงานมากมายและมูลค่าของงานศิลปะที่นั่นก็พุ่งพรวด นักวาดสายอิมเพรสชันนิสต์หลายคนพยายามผลักดันให้งานของตัวเองขึ้นแสดงที่ Salon แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะคนที่นั่นไม่ชอบสีสันสดใสของอิมเพรสชันนิสม์

สุดท้ายพวกเขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะเอาใจเหล่าคนชั้นสูง และจัดงานแสดงเป็นของตัวเองแทน แถมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีซะด้วย
ถ้านักวาดอิมเพรสชันนิสต์เหล่านั้นยอมเปลี่ยนแนวไปวาดตามคนอื่นๆ ใน Salon พวกเขาก็คงเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์แห่งศิลปะไม่ได้หรอกค่ะ

davif and goliath
ภาพตัวอย่างของงานสายอิมเพรสชันนิสม์ ที่ชื่อว่า The Starry Night โดยศิลปินชื่อก้องโลก Vincent van Gogh

 

เลี้ยงลูกเหมือนไข่ในหิน

เราต่างก็คิดกันไปเองว่าถ้าพ่อแม่รวย ให้การศึกษาดีๆ กับลูกหลาน เด็กๆ ก็คงโตมาฉลาดและแฮปปี้ แต่หารู้ไม่ว่า เด็กที่มีพ่อแม่รวยก็ไม่ได้ขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดเสมอไปหรอกค่ะ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ความร่ำรวยของเหล่าคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกๆ ชินชากับการพึ่งพาบารมี ไม่รู้จักถึงการตรากตรำทำงานหนัก และไม่รู้จักคิดด้วยตัวเอง

พูดกันขวานผ่าซากแบบนี้อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อย งั้นมาดูตัวอย่างซอฟท์ๆ กันดีกว่าค่ะ

ทิมโตขึ้นมาในครอบครัวฐานะยากจน แต่นั่นก็ทำให้ทิมได้รับบทเรียนเกี่ยวกับการรู้จักบริหารเงิน เช่น ช่วยงานที่บ้านเพื่อแลกกับค่าแรง แล้วถ้าเงินเก็บเหลือเยอะๆ ก็อาจจะเอามาใช้จ่ายช่วยที่บ้านด้วย นอกจากนี้ ทิมยังจะได้รับทักษะจากการทำงานหนัก เขาจะคิดก่อตั้งบริษัทของตัวเองในภายหลังก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร แต่ถ้าทิมประสบความสำเร็จจริงๆ ลูกๆ เขาก็อาจจะไม่ได้เรียนรู้คุณค่าของเงินอย่างเขาก็ได้

ความมั่งคั่งยังทำให้เด็กไม่รู้จักเรียนรู้

ยกตัวอย่างนะคะ ห้องเรียนพิเศษมักภาคภูมิใจนักหนาว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษ ได้เรียนในกลุ่มเล็กๆ ถ้าห้องนึงมีเด็ก 40 คน คุณครูที่งานล้นมืออยู่แล้วก็คงสอนได้ไม่ทั่วถึงทุกคน แต่ถ้าห้องเล็กลง เด็กน้อยลง คุณครูก็จะตรวจนักเรียนแต่ละคนได้ละเอียดมากขึ้น ทำให้เกรดของเด็กๆ ดีตามไปด้วย

แต่นั่นกลับไม่การันตีความสำเร็จ เพราะพอจำนวนนักเรียนลดลงถึง 12 หรือน้อยกว่า นักเรียนก็จะมีเพื่อนน้อยลงไปด้วย ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากคนอื่นๆ น้อยลง มีปฏิสัมพันธ์น้อยลง สภาวะแวดล้อมแคบลง เป็นข้อเสียใหญ่ๆ อีกอย่างของการเลี้ยงดูแบบไข่ในหินนั่นเองค่ะ

 

ความผิดปกติอาจไม่ใช่โชคร้ายเสมอไป

คุณผู้อ่านลองตีโจทย์นี้ดูนะคะ: ถ้าไม้เบสบอลกับลูกเบสบอลราคารวมกันเป็น 1.10 ดอลลาร์แล้ว และไม้เบสบอลเดี่ยวๆ แพงกว่าลูกบอล 1 ดอลลาร์ เท่ากับว่าลูกเบสบอลมีราคาเท่าไหร่คะ?

เฉลยยยยย

ใครตอบ 10 เซนต์ แอดขอบอกว่าผิดค่า แอ่ด แอ่ด คำตอบที่ถูกต้องคือ 5 เซนต์ต่างหาก

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนตอบผิด เป็นเพราะเราอ่านเร็วเกินไป ทำให้พลาดจุดสำคัญนั่นเองค่ะ

หัวใจคือคำว่า แพงกว่า นั่นเอง ไม้เบสบอลแพงกว่าลูกบอล 1 ดอลลาร์

ถ้ายังไม่เก็ทดี ก็มาเข้าโจทย์คณิตศาสตร์ที่เรียนสมัยเป็นนักเรียนกันหน่อยเนาะ (แอดก็นั่งงจ้องอยู่นานเหมือนกัน 555)

 

x + ($1.00 + x) = $1.10

$1.00 + 2x = $1.10

2x = $1.10 – $1.00

2x = $0.10

 

สรุปคำตอบได้ว่า:

x = $0.05

 

ถ้าคุณผู้อ่านอ่านช้าลง คุณผู้อ่านก็จะพลาดน้อยลงเองล่ะค่ะ

ยกตัวอย่าง ปัญหาโจทย์เบสบอลนั่นที่มาจากมหา’ลัยพรินซ์ตัน มหา’ลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในอเมริกา ที่ปกติแล้วนักศึกษาจะทำข้อสอบได้คะแนน 1.9 เต็ม 3

แต่ถ้าปรับตัวหนังสือให้อ่านยากขึ้น พวกเขาก็จะถูกบังคับให้ค่อยๆ อ่านโจทย์โดยอัตโนมัติ ผลปรากฏคือคะแนนเฉลี่ยพุ่งขึ้นเป็น 2.45 เต็ม 3

คนที่มีปัญหาทางการอ่านอย่างผู้ที่เป็นโรค Dyslexia ถึงมีโอกาสตอบคำถามแนวนี้ได้ดีกว่าคนทั่วไป เพราะพวกเขาต้องค่อยๆ อ่าน นอกจากนี้ ความบกพร่องที่ว่ายังช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่าง เดวิด โบอี้ส์ เป็นทนายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนนึงในอเมริกา เขามีความบกพร่องทางการอ่าน (Dyslexia) ทำให้เขาอ่านหนังสือลำบาก เขาจึงตัดสินใจใช้หนทางอื่นในการเรียนรู้ นั่นคือ การฟังและการจำ แม้เขาจะอ่านเพียงสรุปสำนวนคดี แต่ด้วยความจำที่แม่นยำของเขา และความสามารถในการจับผิดท่าทางของพยาน ก็ช่วยให้เขาสู้คดีได้ง่ายขึ้น

ปัญหาเดวิดอ่านหนังสือยาก ทำให้เขาได้รับประโยชน์ด้านอื่นจากมันอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น หูที่ฟังชัดกว่าใคร และการรู้จักคิดให้ถี่ถ้วน

malcolm gladwell
Tom Cruise นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกันก็มีความบกพร่องทางการอ่านเช่นเดียวกันค่ะ ถ้าใครเคยอ่านประวัติก็จะรู้ว่าเขาต่อสู้กับความผิดปกตินี้มอย่างยากลำบากเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ข้ามผ่านมันมาได้ จนประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้

 

ความโชคร้าย (อีกแล้ว) เป็นตัวช่วยต่างหากล่ะ

บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีอเมริกา หรือนักเขียนชื่อดัง ล้วนเคยสูญเสียคุณพ่อหรือคุณแม่มาแล้ว จริงๆ แล้ว งานวิจัยยังบอกด้วยว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จมีอัตราการสูญเสียบุพการีคนใดคนหนึ่งไป57’ 45% ก่อนอายุ 20 เสียอีก
คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะคิดว่า “ชีวิตช่างรันทดนัก” แต่จริงๆ แล้ว ความรันทดนั่นล่ะค่ะ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้พวกเขาประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน

เพราะการขาดพ่อหรือแม่คอยเลี้ยงดูนั้นส่งผลต่อจิตใจมาก ทำให้ยิ่งต้องฮึดสู้กว่าคนที่มีพ่อแม่ครบ นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้เห็นสิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ และความสำเร็จที่น่าตื่นตาจากคนที่ไม่ได้มีภูมิหลังสวยหรู

ตัวอย่างจากเรื่องจริงคือ นักวิทยาศาสตร์สายการแพทย์ เอมิล ฟรายไรค์ ที่พ่อฆ่าตัวตายตั้งแต่เขายังเด็ก ทิ้งให้เขาอยู่กับบ้านจนๆ และเหลือไว้เพียงความหดหู่ เอมิลมุ่งมั่นที่จะออกไปจากชีวิตแร้นแค้นนี้ เขาจึงตั้งหน้าเรียนอย่างหนัก และได้เป็นหมอในที่สุด ความปรารถนาที่จะพลิกความยากเข็ญทุกอย่างให้กลายเป็นดี ทำให้เอมิลประสบความสำเร็จในที่สุด เขาใช้หลายปีในการพัฒนาวิธีการรักษาโรคลูคีเมียในเด็ก และมีโอกาสรอดถึง 90%

ความยากลำบากของเอมิลในวัยเด็ก เป็นตัวปั้นให้เขากลายเป็นคนไม่ยอมแพ้

Dr.Emil Freireich (1927-ปัจจุบัน) เป็นนักชีววิทยาสาขาโรคมะเร็งชาวอเมริกัน

กลยุทธ์ที่ไม่ธรรมดาของไก่รองบ่อน

คุณผู้อ่านที่ชอบดูหนังหรืออ่านหนังสือนิยายคงเคยเจอหลายเรื่องที่ตอนจบเป็นเหล่าไก่รองบ่อนที่ชนะ แต่ในชีวิตจริงกลับแทบไม่มี ในการประลอง คู่แข่งที่มีแบคอัพหนุนดีกว่า มีเงินหนากว่า ย่อมเอาชนะคู่แข่งที่ไม่มีสิ่งพวกนี้ได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม แม้ไก่รองบ่อนจะเอาชนะในศึกประลองไม่ได้ แต่ถ้าคิดกลยุทธ์ที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงได้ โอกาสชนะก็มีสูง

ตัวอย่างที่ดีตัวนึงคือ ช่วงสงครามในอดีต กองทัพเล็กเอาชนะกองทัพใหญ่ๆ ได้นับครั้งไม่ถ้วน (นึกถึงสงครามเวียดนามขึ้นมาเลย) ด้วยการหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า และหันไปตัดเสบียงกับพึ่งการสื่อสารให้มากเข้าไว้แทน

งานวิจัยพบว่า กองทัพเล็กเอาชนะกองทัพที่ใหญ่กว่าได้ถึง 63% ด้วยกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง และมีเพียง 29% ที่ชนะ หากใช้การโจมตีโดยตรง

มีใครสงสัยมั้ยคะว่า แล้วไก่รองบ่อนตัดสินใจว่าจะใช้กลยุทธ์อะไรตอนไหนล่ะ?

พวกเขาทำได้โดยเน้นที่จุดเด่นของกองทัพตัวเอง และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อีกฝ่ายจะได้เปรียบให้มากที่สุด

ในปี 1917 ที. อี. ลอว์เรนซ์ เป็นผู้นำกลุ่มอาหรับเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง หลายคนในกลุ่มไม่เคยฝึกฝนการต่อสู้มาก่อน แต่พวกเขากำลังจะไปสู้กับกองทัพเติร์กที่มีอาวุธครบมือ ในขณะที่ฝั่งอาหรับไม่เคยแม้แต่จะจับปืนไรเฟิล แต่พวกเขารู้วิธีการเดินทาง รู้วิธีหาน้ำกลางทะเลทราย พวกเขากำลังใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เลือกที่จะไม่ใช้เรือเข้าไปหาฝั่งเติร์กตรงๆ แต่ใช้ความสามารถที่ตัวเองถนัดฝ่าไปทางทะเลทรายไซบีเรีย ฝ่ายเติร์กก็ไม่ทันตั้งตัวสิคะ ทางอาหรับเลยขับไล่ศัตรูออกไปจากเมืองได้สำเร็จ

จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ ค่ะ

malcolm gladwell
ชีวิตจริงของ T. E. Lawrence ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วในชื่อ Lawrence of Arabia (1962)

 

อยากใหญ่ ใจต้องนิ่ง

ลองคิดดูเล่นๆ นะคะว่า ถ้าทุกคนเชื่อทุกสิ่งที่พวกเขาได้ยินมา หรือยอมก้มหัวให้รัฐทุกครั้ง หรือเฮไปกับเพื่อนทุกครา แบบนี้คงน่าเบื่อแย่ใช่มั้ยล่ะคะ เพราะทุกคนเดินไปทางเดียวกันหมด ไม่มีใครคิดต่างหรือกล้าค้านอะไร

เราติดค้างผู้คนที่กล้าลุกขึ้นปฏิวัติ คนที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้พวกเราได้ใช้กัน พวกคนที่ไม่ฟังบรรทัดฐานทางสังคม และไม่สนใจเสียงนกเสียงกา

ยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ชื่อว่า Five Factors Model ที่เป็นการทดสอบบุคลิกภาพ จัดทำขึ้นโดยนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่ง พวกเขาพบว่า กลุ่มนักลงทุนชอบค้านเป็นที่หนึ่ง นี่เป็นข้อยืนยันอย่างหนึ่งว่า เหล่าผู้นำขึ้นไปถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ได้ก็เพราะกล้าเสี่ยง และไม่ยอมทิ้งความเชื่อมั่นของตัวเอง ไม่สนว่าอาจจะต้องเสียเพื่อนหรืองานของตัวเอง พวกเขาเสี่ยงค่ะ เพื่อความสำเร็จที่รออยู่ตรงหน้า

เห็นแบบนี้ ถ้าคุณผู้อ่านคนไหนที่อยากประสบความสำเร็จบ้าง ก็อย่าลืมเตรียมใจเรื่องท่าทีที่อาจเปลี่ยนไปของคนรอบข้างด้วยนะคะ ต้องท่องไว้ว่าไอเดียของตัวเองสำคัญที่สุด

มาดูอีกตัวอย่างกันนะคะ คราวนี้เป็นเรื่องราวของผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง IKEA เขาคนนั้นคือ Ingvar Kamprad (อ่านไม่ออกค่ะ 555) ในช่วงปี 1960 Ingvar เจอเข้ากับมรสุมความกดดันของเหล่าผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดน เรื่องที่ว่าเขากำหนดราคาสินค้าต่ำเกิน ต่อมาก็เจอบอยคอตจนบริษัทต้องประสบปัญหาการเงิน แต่ Ingvar กลับหาทางออกที่ไม่มีใครคาดคิด เขาหันไปทำธุรกิจกับประเทศคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น โปแลนด์ ในขณะที่สงครามเย็นและวิกฤติการณ์จรวดคิวบายังระอุ เขาอาจถูกมองว่าเป็นกบฏ แต่ Ingvar ไม่สน และมันได้ผล IKEA ประสบความสำเร็จอย่างมากอย่างที่พวกเราทุกคนรู้กันดี

ถึงขนาดว่ามีคนข้ามผ่านเรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ เรื่องกลัวโดนญาติพี่น้องเกลียดนี่ขี้ปะติ๋วไปเลยค่ะ

david and goliath malcolm gladwell
Ingvar Kamprad (1926-2018) เป็นนักธุรกิจและผู้ก่อตั้ง IKEA ชาวสวีเดน

 

สรุปส่งท้ายก่อนวางหนังสือ David & Goliath

อำนาจ ความมั่งคั่ง และความแข็งแกร่ง ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จได้เสมอไป เหมือนทุกสิ่งนั่นล่ะค่ะ ถ้ามากเกินมันก็ไม่ดี เรื่องรวยเกินก็ก็มีข้อด้อยเหมือนกัน ในขณะที่บางสิ่งที่ดูแต่จะทำความลำบากให้ ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องทางการอ่าน หรือการสูญเสียบุพการี ก็อาจกระตุ้นให้ไปถึงเป้าหมายได้ดียิ่งกว่า

ไก่รองบ่อนก็เอาชนะคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังได้ ถ้าหากรู้จักวางกลยุทธ์

 

นำไปใช้ได้จริง

เลือกทางเดินของตัวเองค่ะ

ทำไมเราถึงต้องคอยมองหาการยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลาด้วยล่ะคะ? พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ก็อยากให้เราได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าเราคอยตามพวกเขาแบบไม่คิดอะไร ก็รังแต่จะเดินไปเจอกับความผิดหวังและท้อแท้เปล่าๆ

ถ้าลองถอยกลับมาหน่อย แล้วเลือกที่จะเดินไปด้วยตัวเอง เราก็จะได้รับรู้ในที่สุดว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไรกันแน่

อย่าสนใจสายตาคนอื่นถ้าคิดจะลองทำสิ่งใหม่

ลงมือเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ใครๆ ก็มีจุดอ่อนและความทรงจำแย่ๆ ที่ไม่อยากนึกถึงทั้งนั้นล่ะค่ะ แต่แทนที่จะมัวพะวงกับมัน ลองหันมาหาทางแก้ไขมันกันดีกว่า

จงเป็นตัวเอกในละครของตัวเอง เขียนบทให้ตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ หรืออยากไปอยู่ที่ไหนก็เลือกเอาเลย

 

แหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

 

ข้อมูลผู้เขียน

Malcolm Gladwell
Malcolm Gladwell (1963-ปัจจุบัน)

Malcolm Gladwell (ทวิตเตอร์ @Gladwell) เป็นนักข่าว นักเขียน และวิทยากรชาวแคนาดา เกิดในปี 1963

ผลงานดังๆ ของเขาก็คงเป็น David and Goliath เล่มนี้ แล้วก็ยังมี Outliers, The Tipping Point และ Blink ซึ่ง Outliers และ The Tipping Point นั้น บิงโกของเราก็ได้ทำบทสรุปไว้แล้วล่ะค่ะ ตามไปอ่านที่ลิงก์ด้านล่างกันได้เล้ย

  • Outliers ตีแผ่ทุกแง่มุมของ “ความสำเร็จ” ที่คุณไม่เคยรู้ที่ไหนมาก่อน
  • The Tipping Point คู่มือนักการตลาดแห่งศตวรรษที่ 21 — เปลี่ยนสินค้าให้เป็นไวรัส จุดกระแสดังไปทั่วโลก

ส่วน Blink ขอแปะไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวแอดจะมาสรุปให้คุณผู้อ่านที่น่ารักได้อ่านกันแน่ๆ ไม่นานเกินรอ 🙂

One thought on “สรุปหนังสือ David and Goliath กลยุทธ์ไก่รองบ่อน เหนือกว่าอย่างแยบยล

  1. Pingback: สรุปหนังสือ The Tipping Point เปลี่ยนสินค้าให้เป็นไวรัส จุดกระแสให้ดังไปทั่วโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *