สรุปหนังสือ Becoming Facebook 10 บทเรียนน่ารู้ จากทีมงานเฟซบุ๊ก

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน วันนี้แอดจะมานำเสนอหนังสือเล่มหนึ่งที่เรียกได้ว่า exclusive เจาะลึกกันแบบสุดๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของโซเชียลเน็ตเวิร์กตัวหนึ่งที่จะมาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของเราไปตลอดกาล

ไม่ต้องบอกก็คงเดากันได้ เฟซบุ๊ก นั่นเองค่ะ

ตามวิกิพีเดียอาจจะใส่ไทม์ไลน์ของแต่ละเหตุการณ์เอาไว้ แต่ขอบอกว่าจุใจไม่เท่าในหนังสือ Becoming Facebook เล่มนี้แน่ เพราะคนเขียน Mike Hoefflinger เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดเก่าของเฟซบุ๊ก ทำให้เนื้อหามีชีวิตชีวาและละเอียดยิบ เหมือนได้ไปนั่งในห้องประชุมกรรมการด้วยตัวเองเลยล่ะค่ะ เริ่มตั้งแต่เฟซบุ๊กก่อนก่อตั้ง ตอนเป็นรูปเป็นร่าง วันเปิดตัว วันที่ขึ้นเป็นที่หนึ่ง อุปสรรค คู่แข่ง ความท้าทาย รวมไปถึงบทสรุปที่เราสามารถเรียนรู้ไปในตัวและนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้อีกด้วย

อีกอย่างนะคะ นอกจากเรื่องราวของตัวเฟซบุ๊กเองแล้ว ก็ยังมีแทรกภูมิหลังและแรงจูงใจของผู้ก่อตั้งคนดัง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ให้ได้เสพกันอีก เรียกได้ว่าครบเครื่อง

ไปเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ!

 

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เกิดในปี 1984 เขาโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านด็อบส์เฟอร์รี่ รัฐนิวยอร์ก ห่างจากเมืองแมนฮัตตันออกมาทางเหนือประมาณ 20 ไมล์ มาร์คเรียนเขียนโปรแกรมจากคุณพ่อ เขาจึงเริ่มมีความคิดอยากเชื่อมผู้คนถึงกันผ่านโลกออนไลน์ตั้งแต่ยังเด็ก

ก่อนที่มาร์คจะสร้างเฟซบุ๊ก เขาได้สร้างคอร์สแมทช์ (CourseMatch) ที่ให้นักศึกษาในมหาลัยฮาร์วาร์ดโพสต์เรื่องการเรียนและเรื่องทั่วไปได้ แล้วก็ยังสร้างเฟสแมช (FaceMash) ด้วย แต่ก่อนจะปล่อยเฟสแมช มาร์คแฮคเข้าไปในฐานข้อมูลบ้านพักของฮาร์วาร์ด และนำข้อมูลรูปนักศึกษาอัพโหลดขึ้นเว็บ ซึ่งนับเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แถมผิดกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ด้วย ฮาร์วาร์ดลงโทษทัณฑ์เขาทันที จากจุดนี้เองที่ก่อให้เกิด thefacebook.com ต้นกำเนิดของ Facebook ในปัจจุบัน

 

การเติบโตที่ก้าวกระโดด

 

ความสำเร็จของเฟซบุ๊กคือการแสวงหาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

  • เดือนกุมภาพันธ์ 2004 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง 3 แห่ง ได้แก่ โคลอมเบีย, สแตนฟอร์ด และเยล สมัครใช้ thefacebook.com ของมาร์ค ตามด้วยอีก 6 แห่งในเดือนมีนาคม และเพิ่มขึ้นอีกในเดือนเมษายน มหาวิทยาลัยที่อยู่อีกฟากของอเมริกาอย่างเวอร์จิเนียและอิลลินอยส์ก็ไม่พลาด การเชื่อมต่อกันระหว่างผู้คนในมหาวิทยาลัยพุ่งขึ้นสูงมาก จนปลายปี 2004 เฟซบุ๊กก็มีผู้ใช้งานมากถึง 1 ล้านคนจากหลากหลายมหาวิทยาลัยในอเมริกา

 

  • เดือนกันยายน ปี 2005 เฟซบุ๊กได้ขยายอิทธิพลไปถึงโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย 20 แห่งในสหราชอาณาจักร ปลายปี 2005 จำนวนโรงเรียนมัธยมปลายที่ตบเท้าเข้าสู่เฟซบุ๊กก็เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 แห่ง มหาวิทยาลัยในอเมริกา 2,000 แห่ง และมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ อีกมากมาย เช่น แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไอร์แลนด์ 

 

  • เดือนกันยายนปี 2006 เฟซบุ๊กเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้บริการได้
becoming facebook
หน้าตาของ thefacebook.com หรือก็คือรุ่นบุกเบิกของ facebook ในปัจจุบันนั่นเอง

 

เฟซบุ๊กตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่ “การมีส่วนร่วม” เพื่อนำมาใช้วัดอัตราการเติบโต ซึ่งจะหมายถึง “จำนวนของคนที่เห็นประโยชน์ในการใช้เฟซบุ๊กในชีวิตประจำวัน” เฟซบุ๊กทำงานได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้นในเรื่องการติดตามผลการมีส่วนร่วมของผู้ใช้

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังตกลงกับกูเกิล ให้ผู้ใช้กูเกิลสามารถค้นโปรไฟล์เฟซบุ๊กได้อย่างอิสระ ผู้ใช้สามารถนำเข้ารายชื่อผู้ติดต่อจากบริษัทผู้ให้บริการอีเมลชื่อดังอย่าง Hotmail, Yahoo, AOL และ Gmail มาที่หน้าฟีดของเฟซบุ๊กตัวเองได้ ซึ่งก็แปลว่าผู้ใช้กลุ่มนี้สามารถส่งอีเมลเชิญเพื่อนๆ ให้มาเล่นเฟซบุ๊กได้ด้วย

ต้นปี 2016 เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กติดอันดับท็อปใน 129 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนต่อวัน ส่วนอินสตาแกรมที่เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของก็ติดอันดับเดียวกันใน 41 ประเทศ ที่ยังทำตลาดไม่ได้จริงจังเห็นจะมี จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพราะรัฐบาลจีนบล็อกเฟซบุ๊ก ส่วนรัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็มีเฟซบุ๊กในเวอร์ชั่นของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

 

จุดกำเนิดของ News Feed 

คริส ค็อกซ์ ทำงานในเฟซบุ๊กมากกว่า 10 ปี และยังคงเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประกาศเป้าหมายของเฟซบุ๊ก นั่นก็คือ “ทำให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมถึงกันมากขึ้น”

ต้นปี 2006 เฟซบุ๊กมีผู้ใช้มากกว่า 6 ล้านคน แต่พวกเขาใช้งานเฟซบุ๊กโดย “สลับไปมา” กับเว็บไซต์อื่นๆ ด้วย คริส ค็อกซ์ และทีมงานจึงค้นหาไอเดียจนมาตกลงปลงใจที่ฟีเจอร์หนึ่ง ซึ่งจะกลายมาเป็นหน้าเป็นตาของเฟซบุ๊กตราบจนทุกวันนี้ นั่นก็คือ News Feed

  • เดือนกันยายนปี 2006 (ปีเดียวกับที่เปิดให้บริการทั่วโลก) เฟซบุ๊กได้เปิดตัว News Feed มันเป็นฟีเจอร์ที่จะบอกว่าเพื่อนของคุณทำอะไรอยู่ ซึ่งทำให้เกิดข้อกังขาในเรื่องความเป็นส่วนตัว อะไรก็ตามที่ถูกโพสต์บนไทม์ไลน์ของคุณ จะไปปรากฏบนหน้าฟีดคนอื่นด้วย ในตอนแรก ผู้ใช้ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ต่อมา News Feed ก็ได้ทวีความนิยมขึ้น ไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนที่กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้ติดตามข่าวสารเป็นประจำมากที่สุด

 

  • เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2009 เฟซบุ๊กเปิดตัวปุ่ม “Like” ซึ่งทำให้การทำงานของ News Feed เปลี่ยนไป มันทำให้ผู้ใช้คลิก “Like” บนโพสต์ที่พวกเขาชื่นชอบ และทำให้เฟซบุ๊กวัดอัตราการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น มันบอกได้ว่ามีคนไลค์เร็วหรือช้ามากแค่ไหนบนโพสต์หนึ่งๆ เฟซบุ๊กเริ่มทำแบบสำรวจออนไลน์ เพื่อหาฟีดแบคจากผู้ใช้โดยถามผู้ใช้ว่า พวกเขาอยากติดตามเรื่องอะไร หรือมีอะไรที่ไม่อยากเห็นบ้าง

 

  • เดือนมิถุนายน ปี 2016 เฟซบุ๊กประกาศว่า สิ่งที่ครอบครัวและเพื่อนโพสต์จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นก่อนเพจและโฆษณาทั้งหลายแหล่ เพราะ “ครอบครัวและเพื่อนสำคัญที่สุด”
news feed
หน้าตาของ News Feed หรือก็คือสิ่งที่หลายๆ คนเรียกกันติดปากว่า หน้าฟีด นั่นแหละ

1 พันล้านดอลลาร์กับอินสตาแกรม 

ในปี 2012 เฟซบุ๊กมีผู้ใช้มากกว่า 900 ล้านคนทั่วโลก ทิ้ง MySpace, Twitter และ Google+ ไม่เห็นฝุ่น แต่อยู่ๆ อินสตาแกรมก็โผล่ขึ้นมา

เควิน ซิสตรอม ซีอีโอของอินสตาแกรมพบมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และอดัม ดีแอนเจโล (ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก) เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2004 ทั้งสองไม่สามารถโน้มน้าวให้เควินเข้ามาร่วมทำงานกับบริษัทที่เพิ่งตั้งไข่ของพวกเขาได้

ในปี 2010 เควินและเพื่อนของเขา ไมค์ ครีเกอร์ ได้สร้าง เบอร์บอน (Burbn) โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ให้บริการด้านข้อมูลสถานที่ เบอร์บอนมีผู้ใช้งานได้ราว 1,000 คนก็เจอกับตออย่าง Foursqaure, SCVNGR และ Places  เควินกับไมค์จึงพยายามเปลี่ยนให้เบอร์บอนดึงดูดผู้ใช้มากขึ้น จึงเพิ่มฟีเจอร์แบ่งปันรูปภาพบนแอพด้วย

วันที่ 6 ตุลาคม 2010 พวกเขาก็เปิดตัวอินสตาแกรมที่ให้ผู้ใช้สามารถถ่ายรูป ใส่ฟิลเตอร์ 11 แบบ แชร์รูป (แชร์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ได้ด้วย) ค้นหา และให้คนกด “Like” คล้ายของเฟซบุ๊ก แต่ที่นี่มีแค่รูปภาพเท่านั้น

อินสตาแกรมในปัจจุบันดูไม่ต่างจากวันแรกมากนัก และนั่นคือจุดแข็ง อินสตาแกรมดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แม้ว่าจะมีคนมาเสนอซื้อมากมาย ทั้งทวิตเตอร์และบริษัทเงินทุนรายใหญ่อย่าง เซควอญ่า แต่ก็เป็นเฟซบุ๊กที่ฉกไปได้ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์

2 ปีครึ่งต่อมา อินสตาแกรมมีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่าทวิตเตอร์ ในปี 2015 ผู้ใช้รวมทั้งหมดแตะ 400 ล้านคน มาร์คและเควินมีวิสัยทัศน์คล้ายกัน มาร์คมีส่วนช่วยให้อินสตาแกรมเติบโตอย่างทุกวันนี้ เงิน 1 พันล้านที่เฟซบุ๊กจ่ายไปนั้นคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

becoming facebook kevin systrom
Kevin Systrom เป็นผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอ Instagram

การเข้าถึงจากทั่วโลก

ในปี 2015 ยังมีคนอีกกว่า 4 พันล้านที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ ในแถบเอเชียใต้ มีแค่ 17% จาก 1,400 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในแอฟริกา ประชากรที่อาศัยอยู่ตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า มีแค่ 19% จาก 800 ล้านคนที่มีอินเทอร์เน็ตใช้ มีจำนวนหนึ่งมีโทรศัพท์ แต่ไม่มีแพ็คเกจโทรศัพท์จากเครือข่ายใช้ เลยเข้าถึงเว็บไซต์ไม่ได้ ส่วนอีกจำนวนหนึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้ คนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและผู้หญิง (หลายพื้นที่ในโลก ผู้หญิงยังขาดการศึกษาและได้ค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชาย) ยิ่งเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ยาก

การขาดแคลนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นวงจรอุบาทว์ จะหารายได้เพิ่มก็ไม่ได้ เพราะออนไลน์ไม่ได้ จะออนไลน์ก็ยากเข้าไปอีก เพราะไม่มีเงิน

 

อุปสรรคสำคัญ 3 อย่างที่ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นไปได้ยาก ได้แก่ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค, ราคา และความเข้าใจในอินเทอร์เน็ต

1. ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค

กว่า 1 พันล้านคนในปัจจุบันอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง ระบบสาธารณูปโภคมีค่าใช้จ่ายสูงมากจนแทบจะไม่คุ้มกับการลงทุน เฟซบุ๊กต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเครือข่ายการสื่อสาร

2. ราคา

ราคาที่กล่าวถึงไม่ใช่ค่าเครื่องโทรศัพท์ (สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ขายแค่ในราคา 50 ดอลลาร์หรืออาจจะต่ำกว่าในบางยี่ห้อ) แต่ราคาแพ็คเกจที่พ่วงกับตัวเครื่องนั้นสูงมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของคนในบางพื้นที่

3. ความเข้าใจในอินเทอร์เน็ต

ในการสำรวจครั้งหนึ่ง คน 42,000 คน จาก 11 ประเทศในแถบอเมริกาใต้ เอเชียแปซิฟิก และแอฟริกาพบว่า “85% ของคนที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตไม่รู้ว่าอินเทอร์เน็ตคืออะไร และอีกครึ่งก็ไม่เคยได้ยินคำว่า อินเทอร์เน็ต ด้วยซ้ำไป” เพื่อแก้ปัญหานี้ เฟซบุ๊กจึงสร้างระบบ “ฟรีเบสิกส์” (Free Basics) เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ฟรีเบสิกส์เปิดตัวที่ประเทศแซมเบีย ในเดือนกรกฎาคม ปี 2014 พอถึงเดือนเมษายน ปี 2016 ผู้ใช้งานในระบบนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านคน ใน 37 ประเทศ

บริการฟรีเบสิกส์นี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง เฟซบุ๊กโดนกล่าวหาว่าเป็น “นักล่าอาณานิคมดิจิตอล” และทำให้เกิดความเสียหายต่อ “ความเสมอภาคทางเน็ต” (net neutrality) แล้วยังมีกระแสความคิดที่ว่า “ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหน้าไหนก็ไม่ควรคิดราคาค่าบริการแตกต่างกัน หรือสกัดกั้นช่องทางการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากผู้คน”

กลุ่มผู้สนับสนุนหลายกลุ่มวิจารณ์ฟรีเบสิกส์ เพราะระบบนี้เสนอการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตฟรีๆ แบบจำกัด (ให้เข้าได้เฉพาะบางเว็บไซต์) การล่าอาณานิคมดิจิตอลเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนที่มีอำนาจมากกว่าเข้ามาเอาเปรียบคนที่ด้อยอำนาจกว่า ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 กลุ่มผู้สนับสนุนกว่า 6 กลุ่ม จาก 31 ประเทศ แสดงความกังวลในเรื่องนี้ต่อเฟซบุ๊ก

หน่วยงานกำกับโทรคมนาคมแห่งอินเดีย (TRAI) บล็อกระบบฟรีเบสิกส์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 แม้ว่ามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จะดูมีท่าทีสนิทสนมกับนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีของอินเดีย

becoming facebook free basics
ที่ไทยเองก็มีบริการ Free Basics เช่นกัน จากการที่เฟซบุ๊กร่วมมือกับค่ายทรูมูฟเอช

 

เฟซบุ๊กยังคงทำงานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาข้างต้น แล้วก็ยังตั้งหน้าพัฒนาเทคโนโลยีตัวใหม่ๆ ด้วย เช่น ระบบความจริงเสมือน (VR) และความจริงเติมแต่ง (AR)

ในวันที่ 25 เดือนมีนาคม ปี 2014 เฟซบุ๊กซื้อกิจการออคิวลัสวีอาร์ (Oculus VR) เป็นมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แว่นสวมหัวออคิวลัสเป็นแว่นไฮเทคที่ถูกดีไซน์มาให้นักเล่นเกมได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ คุณจะรู้สึกเหมือนได้ไปนั่งเกาะขอบสนามดูแข่งบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ หรือดูเหล่าศาสตราจารย์สอนวิชาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยใดก็ได้ในโลก

ความจริงเติมแต่ง (AR) จะ “ซ้อนทับภาพในโลกที่มีอยู่ของคุณ แทนที่จะแทนที่โลกทั้งโลก” เหมือนเป็นญาติของ VR ยังไงยังงั้น AR เองก็มาในรูปแว่นสวมหัว แต่เป็นเลนส์ใส

VR และ AR จะทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สามมิติ และถึงพวกมันจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ความนิยมน่าจะพุ่งขึ้นสูงในอนาคต

becoming facebook palmer luckey
Palmer Luckey เป็นผู้พัฒนาแว่นสวมหัว Oculus VR

การคุกคาม ความล้มเหลว และบทเรียนที่ได้รับ

เฟซบุ๊กกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการโซเชียลมีเดียได้ก็เพราะเหล่าทีมงานหลังม่าน อย่างซีอีโอ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, ประธานฝ่ายปฏิบัติการ (ซีโอโอ) เชอริล แซนด์เบิร์ก, ประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ซีพีโอ) คริส ค็อกซ์ และประธานฝ่ายเทคโนโลยี (ซีทีโอ) ไมค์ โชพเฟอร์ คนเหล่านี้นี่แทบจะเรียกได้ว่าหาตัวตายตัวแทนไม่ได้เลย

นอกจากโอกาสที่จะขาดบุคคลสำคัญแล้ว การคุกคามของเฟซบุ๊กยังถูกรวมไปถึง ความสนใจของผู้ใช้งาน ความมีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ รายได้ การแทรกแซงจากรัฐบาล และอื่นๆ

คนจะใช้งานเฟซบุ๊กต่อมั้ย? หรือพวกเขาจะหันไปใช้สแนปแชทและทวิตเตอร์แทน? เฟซบุ๊กเป็นยักษ์ใหญ่บนสมาร์ทโฟน แต่ก็อาจจะเสียหลักได้ หากคนหันไปสนใจ VR และ AR มากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซื้อกิจการออคิวลัสวีอาร์เอาไว้

becoming facebook
Snapchat Discover ให้บริการแทบจะไม่ต่างจาก News Feed ของ Facebook เลย คุณสามารถเลื่อนดูข่าวสารความเคลื่อนไหวของบุคคลที่คุณรักและองค์กรธุรกิจต่างๆ ได้ง่ายๆ

 

เฟซบุ๊กในตอนนี้ยังต้องพึ่ง “2 เจ้าที่” ซึ่งก็คือ ระบบปฏิบัติการไอโอเอสของแอปเปิล และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล เฟซบุ๊กจึงยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของ 2 เจ้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 เจ้าก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่

เฟซบุ๊กยังต้องคอยระแวงการแทรกแซงจากรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อจำกัดในการเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ

เฟซบุ๊กเจอมาหมดแล้วทั้งความเสี่ยงและความล้มเหลว แต่ก็ยังลุกขึ้นยืนขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บหรือแอพในสมาร์ทโฟน และยังมีในเรื่องการซื้อกิจการที่ทำกำไรไม่ได้ หรือการทำโฆษณาที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อศึกษาบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวทั้งหมดที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ได้เรียนรู้บทเรียนทั้ง 10 บทด้วยกัน ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสถานการณ์ ดังนี้

 

  1. แยกให้ออกว่า อะไรคืออนาคตของคุณและอะไรคือสิ่งที่คุณต้องทิ้งไว้ข้างหลัง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการจากยาฮู เพราะเขารู้ว่าอนาคตของเฟซบุ๊กมีค่ามากกว่าเงินเพียง 1 พันล้านดอลลาร์ (ปัจจุบันเฟซบุ๊กมีคนสมัครใช้งานมากกว่า 2 พันล้านไอดี และตัวบริษัทมีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์)
  2. ลดเพื่อเพิ่ม ทุกคนมีเครื่องมือพกพาอยู่ในกระเป๋าซึ่งเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นความต้องการที่สำคัญที่สุดของผู้ใช้งานจึงไม่ใช่อยากได้มากขึ้น พวกเขาอยากได้น้อยลง แต่ในเรื่องที่สำคัญจริงๆ ต่างหาก (ที่มาที่ไปของการคิดค้น News Feed)
  1. หา “จังหวะโดนใจ” ให้เจอ ผลิตภัณฑ์ของคุณสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้ตอนไหนมากที่สุด? จังหวะโดนใจของเฟซบุ๊กคือ การที่ผู้ใช้เห็นเพื่อนของตัวเองอยู่บน News Feed ดังนั้นทุกภารกิจของเฟซบุ๊กจึงพุ่งเป้าไปที่การทำให้ผู้ใช้พบจังหวะโดนใจนั้นโดยเร็วที่สุด
  1. ให้โอกาสกับลูกค้าทุกกลุ่ม เฟซบุ๊กขายพื้นที่โฆษณาบน News Feed โดยให้ทุกคนสามารถเข้าประมูลได้ ธุรกิจเล็กใหญ่จึงมีโอกาสเท่าๆ กัน และเกิดการแข่งขันอย่างเสรี
  1. ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญ เฟซบุ๊กจัดการการทำงานของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ระบบเครือข่าย อาคารสถานที่ และแม้แต่ระบบกระแสไฟฟ้าด้วยตัวเอง เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้ การเข้าใช้งานจึงง่ายและรวดเร็วที่สุด “เพราะหากผู้ใช้เข้าเว็บได้ช้าแม้แต่วินาทีเดียว เขาก็อาจเปลี่ยนใจไปใช้เว็บอื่น”
  1. การโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด ในธุรกิจการแข่งขัน จงยื่นมือขอความช่วยเหลือจากลูกค้าของคุณ แล้วทำให้จุดแข็งของคุณเด่นขึ้นมา
  1. เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะมีใครแซงหน้า ไม่มีใครเป็นหนึ่งได้ตลอดไป เพราะฉะนั้นจงพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
  1. เล่น “เกมยืดเยื้อ” แต่อย่าทิ้งตัวธุรกิจหลัก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นจีน ญี่ปุ่น และอินเดียเป็นเกมยืดเยื้อที่จะต้องต่อสู้กันอีกยาวนาน แต่เขาหันมาไล่ตามประเทศเหล่านี้ได้ก็เพราะเฟซบุ๊กไปได้สวยในประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว
  1. การให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้งานพนักงานแต่ละคนได้ทำงานที่ตัวเองถนัดมากที่สุด มีการเลื่อนตำแหน่งไปในแนวขวาง แทนที่จะเป็นในแนวดิ่งที่มีตำแหน่งว่างน้อย
  1. ใส่ใจ เฟซบุ๊กประสบความสำเร็จได้เพราะให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากๆ ซึ่งเป้าหมายที่ว่าก็คือ “ทำให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น”

 

แหล่งศึกษาเพิ่มเติมหลังอ่านสรุปหนังสือ Becoming Facebook จบ

  • ตามไปอ่านบทความสุดฮิตของเราจากอาทิตย์ก่อน ที่สรุปคำกล่าวสุนทรพจน์จบการศึกษาจากมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเฟซบุ๊ก 👉 3 สิ่งที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก อยากบอกกับเด็กเจน Z ในวันรับปริญญา
  • ในบทความนี้พูดถึงผู้ก่อตั้งอินสตราแกรม เควิน ซิสตรอม และผู้พัฒนาแว่นสวมหัวออคิวลัสวีอาร์ ปาล์มเมอร์ ลัคกี้ ถ้าใครอยากอ่านประวัติของ 2 คนนี้แบบเจาะลึกให้ตามไปอ่านในหนังสือ ทำถูกครั้งเดียว อนาคตเปลี่ยนตลอดชีวิต ซึ่งในเล่มยังรวมซีอีโอรุ่นใหม่อีก 14 คนที่รอเล่าประวัติความสำเร็จให้คุณฟัง ตั้งแต่วันที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จนถึงวันที่ก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดในปัจจุบัน

 

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

Becoming Facebook ได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว โดยสำนักพิมพ์บิงโกของเรานี่เองค่ะ มีตัวอย่างให้อ่านจนหนำ ลดราคาอยู่อีกต่างหาก คลิกเลย!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *